ค่าครองชีพสูงคืออะไร และทำไมเด็กต้องเป็นผู้รับผล
ภาวะค่าครองชีพสูงคือสถานการณ์ที่ราคาสินค้าและบริการจำเป็นในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ส่งผลให้ครัวเรือนมีภาระรายจ่ายมากขึ้น ในขณะที่รายได้กลับไม่เพิ่มตาม ทำให้ต้องตัดลดงบประมาณด้านโภชนาการนักเรียนและการศึกษาเด็ก ซึ่งกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ การเรียนรู้ และความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กและเยาวชนในระยะยาว การสำรวจยูนิเซฟร่วมกับนิด้าโพลสะท้อนชัดว่าค่าครองชีพสูงไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจลอยๆ แต่แทรกซึมเข้าไปในทุกมื้อข้าวและทุกวันไปโรงเรียนกว่า 6 ใน 10 ครัวเรือนที่มีเด็กระบุได้รับผลกระทบในระดับมากถึงมากที่สุด นี่คือสัญญาณเตือนว่าระบบเศรษฐกิจที่ปล่อยให้ครอบครัวต้องเลือกระหว่างอาหารกับการศึกษากำลังผลักให้เด็กเสียโอกาสตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มชีวิตผู้ใหญ่

เมื่อภาระรายจ่ายบีบให้ต้องตัดอาหารและการศึกษาเด็ก
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจากผลสำรวจยูนิเซฟ นิด้าโพล คือการตัดสินใจที่ไม่มีใครอยากทำแต่ครอบครัวจำนวนมากถูกบังคับให้ทำ นั่นคือการลดค่าอาหารและงบการศึกษาเด็ก เพื่อประคองภาษัตรครัวเรือนให้อยู่รอดในยุคค่าครองชีพสูง มากกว่า 4 ใน 5 ครัวเรือนที่มีเด็กยอมรับว่าค่าครองชีพที่สูงขึ้นส่งผลต่อคุณภาพหรือปริมาณอาหารที่บุตรหลานได้รับ หลายบ้านหันไปซื้ออาหารราคาถูกลง แม้จะรู้ดีว่าโภชนาการนักเรียนกำลังถดถอย ในด้านการศึกษาเด็ก เกือบ 3 ใน 4 ครัวเรือนระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสูงขึ้น และมากกว่าครึ่งหนึ่งของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจบอกว่าครอบครัวต้องลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา เช่น ค่าเดินทาง ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเรียนพิเศษ และกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียน นี่คือการตัดสิ่งที่ควรเป็นสิทธิพื้นฐานให้กลายเป็นทางเลือกที่ต้องเสียสละ
น้ำมันแพงไม่หยุดอยู่ที่ปั๊ม แต่ลามถึงห้องเรียนและโต๊ะอาหาร
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นคือจุดเริ่มต้นของคลื่นกระแทกที่ส่งผลต่อชีวิตเด็กในแทบทุกมิติ ไม่ใช่เพียงตัวเลขบนป้ายหน้าปั๊ม จากผลสำรวจออนไลน์ของยูนิเซฟในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ร้อยละ 43 ระบุว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อครัวเรือนของตนอย่างมากหรือถึงขั้นวิกฤต ค่าเดินทางของครอบครัวเกือบ 9 ใน 10 ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แค่การไปโรงเรียนในแต่ละวันกลายเป็นภาระที่ต้องคิดแล้วคิดอีก เมื่อค่าเดินทางแพงขึ้น ภาษัตรครัวเรือนจึงต้องถูกจัดใหม่ เด็กบางคนอาจต้องลดจำนวนวันไปเรียน ลดกิจกรรมเสริม หรือไม่มีงบสำหรับอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น น้ำมันแพงจึงแปลว่าหนังสือบางเล่มไม่ถูกซื้อ คอร์สเรียนพิเศษบางคอร์สถูกตัด และโอกาสการเรียนรู้ที่ช่วยเปิดโลกเด็กถูกปิดลงอย่างเงียบๆ ผลกระทบนี้สะสมเป็นช่องว่างทางการศึกษาในระยะยาว
แรงกดดันทางการเงินแปรเปลี่ยนเป็นความเครียดในใจเด็ก
ข้อเท็จจริงที่เราไม่ควรมองข้ามคือค่าครองชีพสูงไม่ได้กระทบแค่กระเป๋าสตางค์ แต่กัดกินสุขภาพจิตเด็กทีละน้อย มากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนระบุว่าบุตรหลานมีความเครียดหรือความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น ขณะที่ร้อยละ 64 ของเยาวชนที่ตอบแบบสำรวจยอมรับว่าตนรู้สึกเครียดหรือกังวลมากขึ้นจากแรงกดดันด้านการเงิน เด็กจำนวนไม่น้อยต้องโตมากับเสียงสนทนาเรื่องเงิน การต้องลดค่าอาหาร และการหักงบการศึกษาเด็ก ซึ่งหล่อหลอมให้ความกังวลเรื่องเงินกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เมื่อโภชนาการนักเรียนลดลง เด็กอาจเหนื่อยง่าย สมาธิสั้น ขณะเดียวกันความเครียดสะสมก็ส่งผลต่อผลการเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัว สังคมที่ปล่อยให้เด็กเรียนไปพร้อมกับความหิวและความกังวลคือสังคมที่ยอมให้ศักยภาพของคนรุ่นใหม่ถูกจำกัดโดยปัญหาที่พวกเขาไม่ได้เป็นคนสร้าง
ถึงเวลาขยายการช่วยเหลือ เปลี่ยนวิกฤตค่าครองชีพให้ไม่กลายเป็นวิกฤตอนาคตเด็ก
ท่ามกลางแรงกดดันสองด้าน ทั้งรายได้ที่ลดลงและภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ครอบครัวที่มีเด็กไม่ควรถูกปล่อยให้รับภาระลำพัง ผลสำรวจยูนิเซฟ นิด้าโพลชี้ว่าในบางภูมิภาค เช่น ภาคเหนือ มีครัวเรือนเพียงร้อยละ 17 ที่ได้รับความช่วยเหลือ นี่คือช่องว่างเชิงนโยบายที่ต้องถูกอุดอย่างเร่งด่วน การเพิ่มการสนับสนุนครอบครัวผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดจึงไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่มองได้ว่าเป็นการลงทุนในโอกาสและอนาคตเด็ก หากรัฐไม่ขยายมาตรการช่วยเหลือให้ครอบคลุมครัวเรือนเปราะบางมากขึ้น เด็กจะยังต้องเรียนท่ามกลางภาวะโภชนาการนักเรียนที่ถดถอย ความเครียดที่สูง และการศึกษาเด็กที่ถูกตัดทอน การมองการศึกษาและโภชนาการเป็นต้นทุนที่ต้องลด คือวิธีคิดที่ต้องถูกท้าทาย เพราะทุกบาทที่ประหยัดจากเด็กวันนี้อาจแปลเป็นการสูญเสียศักยภาพมหาศาลของสังคมในวันหน้า






