ZestBuyZestBuy

จากความหลงใหลสู่ธุรกิจเซตสิบล้าน: เส้นทางผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์ไทยที่เปลี่ยนตลาด

จากความหลงใหลสู่ธุรกิจเซตสิบล้าน: เส้นทางผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์ไทยที่เปลี่ยนตลาด

แบรนด์สกินแคร์ไทยในยุคเดือด: ตลาดแออัดแต่โอกาสยังเปิด

แบรนด์สกินแคร์ไทยในยุคปัจจุบันคือธุรกิจความงามที่เกิดจากเจ้าของกิจการรายย่อยซึ่งผสมผสานความรู้วิชาการ ประสบการณ์ชีวิต และความหลงใหลด้านผิวพรรณเข้ากับการขายผ่านออนไลน์และคอมมูนิตี้ เพื่อสร้างสินค้าที่ตอบปัญหาผิวของลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น พร้อมบริการให้คำปรึกษาและการเล่าเรื่องสินค้าอย่างใส่ใจจนกลายเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคเชื่อใจและยอมซื้อซ้ำในระยะยาว.

ถ้าจะสรุปบทเรียนจากสองผู้ประกอบการสกินแคร์ที่เติบโตเป็นระดับหลายร้อยล้าน สิ่งสำคัญไม่ใช่การมี “สูตรลับ” หรือเงินทุนก้อนโต แต่คือการเข้าใจว่าผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้มองหาแค่ครีมดีหนึ่งขวด พวกเขาต้องการคำตอบต่อปัญหาผิวของตัวเอง ต้องการคนที่อธิบายอย่างตรงไปตรงมา และต้องการรู้สึกว่าตัวเองได้รับการดูแลแบบเป็นคน ไม่ใช่แค่ยอดขายอีกหนึ่งบิลในระบบของธุรกิจความงาม

ในตลาดที่สินค้าไหลขึ้นเต็มฟีดออนไลน์ สูตร ราคา และคำเคลมแทบไม่ต่างกัน การแยกตัวออกมาจึงแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับแบรนด์ที่คิดแค่ “ผลิตให้ดีแล้วค่อยหาทางขาย” ในขณะที่แบรนด์ที่เริ่มจากคำถามว่า “ลูกค้าคนหนึ่งกำลังเผชิญอะไรอยู่” กลับมีพื้นที่ให้เติบโตเสมอ เรื่องราวของ AMT Skincare และ BFF จึงเป็นเหมือนกรณีศึกษาให้ผู้ประกอบการสกินแคร์หน้าใหม่ว่า ความหลงใหลส่วนตัวสามารถกลายเป็นธุรกิจเซตสิบล้านได้ หากตีความแพสชันของตัวเองเป็นคุณค่าให้ลูกค้าเห็นชัด ๆ

จากความหลงใหลสู่ธุรกิจเซตสิบล้าน: เส้นทางผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์ไทยที่เปลี่ยนตลาด

AMT Skincare: จากจุฬาฯ มาร์เก็ตเพลสสู่รายได้ 528 ล้านภายในปีเดียว

AMT Skincare คือภาพชัดของแบรนด์สกินแคร์ไทยที่โตจากความน่าเชื่อถือและการลงมือทำด้วยตัวเองมากกว่าการทุ่มงบโฆษณา ผู้ก่อตั้งอย่างอมต ชัยเกรียงไกรเป็นเภสัชกรจากจุฬาฯ ที่คว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง และต่อปริญญาโทด้านเครื่องสำอางด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น พร้อมประสบการณ์ทำงานวิจัยและพัฒนาสกินแคร์ในญี่ปุ่นมากกว่า 10 ปี รวมถึงเคยเป็นนักวิจัยไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลจากสมาคมเคมีแห่งญี่ปุ่นและสมาคมนักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ คุณสมบัติแบบนี้ถ้าจะใช้ในตลาดแบบเดิมอาจต้องพึ่งบริษัทใหญ่ แต่เขากลับเลือกทำแบรนด์ของตัวเอง.

