ยุทธศาสตร์รุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมของ The Goody ผ่านเครือข่าย TOPS และ PET'N ME

ยุทธศาสตร์รุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมของ The Goody ผ่านเครือข่าย TOPS และ PET'N ME
ความสนใจ|อาหารสัตว์เลี้ยง

The Goody: แบรนด์พรีเมียมที่เกิดมาเพื่อยุค Pet Humanization

ยุทธศาสตร์ขยายตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมของ The Goody แบรนด์ใหม่จาก SWC คือการใช้จุดแข็งด้านโภชนาการและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ผสานกับเครือข่ายค้าปลีก TOPS และ PET'N ME เพื่อเข้าถึงผู้เลี้ยงสัตว์ที่มองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว ตอบรับเทรนด์ Pet Humanization ตลาด ที่ทำให้การเลือกอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลเน้นคุณภาพและสุขภาพมากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว

แกนกลางของกลยุทธ์นี้คือความร่วมมือระหว่างบริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SWC กับบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในการเปิดตัว The Goody แบรนด์อาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ณ ท็อปส์ เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ เป็นสาขาแรก ก่อนขยายสู่เครือข่าย TOPS และ PET'N ME รวมกว่า 155 สาขาทั่วประเทศ การเลือกเริ่มต้นในโลเกชันที่เป็น Pet Friendly Destination ไม่ใช่แค่พิธีเปิดตัว แต่เป็นการประกาศชัดว่าแบรนด์ตั้งใจเน้น “ประสบการณ์ร่วม” ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยงเป็นหัวใจหลัก

เบื้องหลังคือการมองเห็นโอกาสจากตลาดสัตว์เลี้ยงที่กำลังขยายตัว ttb analytics ประเมินว่าตลาดสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าประมาณ 92,000 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าจะสูงถึงราว 101,000 ล้านบาทในปี 2569 พร้อมการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงที่คาดว่ามีมูลค่าราว 46,000 ล้านบาท แปลว่าใครจับกลุ่มพรีเมียมได้ก่อน ย่อมมีโอกาสยึดหัวหาดในระยะยาว

ยุทธศาสตร์รุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมของ The Goody ผ่านเครือข่าย TOPS และ PET'N ME

จากเคมีภัณฑ์สู่ Pet Ecosystem: SWC อ่านเกมตลาดอย่างไร

จุดน่าสนใจคือ The Goody ไม่ได้เกิดจากการ “ลองของใหม่” แต่ต่อยอดจากประสบการณ์กว่า 30 ปีของ SWC ที่เริ่มต้นจากธุรกิจเคมีภัณฑ์ ก่อนขยายสู่ผลิตภัณฑ์ครัวเรือน เคมีเกษตร ปศุสัตว์ และดูแลสัตว์เลี้ยง เช่น แชมพูสัตว์เลี้ยง Chaingard โครงสร้างความรู้ด้านฟอร์มูลาผลิตภัณฑ์และมาตรฐานการผลิตระดับอุตสาหกรรมถูกนำมาปรับใช้กับอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมภายใต้แนวคิด “From Pet Parent to Pet Parent” เพื่อย้ำว่าผู้พัฒนาเข้าใจชีวิตสัตว์เลี้ยงจากประสบการณ์จริง

The Goody เปิดตลาดด้วยสินค้า 86 รายการ แบ่งเป็นอาหารเม็ดสุนัขและแมว 90% และแชมพู 10% โดยยอดขายเดือนแรกมาจากสินค้ากลุ่มแมวถึง 65% สุนัข 35% สะท้อนภาพชัดเจนว่ากลุ่มแมวกำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของหมวดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม กลยุทธ์เน้นโภชนาการภายใต้คอนเซ็ปต์ “Good Nutrition, Good Health, Good Life” จึงไม่ใช่แค่สโลแกน แต่เป็นทางเลือกสำหรับ Pet Parent ที่มองอาหารเป็นการลงทุนด้านสุขภาพระยะยาวของสัตว์เลี้ยง

