ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ให้มอง แต่ให้สัมผัสได้ด้วย พิมพ์ 3 มิติ

เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ให้มอง แต่ให้สัมผัสได้ด้วย พิมพ์ 3 มิติ
ความสนใจ|การพิมพ์ 3 มิติ

ศิลปะสัมผัสได้คืออะไร และทำไมจึงสำคัญกว่าที่เราคิด

ศิลปะสัมผัสได้คือการแปลงผลงานศิลปะที่ปกติรับรู้ผ่านสายตาให้กลายเป็นรูปแบบที่จับต้องได้ โดยใช้เทคนิคอย่างผลงานนูนต่ำสามมิติ พื้นผิว และระดับความนูนแทนสี แสง และมิติบนผืนผ้าใบ เพื่อให้ผู้ชมรวมถึงผู้พิการทางการเห็นสามารถรับรู้รูปทรง องค์ประกอบ และความหมายของงานด้วยการสัมผัส เป็นการสร้างประสบการณ์ศิลปะที่ไม่พึ่งพาการมองเห็นเพียงทางเดียว แต่เปิดให้รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสหลากมิติ หัวใจของปรากฏการณ์นี้คือการยอมรับว่า ศิลปะไม่ควรถูกผูกขาดไว้กับคนที่มองเห็นเท่านั้น การเข้าถึงศิลปะจึงเป็นเรื่องสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่สิทธิพิเศษ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างพิมพ์ 3 มิติศิลปะเข้ามาเปลี่ยนภาพวาดให้เป็นผลงานนูนต่ำสามมิติ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่คือการตั้งคำถามกับวิธีคิดเดิมที่จำกัดว่า “งานดี” ต้องเป็นงานที่ดูได้เท่านั้น การเปิดโอกาสให้คนตาบอดสามารถสร้างภาพในหัวของตนเองจากการลูบไปตามเส้นสายและพื้นผิว คือการบอกว่าเสียงของผู้ชมทุกแบบมีคุณค่าเท่าๆ กัน

เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ให้มอง แต่ให้สัมผัสได้ด้วย พิมพ์ 3 มิติ

จากภาพรางวัลสู่ผลงานนูนต่ำสามมิติ พิมพ์ 3 มิติศิลปะทำงานอย่างไร

นิทรรศการศิลปะสัมผัสได้ “UOB Please Touch ศิลปะสัมผัสได้” แสดงให้เห็นชัดว่าพิมพ์ 3 มิติศิลปะไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นเครื่องมือเปลี่ยนโครงสร้างการรับรู้ผลงานจิตรกรรม ภาพรางวัลจากการประกวด UOB Painting of the Year จำนวน 10 ชิ้นถูกถ่ายทอดจากงานสองมิติบนผืนผ้าใบ ให้กลายเป็นผลงานนูนต่ำสามมิติที่จับต้องได้ด้วยมือ ก้องเกียรติ์ พิษณุลักษณ์ ศิลปินงานสามมิติ เลือกใช้ไฟเบอร์และเรซินเคลือบสีปลอดสารพิษเป็นวัสดุหลัก พร้อมผสมเทคนิคปั้นดิน หล่อขึ้นรูป และสร้างต้นแบบด้วยการพิมพ์สามมิติ เพื่อให้รายละเอียดของเส้น รูปทรง และพื้นผิวสามารถสื่อแทนสีและแสงได้ สิ่งสำคัญคือกระบวนการร่วมออกแบบ ทีมงานธนาคารและศิลปินเจ้าของภาพทดลองและปรับแก้หลายรอบ เพื่อให้ระดับความนูน พื้นผิว และเส้นสายทำหน้าที่แทนองค์ประกอบบนภาพต้นฉบับ โดยยังรักษาเจตนาของศิลปินเดิมไว้ นี่คือประเด็นที่วงการศิลปะต้องคิดตาม การแปลงภาพให้สัมผัสได้ไม่ใช่การลดทอน แต่เป็นการตีความใหม่ที่เคารพต้นฉบับ ขณะเดียวกันก็เพิ่มชั้นประสบการณ์ให้เป็นศิลปะที่รับรู้ได้หลายทาง

เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ให้มอง แต่ให้สัมผัสได้ด้วย พิมพ์ 3 มิติ

ประสบการณ์ที่ปลายนิ้วของคนตาบอด เปลี่ยนความหมายของคำว่าเข้าถึงศิลปะ

เมื่อบรรชัน หมวกคำ ผู้พิการทางการเห็น เดินเข้าไปในหอศิลป์เพื่อสัมผัสงานศิลปะเป็นครั้งแรก เขาไม่เริ่มจากการมอง แต่เริ่มจากปลายนิ้ว เขาค่อยๆ ไล่สัมผัสเส้น รูปทรง และพื้นผิวทีละส่วน แล้วประกอบเป็นภาพในหัวของตัวเอง เขาบอกว่ารายละเอียดที่สัมผัสผ่านปลายนิ้วช่วยให้จินตนาการถึงองค์ประกอบของผลงานได้ชัดเจนขึ้น เป็นประสบการณ์ที่ทั้งสนุกและน่าประทับใจ นี่คือคำยืนยันว่าการเข้าถึงศิลปะผ่านการสัมผัสไม่ใช่เรื่องรอง แต่เป็นประตูหลักของผู้ชมกลุ่มหนึ่ง ในกิจกรรมนี้ มีผู้พิการทางการเห็น 30 คนเข้าร่วม พร้อมพนักงานอาสาสมัคร 28 คนช่วยอธิบายที่มาของผลงาน จุดยืนของการบรรยายก็สำคัญ พวกเขาไม่ได้บอกว่าผู้ชม “ควรรู้สึกอย่างไร” แต่ให้ข้อมูลพื้นฐาน แล้วปล่อยให้แต่ละคนสร้างภาพและความหมายเอง แนวคิดนี้ท้าทายรูปแบบการจัดนิทรรศการศิลปะแบบเดิมที่มักกำหนดคำตอบให้ผู้ชม การยอมรับว่าคนตาบอดอาจตีความงานต่างจากคนตาดี แต่เท่าเทียมในคุณค่าทางศิลปะ คือการปลดล็อกอำนาจการตีความกลับสู่มือผู้ชมทุกคน

เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ให้มอง แต่ให้สัมผัสได้ด้วย พิมพ์ 3 มิติ

เมื่อหอศิลป์ปล่อยให้จับต้องได้ ศิลปะกำลังถูกทำให้เป็นประชาธิปไตย

นิทรรศการศิลปะสัมผัสได้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครไม่ใช่แค่กิจกรรมครั้งเดียว แต่สะท้อนทิศทางใหม่ของวงการศิลปะร่วมสมัย UOB Please Touch เริ่มต้นที่นี่ตั้งแต่ปี 2558 โดยนำผลงานของศิลปินผู้พิการทางการเห็นมาจัดแสดงเคียงข้างศิลปินอาชีพ ก่อนขยายไปยังโรงเรียนสอนคนตาบอดหลายจังหวัด การกลับมาจัดแสดงผลงานนูนต่ำสามมิติชุดล่าสุด จึงเป็นการย้ำว่าแนวคิดศิลปะสัมผัสได้ไม่ใช่แฟชั่นชั่วคราว แต่เป็นแนวทางที่ต่อเนื่อง นิทรรศการนี้เปิดโอกาสให้ผู้ชมทั่วไปลองปิดตาแล้วสำรวจงานผ่านการสัมผัส พร้อมมีข้อมูลอักษรเบรลล์ประกอบ กิจกรรมไม่ได้พยายามจำลองว่าการมองไม่เห็นเป็นอย่างไร แต่ตั้งใจให้คนเห็นว่า งานชิ้นเดียวกันรับรู้ได้หลายทาง และการสัมผัสก็มีน้ำหนักเท่าการมอง การที่ธนาคารเจ้าของคอลเลกชันย้ำว่า คุณค่าของงานไม่ได้อยู่ที่การเก็บรักษา แต่ที่การให้ผลงานได้พบกับผู้คนและเปิดรับการตีความใหม่ๆ คือจุดยืนที่หอศิลป์อื่นควรรับไปคิดต่อ การปล่อยให้คนแตะต้องงานศิลปะคือการปล่อยให้ประสบการณ์ศิลปะกลายเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่พื้นที่ปิดสำหรับคนที่มองเห็นและรู้ภาษาศิลปะเท่านั้น

เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ให้มอง แต่ให้สัมผัสได้ด้วย พิมพ์ 3 มิติ

ข้อคิดสุดท้าย: พิมพ์ 3 มิติศิลปะคือคำถามแรงๆ ถึงอนาคตพิพิธภัณฑ์

เมื่อเทคโนโลยีพิมพ์ 3 มิติศิลปะสามารถแปลงภาพวาดรางวัลให้เป็นผลงานนูนต่ำสามมิติที่คนตาบอดสัมผัสได้ เราไม่มีข้ออ้างอีกต่อไปว่าการเข้าถึงศิลปะสำหรับทุกคน “ทำไม่ได้” แล้วนิทรรศการศิลปะที่ยังจำกัดการจับต้อง และยึดติดกับการมองเป็นช่องทางเดียวจึงควรถูกตั้งคำถาม ว่ารักษางานหรือรักษาโครงสร้างอำนาจการตีความกันแน่ ประสบการณ์ของบรรชันที่พบว่า “งานศิลปะชิ้นเดิมอาจพบผู้ชมได้มากขึ้น เมื่อมีวิธีเข้าถึงมากกว่าการมองเห็นเพียงอย่างเดียว” คือประโยคที่วงการพิพิธภัณฑ์ควรจารึกไว้ เมื่อระดับความนูน พื้นผิว และเส้นสายสามารถแทนสีและแสงได้ โดยยังคงเจตนาของศิลปิน วิธีคิดเรื่องการอนุรักษ์ผลงานก็ควรขยายให้รวมการแปลงรูปแบบเพื่อการเข้าถึงด้วย หากหอศิลป์และสถาบันวัฒนธรรมยอมรับว่าหน้าที่ของตนคือการทำให้คนหลากหลายเข้าถึง ไม่ใช่เพียงจัดแสดงสิ่งของ พิมพ์ 3 มิติและศิลปะสัมผัสได้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ไม่ใช่ข้อยกเว้น และวันนั้นศิลปะจะหลุดพ้นจากการเป็นประสบการณ์ของคนส่วนน้อย ไปเป็นภาษากลางของทุกคนอย่างแท้จริง

เมื่อศิลปะไม่ใช่แค่ให้มอง แต่ให้สัมผัสได้ด้วย พิมพ์ 3 มิติ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!