จากห้างสรรพสินค้า สู่ปลายทางค้าปลีกแบบคิวเรตที่เน้นประสบการณ์
ปลายทางค้าปลีกแฟชั่นพรีเมียมแบบมัลติแบรนด์สโตร์คือพื้นที่ที่คัดสรรแฟชั่นพรีเมียมไทย ไลฟ์สไตล์บิวตี้ และแบรนด์ไทยชั้นนำหลายแบรนด์มาอยู่ร่วมกันอย่างมีแนวคิด ภายใต้การดูแลของคิวเรเตอร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสไตล์เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่เชื่อมโยงตัวตนของผู้บริโภคกับเรื่องเล่าของแบรนด์ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ไม่ใช่แค่การจัดสินค้าให้ครบหมวด แต่คือการออกแบบคอมมูนิตี้และสถานที่ที่คนอยากใช้เวลา
การเปิดตัวปลายทางค้าปลีกรูปแบบนี้กำลังเขย่าภูมิทัศน์ของแฟชั่นพรีเมียมไทยอย่างชัดเจน เพราะมันตอบโจทย์ความต้องการใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่เบื่อการเดินตระเวนห้างเพื่อหาแบรนด์กระจัดกระจาย และเริ่มมองหาพื้นที่ที่มีทิศทางด้านสไตล์ชัดเจน มีการคัดเลือก มีเรื่องเล่า และมีคอมมูนิตี้ C PROJECT เปิดตัวเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่รวบรวมโลกแฟชั่นและบิวตี้จากแบรนด์ไทยที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราวของตัวเอง เพื่อให้การค้นพบสไตล์ใหม่เป็นทั้งการช้อปและการหาคแรงบันดาลใจ ขณะเดียวกันแบรนด์ดิวตี้ฟรีรายใหญ่เปิดมัลติแบรนด์สโตร์แฟชั่นระดับพรีเมียมแห่งแรกชื่อ THE PASSAGE OF COLLECTIONS เพื่อต้อนรับทั้งนักช้อปชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ภาพรวมนี้สะท้อนว่าค้าปลีกแฟชั่นไม่สามารถพึ่งโมเดลห้างสรรพสินค้าแบบเดิมได้อีกต่อไป

C PROJECT: แพลตฟอร์มคิวเรตแฟชั่นบิวตี้ที่ใช้สไตล์นำธุรกิจ
C PROJECT คือกรณีศึกษาสำคัญของแฟชั่นพรีเมียมไทย ที่เลือกเดินเกมผ่านแพลตฟอร์มมัลติแบรนด์แบบคิวเรต มากกว่าการปั้นแบรนด์เดี่ยวแบบดั้งเดิม บริษัทเจ้าของโครงการวาง C PROJECT เป็นแพลตฟอร์มธุรกิจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ภายใต้หน่วยงานทดลองโมเดลธุรกิจ IC LAB บทบาทจึงไม่ใช่แค่หน้าร้าน แต่คือการสร้างระบบให้แบรนด์เล็กที่มีตัวตนชัด กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตได้จริงในตลาดที่ใหญ่ขึ้น