จุดเริ่มต้นไม่ได้หรูหรา AMT เปิดขายในคอมมูนิตี้เล็ก ๆ อย่างจุฬาฯ มาร์เก็ตเพลสช่วงโควิด-19 ใช้วิธีเล่าประสบการณ์ R&D ของตัวเองบนเฟซบุ๊ก ขายควบคู่กับคำปรึกษาแบบตัวต่อตัว ตั้งแต่ถามประวัติการใช้สกินแคร์ ให้ส่งรูปหน้า และค่อย ๆ แนะนำว่าควรใช้ตัวไหนก่อนหลัง ความตั้งใจเช่นนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ถูกเร่งขาย แต่ได้รับการวิเคราะห์ปัญหาจริง ๆ ผลลัพธ์คืออัตราการซื้อซ้ำของสินค้าบางชิ้นสูงถึงประมาณ 70% ซึ่งสะท้อนว่าลูกค้ามองเห็นผลจนยอมกลับมาซื้ออีกครั้ง

เมื่อฐานความเชื่อใจสะสมถึงจุดหนึ่ง ตัวเลขก็กระโดดแบบที่ใครในตลาดต้องเหลียวมอง รายได้ของ AMT Skincare เพิ่มจาก 70 ล้านบาท กำไร 3.6 ล้านบาท ในปี 2567 กลายเป็นรายได้ 528 ล้านบาท กำไร 112 ล้านบาทในปีถัดมา แม้ไม่ได้ใช้พรีเซ็นเตอร์ดังหรือแคมเปญไวรัลใหญ่ใด ๆ ถ้าจะมีคำพูดที่จับหัวใจของโมเดลนี้ ก็คือ “ในตลาดที่มีสินค้าจำนวนมาก การเติบโตไม่ได้เกิดจากการมีสินค้าที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลดอุปสรรคในการตัดสินใจของลูกค้า”

จากความหลงใหลสู่ธุรกิจเซตสิบล้าน: เส้นทางผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์ไทยที่เปลี่ยนตลาด

จากนักวิจัยสู่ที่ปรึกษาผิว: เมื่อการขายคือการให้คำตอบ

เสน่ห์ของ AMT Skincare ไม่ใช่แค่เนื้อครีม แต่คือวิธีที่แบรนด์วางตัวเหมือน “หมอผิว” ในโลกออนไลน์ ความเชี่ยวชาญด้านสูตรทำให้อมตกล้าพลิกโจทย์จากแนวคิดตลาดเดิมที่เน้นเลี่ยงสารกระตุ้น มาเป็นการทำให้ผิวแข็งแรงก่อน เพื่อให้ในอนาคตสามารถใช้สารที่แรงขึ้นได้โดยไม่แพ้ง่าย เขาอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจด้วยประโยคจำง่ายอย่าง “ก่อนจะกินเผ็ด กระเพาะต้องแข็งแรงก่อน สกินแคร์ก็เหมือนกัน” แล้วเปลี่ยนคำอธิบายเชิงวิชาการให้กลายเป็นภาษาโซเชียลที่อ่านง่ายและเข้าถึงคนทั่วไป.

ในแง่การขาย แบรนด์เลือกแนวทาง “ขายแบบไม่ขาย” ห้ามฟอร์ซเซลล์ แอดมินต้องเก็บข้อมูลผิวละเอียด เลือกสินค้าตรงปัญหาที่สุด และยอมใช้เวลาคุยนาน 5–7 วันต่อเคสเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเอง วิธีคิดแบบนี้แตกต่างจากธุรกิจความงามทั่วไปที่มักไล่ปิดการขายเร็วที่สุด ความไว้วางใจจึงถูกสร้างทีละบทสนทนา ทีละคำอธิบาย ตั้งแต่บริการช่วยเรียงลำดับสกินแคร์ของทุกแบรนด์ ไปจนถึงคอนเทนต์ที่แยกแยะว่า “สิ่งที่รู้สึกว่าซึม” อาจเป็นแค่การระเหย ไม่ได้แปลว่ามีสารบำรุงซึมลงผิว.