คำถามเชิงกลยุทธ์คือ SWC จะสร้างความต่างในตลาดที่ถูกมองว่าเป็น red ocean ได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่การวาง The Goody เป็น Strategic Growth Engine ที่เน้นคุณภาพระดับสากลและการสร้างประสบการณ์ ไม่ใช่แข่งราคา การยกระดับจาก “ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง” ไปสู่ “Pet Ecosystem” ที่ครอบคลุมอาหาร แชมพู และในอนาคตคือ functional food ทำให้แบรนด์มีพื้นที่เล่าเรื่องและสร้างความภักดีได้มากกว่าแบรนด์ที่ขายแค่สินค้าตัวเดียว

ยุทธศาสตร์รุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมของ The Goody ผ่านเครือข่าย TOPS และ PET'N ME

Omni-channel ผ่าน TOPS และ PET'N ME: ทำไมช่องทางจำหน่ายจึงสำคัญ

เทรนด์ Pet Humanization ตลาด ทำให้การซื้ออาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมไม่ต่างจากการเลือกอาหารคน เจ้าของศึกษาข้อมูล อ่านฉลาก และต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ แม้จะซื้อในห้างหรือร้านสะดวกซื้อ สองฝ่ายจึงจับมือกันพัฒนา TOPS และ PET'N ME ให้เป็น Total Pet Solution Destination ที่ไม่ได้เป็นแค่ชั้นวางสินค้า แต่เป็น “ผู้กรองคุณภาพ” ให้ Pet Parent

ในเชิงตัวเลข ปัจจุบัน The Goody วางจำหน่ายผ่าน TOPS แล้ว 155 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายเป็น 200 สาขาภายในสิ้นปี ขณะที่ความร่วมมือกับเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทลช่วยให้แบรนด์เข้าถึงฐานลูกค้าที่กระจายอยู่ใน TOPS และ PET'N ME รวมกว่า 155 สาขา พร้อมเชื่อมต่อช่องทางออนไลน์ภายใต้กลยุทธ์ Omni-channel นี่คือการใช้เครือข่ายค้าปลีกที่มีอยู่แล้วให้ทำงานเหมือน “ทางด่วน” พาแบรนด์ใหม่เข้าใกล้ผู้บริโภคโดยไม่ต้องสร้างหน้าร้านเอง

สิ่งที่น่าจับตาคือบทบาทของ TOPS สาขาเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ซึ่งถูกออกแบบให้เป็น Pet Friendly Destination การจัดงานเปิดตัว The Goody ระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 จึงเหมือนการทดสอบโมเดลว่าประสบการณ์แบบไหนทำให้ Pet Parent รู้สึกผูกพันกับแบรนด์มากกว่าแค่การเห็นสินค้าใหม่บนชั้นวาง หากโมเดลนี้สำเร็จ การขยายไปสาขาอื่นจะไม่ใช่แค่เรื่องโลจิสติกส์ แต่คือการคัดลอกประสบการณ์ที่สร้างความเชื่อมั่นได้ตั้งแต่วันแรก

ยุทธศาสตร์รุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียมของ The Goody ผ่านเครือข่าย TOPS และ PET'N ME

ตัวเลขเป้าหมายและแรงขับจาก Pet Humanization

เบื้องหลังความมั่นใจของ SWC คือภาพรวมตลาดที่กำลังเติบโตแบบสองหลัก ทั้งแง่มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงโดยรวมและตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงที่คาดว่ามีมูลค่าราว 40,000–45,000 ล้านบาท การที่ค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนเพิ่มจากเฉลี่ย 7,000 บาทต่อปีเป็น 50,000 บาทต่อปี และกว่า 60% เป็นค่าใช้จ่ายด้านอาหาร สะท้อนชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยงถูกยกระดับจาก “สัตว์เลี้ยง” เป็น “ลูกรัก” ตามเทรนด์ Pet Humanization