จุดแข็งที่ทำให้ C PROJECT น่าสนใจคือแนวคิด Curator-led Model ใช้ “สไตล์” เป็นหัวใจในการคัดเลือกแบรนด์ ผ่านสายตาของจิรัฏฐ์ พรพนิตพันธุ์ สไตล์ไอคอนสายแฟชั่นสตรีท และกานดา สายทุ้ม บิวตี้คิวเรเตอร์ที่ทรงอิทธิพลในวงการบิวตี้ แบรนด์ที่ผ่านการคัดเลือกไม่ใช่แค่แบรนด์ที่กำลังฮิต แต่ต้องมีอัตลักษณ์ แนวคิด และศักยภาพเติบโต ปัจจุบัน C PROJECT รวบรวมแบรนด์แฟชั่น บิวตี้ และไลฟ์สไตล์มากกว่า 50 แบรนด์ เช่น IC LAB, PONY STONE, HEIDI’S SECRET, Dry Clean Only, Calm Outdoors, Morph8ne, Urbanapparels และอีกมากมาย โควตที่น่าจดจำจากผู้บริหารคือ “วันนี้เราไม่ได้มองความหลากหลายของผู้บริโภคว่าเป็นการทำให้ตลาดแตกออกเป็นกลุ่มย่อย แต่เป็นโอกาสในการสร้างตลาดที่ตอบโจทย์ความเป็นตัวเองของผู้คนมากขึ้น” ซึ่งสรุปแก่นของยุคแฟชั่นที่แข่งขันกันด้วยการเข้าใจตัวตนมากกว่าการสู้กันด้วยสินค้าเพียงอย่างเดียว
ด้านกลยุทธ์ระยะยาว C PROJECT ตั้งเป้าผลักดันแบรนด์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศอย่างน้อย 15 แบรนด์ภายในปี 2569 โดยมองญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตลาดสำคัญในช่วงแรก พร้อมเปิดโอกาสให้แบรนด์ในแพลตฟอร์มต่อยอดความร่วมมือกัน ทั้งพัฒนาสินค้า คอลเลกชั่น และโปรเจกต์ใหม่ เพื่อขยายบทบาทจากแพลตฟอร์มคัดสรรแบรนด์ สู่ Ecosystem ธุรกิจที่ช่วยให้แฟชั่นพรีเมียมไทยเติบโตระยะยาว ความตั้งใจที่จะต่อยอดจากแพลตฟอร์มออนไลน์สู่กิจกรรมสร้างสรรค์และป๊อปอัพในสถานที่ต่างๆ ยิ่งตอกย้ำว่า C PROJECT มองตัวเองเป็นปลายทางค้าปลีกที่สร้างทั้งคอมมูนิตี้และประสบการณ์ ไม่ใช่แค่เว็บไซต์สินค้า

THE PASSAGE OF COLLECTIONS: มัลติแบรนด์สโตร์พรีเมียมสำหรับนักช้อปและนักท่องเที่ยว
ขณะที่ C PROJECT ย้ายศูนย์กลางสู่โลกออนไลน์ THE PASSAGE OF COLLECTIONS เลือกใช้พลังของพื้นที่จริงอย่างเต็มที่ ผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีรายใหญ่เปิดตัวมัลติแบรนด์สโตร์แฟชั่นระดับพรีเมียมแห่งแรกภายใต้ชื่อนี้ เพื่อเป็นพื้นที่ที่เชื่อมการแสดงตัวตนโดดเด่นเข้ากับความเรียบง่ายที่ใส่ได้จริงทุกวัน และรองรับทั้งนักช้อปในประเทศและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก นี่คือการยกระดับมัลติแบรนด์สโตร์จากมุมเล็กในห้าง ให้กลายเป็นปลายทางค้าปลีกเต็มรูปแบบของแฟชั่นร่วมสมัย
THE PASSAGE OF COLLECTIONS เสนอแฟชั่นพรีเมียมผ่านแนวคิด EVERYTHING WEAR รวมทั้งแฟชั่นหรู สตรีทแวร์ และ Genderless fashion ในที่เดียว เน้นให้ลูกค้าหยิบชิ้นที่ “ใช่กับตัวเอง” ท่ามกลางกระแสแฟชั่นที่หมุนเร็วขึ้นทุกปี ภายในร้านออกแบบด้วยกระจกโค้งใสบวกผนังไม้โทนอบอุ่น และไฟสีทองไล่ระดับ ทำให้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในแกลเลอรีที่จัดกระเป๋า รองเท้า และเครื่องประดับแบบ curated ซึ่งคือการตีความปลายทางค้าปลีกเป็นพื้นที่ศิลปะมากกว่าคลังสินค้า โควตที่น่าหยิบมาวิเคราะห์คือคำอธิบายว่าร้านนี้ไม่ใช่แค่โชว์รูมสินค้าแบรนด์เนม แต่เป็นพื้นที่ให้ลูกค้าตัดสินใจหยิบสิ่งที่ตรงกับตัวเองออกไป ท่ามกลางโลโก้แบรนด์ระดับโลกที่ถูกจัดเรียงอย่างมีจังหวะบนชั้นไม้และกระจก