อย่างไรก็ตาม โมเดลที่พึ่งพา personal branding สูงก็ไม่ใช่ว่าปราศจากข้อเสีย เพราะการเติบโตของแบรนด์อาจผูกกับตัวผู้ก่อตั้งมากเกินไปจนยากต่อการขยายทีมและถ่ายโอนความเชื่อใจในระยะยาว นี่คือโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการสกินแคร์ทุกคนที่ใช้ตัวเองเป็นหน้าแบรนด์: คุณจะขยายคุณค่าที่ลูกค้ารู้สึกจาก “คนคนเดียว” ให้กลายเป็นระบบบริการทั้งองค์กรอย่างไร โดยไม่ทำให้หัวใจของแบรนด์หายไป.

จากความหลงใหลสู่ธุรกิจเซตสิบล้าน: เส้นทางผู้ก่อตั้งแบรนด์สกินแคร์ไทยที่เปลี่ยนตลาด

BFF: จากครูอนุบาลสายสกินแคร์สู่มัลติแบรนด์ความงาม 400 ล้าน

ถ้า AMT คือเรื่องเล่าของนักวิจัยสายผลิตภัณฑ์ BFF ก็คือพลังของ “คนรักสกินแคร์” ที่ใช้ความชอบส่วนตัวแปลงเป็นธุรกิจความงามเต็มตัว ศจิกา ทองสุข เริ่มชีวิตการทำงานจากสายครุศาสตร์ เป็นครูสอนเด็กประถมและปฐมวัย ก่อนจะบริหารโรงเรียนและเปิดโรงเรียนอนุบาลของตนเอง แต่ระหว่างที่ไปเรียนต่อระดับปริญญาโทด้านประถมวัย เธอค้นพบโลกของมัลติแบรนด์สโตร์ต่างประเทศที่เต็มไปด้วยแบรนด์ Niche ที่ยังไม่มีขายในบ้านเกิด ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมลูกค้าที่รักสกินแคร์จึงไม่มีโอกาสเข้าถึงแบรนด์เหล่านี้เลย

หลังกลับมาทำงานครู เธอเริ่มทดลองขายของจากความชอบด้วยการฝากเพื่อนหิ้วสกินแคร์อย่างละ 1–2 ชิ้นมาวางขายบน Instagram แบรนด์แรกที่ใช้เปิดตลาดคือ Kylie จากนั้นค่อย ๆ คัดเลือกแบรนด์ทั่วโลกที่ตัวเองลองใช้แล้วชอบ มีส่วนประกอบหรือเรื่องเล่าที่เป็นเอกลักษณ์ และไม่ทับทางกันมากเกินไป เธออธิบายตัวเองว่าเป็น “เพื่อนที่ช่างเลือก” เขียนเล่าโปรดักต์เหมือนเล่ากับเพื่อนสนิท นี่จึงเป็นที่มาของชื่อ BFF และเป็นจุดเริ่มของลูกค้าประจำที่เริ่มซื้อจาก 2–3 ชิ้น กลายเป็น 10 ชิ้นต่อแบรนด์ในเวลา 7–8 เดือน

ZestBuy Take

แบรนด์สกินแคร์ไทยในยุคเดือด: ตลาดแออัดแต่โอกาสยังเปิดแบรนด์สกินแคร์ไทยในยุคปัจจุบันคือธุรกิจความงามที่เกิดจากเจ้าของกิจการรายย่อยซึ่งผสมผสานความรู้วิชาการ ประสบ...

ZestBuy earns a commission when you shop through our links, at no extra cost to you. Editorial content is independently selected by our team.

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!