ภายใต้ภาพนี้ SWC วาง The Goody เป็นเครื่องยนต์เติบโตตัวใหม่ ตั้งเป้ายอดขายรวม 1,700 ล้านบาทภายใน 3 ปี พร้อมเป้าหมายส่วนแบ่งตลาด 15% ในระยะยาว ในช่วง 6 เดือนแรกตั้งเป้ายอดขายผ่าน TOPS และ PET'N ME ที่ 20 ล้านบาท และคาดว่าปีแรกจะสร้างรายได้แตะ 100 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดประมาณ 1% ซึ่งเป็นระดับที่บ่งชี้ว่าบริษัทต้องการ “ขึ้นทะเบียนชื่อ” ในใจผู้บริโภค ก่อนเร่งขยายพอร์ตสินค้าและช่องทางในระยะถัดไป

คำกล่าวที่น่าจดจำคือการย้ำว่า “การแข่งขันในตลาดเพ็ทแคร์วันนี้ไม่ได้วัดกันแค่คุณภาพ แต่คือการสร้างประสบการณ์” โดยชัยวัฒน์ ตั้งคารวคุณ ผู้อำนวยการธุรกิจสัตว์เลี้ยงของ SWC เมื่อเจ้าของยอมลงทุนกับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยง การแข่งขันจึงย้ายจากชั้นราคาไปสู่สนามของโภชนาการ ความไว้วางใจ และความรู้สึกร่วมของ Pet Parent ที่ว่ากำลังดูแล “คนในบ้าน” มากกว่าสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง

ก้าวต่อไป: Functional Food และการบุกตลาดต่างประเทศ

หากวันนี้ The Goody ใช้ช่องทางจำหน่ายสัตว์เลี้ยงที่แข็งแรงในประเทศเพื่อสร้างฐานแบรนด์ ก้าวต่อไปคือการ “เติมความลึก” ให้พอร์ตสินค้าและขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ในปี 2570 แบรนด์เตรียมขยายกลุ่มสินค้าอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมอาหารเปียก สินค้ากลุ่ม functional food เช่น สูตรบำรุงขนด้วย omega 3 สูตรในบ้าน (indoor) สูตรขับก้อนขน (hairball) รวมถึงทรายแมวทุกประเภท และผลิตภัณฑ์ดูแลขนและเซรั่ม ทิศทางนี้สะท้อนว่าตลาดพรีเมียมจะไม่ได้แข่งกันที่ “อาหารเม็ดพื้นฐาน” อีกต่อไป แต่แข่งกันที่ความเฉพาะทางตามปัญหาสุขภาพของสัตว์เลี้ยง

ในมิติภูมิภาค แบรนด์เตรียมสยายปีกไปยังตลาดจีนและ CLMV โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์และมาตรฐานสากรเป็นบัตรผ่านสำคัญ การรุกต่างประเทศตั้งแต่ช่วงต้นของวงจรชีวิตแบรนด์ชี้ให้เห็นว่าทีมผู้บริหารไม่ได้มอง The Goody เป็นแค่แบรนด์เสริมพอร์ต แต่ต้องการให้เป็นแบรนด์สากลที่ยืนได้ด้วยตัวเองในหลายตลาด ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะตอกย้ำศักยภาพของผู้ผลิตในภูมิภาคให้มีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก

โดยรวมแล้ว กลยุทธ์ของ The Goody แสดงให้เห็นสูตรผสมที่น่าสนใจ: ใช้เทรนด์ Pet Humanization เป็นแรงขับ ใช้ช่องทางจำหน่ายสัตว์เลี้ยงที่มีอยู่แล้วเป็นเครื่องกระจายสินค้า และใช้โภชนาการพรีเมียมรวมถึง functional food เป็นตัวสร้างความต่าง ในโลกที่เจ้าของมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว แบรนด์ที่เข้าใจทั้งอารมณ์ ความรู้สึก และสุขภาพของสัตว์เลี้ยง มีโอกาสมากกว่าที่จะเปลี่ยน “สินค้าใหม่บนชั้นวาง” ให้กลายเป็น “แบรนด์ประจำบ้าน” ในระยะยาว

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!