แนวทางนี้สะท้อนว่าผู้เล่นรายใหญ่เริ่มยอมรับว่าการขายแฟชั่นพรีเมียมในยุคใหม่ต้องมีประสบการณ์และการเล่าเรื่องเข้ามาเสริม ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเดินไล่ดูราวเสื้อผ้ายาวเหยียดแบบห้างสรรพสินค้าคลาสสิก แต่ต้องการเดินผ่านเส้นทางที่มีการคัดสรร มีธีม มีเรื่องเล่าของแบรนด์ และบรรยากาศที่ส่งเสริมการค้นพบตัวตนของตัวเอง THE PASSAGE OF COLLECTIONS จึงเป็นหมุดหมายที่ช่วยยืนยันว่า มัลติแบรนด์สโตร์ที่ออกแบบอย่างตั้งใจสามารถเป็นปลายทางการเดินทางของนักท่องเที่ยวและนักช้อปได้ ไม่ใช่เพียงจุดแวะซื้อของระหว่างทาง

FRANK. Songwat Flagship Store: ปลายทางคอมมูนิตี้ครีเอทีฟและวัฒนธรรม
ถ้า C PROJECT และ THE PASSAGE OF COLLECTIONS แสดงด้านธุรกิจของแฟชั่นพรีเมียม FRANK. Songwat Flagship Store คือด้านวัฒนธรรมของปลายทางค้าปลีกแฟชั่น โครงการนี้พาแบรนด์และศิลปินไทยกว่า 70 แบรนด์มาอยู่ใน Flagship Store แห่งแรกบนถนนทรงวาด ภายใต้แนวคิด “PURPOSEFUL IDENTITY” ที่มองการแต่งตัวเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารตัวตนและความเชื่อของแต่ละคน การเลือกตั้งร้านบนถนนสายประวัติศาสตร์แทนศูนย์การค้าสมัยใหม่คือการประกาศชัดว่าค้าปลีกแฟชั่นสามารถเป็นตัวเล่นสำคัญในการปลุกย่านให้กลับมามีชีวิต
FRANK. Songwat ใช้พื้นที่ 198 ตารางเมตรใจกลางถนนทรงวาดเป็นไลฟ์สไตล์สโตร์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมเสื้อผ้าไลฟ์สไตล์ยั่งยืน รองเท้าแฮนด์คราฟต์ สตรีทแวร์ วินเทจ เสื้อผ้ามือสองที่ถูกเปลี่ยนเป็นงานศิลปะ รวมถึงเซรามิก โปสการ์ด และแผ่นเสียง สร้างปลายทางสำหรับคนเมืองที่มองหาสิ่งของที่แสดงตัวตนและความเชื่อของตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น FRANK. Songwat Flagship Store ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เชื่อมเรื่องราวของย่านทรงวาดกับงานสร้างสรรค์ร่วมสมัย และตั้งใจผลักดันให้ถนนทรงวาดกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของ Creative Culture พร้อมสร้างพื้นที่สนับสนุนผู้คนในวงการสร้างสรรค์มากกว่า 100 แบรนด์
สิ่งที่ทำให้ FRANK. น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์คือการย้ำว่าปลายทางค้าปลีกแฟชั่นพรีเมียมไทยไม่จำเป็นต้องอยู่ในคอมเพล็กซ์หรูเท่านั้น สามารถฝังตัวลงในย่านเก่าที่มีเลเยอร์ทางประวัติศาสตร์ แล้วใช้การคัดสรรแบรนด์ครีเอทีฟและการออกแบบพื้นที่เป็นเครื่องมือเล่าเรื่องได้ แนวคิด PURPOSEFUL IDENTITY สะท้อนว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ได้มองแฟชั่นแค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องความหมายและค่านิยม การรวมแบรนด์กว่า 70 แบรนด์ไว้ในพื้นที่เดียวจึงไม่ใช่แค่การขยาย assortment แต่เป็นการสร้างคอมมูนิตี้ของคนที่มีภาษาแฟชั่นใกล้เคียงกัน และพร้อมใช้พื้นที่นี้เป็นจุดนัดพบใหม่ของวัฒนธรรมครีเอทีฟ

ภาพรวมเทรนด์: ทำไมปลายทางมัลติแบรนด์คิวเรตจึงสำคัญต่อแฟชั่นพรีเมียมไทย
เมื่อมองสามกรณี C PROJECT THE PASSAGE OF COLLECTIONS และ FRANK. Songwat จะเห็นภาพเดียวกันชัดเจน นั่นคือการขยับจากโมเดลขายสินค้าไปสู่โมเดลสร้างปลายทางค้าปลีกที่ทำหน้าที่เชื่อมแบรนด์ คน และเรื่องเล่าเข้าด้วยกัน แฟชั่นพรีเมียมไทยในวันนี้ไม่ได้อยู่แค่บนราวเสื้อผ้า แต่วางตัวในแพลตฟอร์มออนไลน์ที่คิวเรตอย่างเข้มข้น พื้นที่แฟชั่นพรีเมียมสำหรับนักช้อปและนักท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์สโตร์ที่ปั้นย่านเก่าให้กลายเป็นแลนด์มาร์กครีเอทีฟ
ในเชิงโครงสร้างธุรกิจ C PROJECT แสดงให้เห็นแนวทางการสร้าง Ecosystem ที่ใช้ความเชี่ยวชาญด้านแบรนด์ การผลิต และระบบหลังบ้าน ช่วยให้แบรนด์แฟชั่นและบิวตี้ในแพลตฟอร์มมากกว่า 50 แบรนด์เติบโตอย่างเป็นระบบ พร้อมเป้าหมายผลักดันอย่างน้อย 15 แบรนด์สู่ตลาดต่างประเทศภายในปี 2569 ขณะที่ THE PASSAGE OF COLLECTIONS และ FRANK. แสดงว่าเมื่อออกแบบพื้นที่จริงอย่างมีคอนเซปต์และใช้การคัดสรรเป็นแกนกลาง ปลายทางค้าปลีกสามารถสร้างทั้งประสบการณ์ช้อปปิ้งและบทบาททางวัฒนธรรมได้พร้อมกัน เทรนด์นี้จึงไม่ได้เป็นแค่แนวโน้มสวยหรู แต่เป็นการประกาศว่าผู้เล่นแฟชั่นพรีเมียมไทยกำลังมองค้าปลีกเป็นแพลตฟอร์มเล่าเรื่องและสร้างคอมมูนิตี้ ซึ่งจะยิ่งสำคัญขึ้นเมื่อผู้บริโภคให้คุณค่าแก่แบรนด์ที่สะท้อนตัวตนและความเชื่อ มากกว่าการวิ่งตามเทรนด์เพียงชั่วคราว
บทสรุปคือ แฟชั่นพรีเมียมไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มัลติแบรนด์สโตร์แบบคิวเรตและปลายทางค้าปลีกที่เน้นคอมมูนิตี้จะกลายเป็นสนามหลักของการแข่งขัน ใครเข้าใจการเล่าเรื่องและการออกแบบประสบการณ์ได้ดีกว่า จะมีโอกาสพาแบรนด์ไทยชั้นนำก้าวออกจากกรอบตลาดเดิม สู่เวทีที่กว้างขึ้นทั้งในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม







