ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำคืออะไร และทำไมต้องเริ่มตอนนี้
ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ คือรูปแบบการเดินทางที่ออกแบบให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเดินทาง กิจกรรม การกินอยู่ และที่พักลดลงอย่างเป็นระบบ โดยยังคงความสนุก มีประสบการณ์ใหม่ และสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่ใช้ทรัพยากรคุ้มค่า เลือกขนส่งสะอาด สนับสนุนผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และมีการวัดผลด้านการปล่อยคาร์บอนอย่างโปร่งใส เพื่อให้การเที่ยวหนึ่งทริปไม่กลายเป็นภาระให้โลกในระยะยาว หัวใจของบทความนี้คือ การเปลี่ยนจากแนวคิดเที่ยวเอาปริมาณ ไปสู่การท่องเที่ยวยั่งยืนไทยที่วัดความสำเร็จจากคุณภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โครงการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของกรมการท่องเที่ยว DOT Green Journey จึงเป็นสัญญาณชัดว่าโมเดลท่องเที่ยวเดิมที่เน้นตัวเลขนักท่องเที่ยวไม่เพียงพอในยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศอีกต่อไป การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องควบคู่กับการจัดการทรัพยากรและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

DOT Green Journey: จากโครงการประเมิน 100 แห่งสู่ 5 เส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว
สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากคำขวัญรักษ์โลกทั่วไป คือมีการลงมือทำอย่างเป็นระบบ กรมการท่องเที่ยวเดินหน้าโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีงบประมาณ 2569 โดยลงพื้นที่ตรวจประเมินสถานประกอบการ หน่วยงาน และชุมชนด้านการท่องเที่ยวกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ และพบว่ามากกว่า 90% ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม นี่ไม่ใช่ตัวเลขสวยหรู แต่สะท้อนว่าภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพพร้อมปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง วันที่ 29 กันยายน 2569 กรมการท่องเที่ยวเปิดตัวแคมเปญ DOT Green Journey เที่ยวด้วย ช่วยโลก ไปกับเส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ พร้อมต่อยอดองค์ความรู้จากการประเมินพื้นที่ต่างๆ มาพัฒนาเป็นต้นแบบเส้นทางท่องเที่ยวสีเขียว 5 เส้นทาง ครอบคลุม 10 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ–สมุทรปราการ ชลบุรี–ระยอง สระบุรี–นครราชสีมา น่าน–แพร่ และตรัง–พัทลุง นี่คือการขยับจากการให้ความรู้แบบกระจาย ไปสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนไทยที่จับต้องได้ ใช้งานได้ และขยายผลได้

เส้นทางคาร์บอนต่ำ 1 ทริป 5 กิจกรรม ยึดเดินทาง-กิน-พัก-เที่ยวให้ช่วยโลก
จุดแข็งของเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในโครงการ DOT Green Journey คือไม่มองแค่แหล่งเที่ยวสวย แต่ออกแบบทั้งระบบ 1 เส้นทางต้องมีอย่างน้อย 5 กิจกรรมย่อย ครอบคลุมการเดินทาง การกิน การพัก และการเที่ยว เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการเดินทางลดรอยเท้าคาร์บอนและกระจายรายได้สู่ท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่นโดยตรง ตัวอย่างชัดคือ เส้นทางกรุงเทพฯ–สมุทรปราการ ที่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า เข้าไปสัมผัสชุมชนบางกะเจ้า แวะกินอาหารที่ใช้วัตถุดิบอินทรีย์ในท้องถิ่น และพักในโรงแรมที่ได้รับมาตรฐาน Green Hotel นี่ไม่ใช่แค่ทริปรักษ์โลก แต่คือการเลือกใช้บริการที่มีมาตรฐานให้รางวัลกับผู้ประกอบการที่ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญ กรมการท่องเที่ยวยังใช้แอป Zero Carbon ของ อบก คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละกิจกรรม หากกิจกรรมไหนปล่อยคาร์บอนสูงเกินเกณฑ์ ก็มีการเข้าไปให้คำแนะนำปรับรูปแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กลไกนี้ช่วยกันทั้งลดผลกระทบต่อธรรมชาติและกันเรื่องฟอกเขียว เพราะทุกกิจกรรมต้องมีตัวเลขรองรับ

จากรถเมล์สีน้ำเงินถึงชุมชนท้องถิ่น ทุกคนมีบทบาทในเส้นทางคาร์บอนต่ำ
โครงการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำจะเป็นแค่แนวคิดสวยหากไม่มีคนใช้จริง สิ่งที่น่าสนใจคือโครงการนี้เชื่อมทุกภาคส่วน ตั้งแต่รถเมล์สีน้ำเงินพลังงานไฟฟ้า ไปถึงผู้สูงอายุในชุมชนที่กลายมาเป็นไกด์ท้องถิ่น กรณีของบริษัทขนส่งที่เปลี่ยนรถเมล์ควันดำกว่า 2,350 คันไปสู่รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 100% ใช้เวลาผลักดันถึง 2 ปี และปัจจุบันดูแลการเดินทางประชาชนถึง 124 เส้นทาง ซึ่งมีข้อมูลว่ารถโดยสาร EV 1 คันวิ่ง 1 ปี ช่วยลดคาร์บอนได้เทียบเท่าปลูกต้นไม้ 80 ต้น ส่วนเรือโดยสารไฟฟ้า 1 ลำเทียบเท่าปลูกต้นไม้ 240 ต้นต่อปี คำกล่าวของผู้บริหารที่ว่า เพียงแค่แตะเท้าลงเรือ หรือเดินออกไปขึ้นรถเมล์สีน้ำเงินใกล้บ้าน ก็ช่วยลดคาร์บอนและช่วยโลกได้แล้ว เป็นคำเตือนใจว่านักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องรอ “ทริปพิเศษ” เพื่อเริ่มเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ การเลือกเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะสีเขียวในชีวิตประจำวัน ก็คือการซ้อมท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำไปในตัว ขณะเดียวกัน ท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่นก็ได้พื้นที่นำเสนออัตลักษณ์ของตัวเองผ่านกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และออกแบบร่วมกับชุมชน

จากแผน Thailand Green Travel 2030 สู่คู่มือเที่ยวของคุณ
โครงการ DOT Green Journey ไม่ได้จบที่ 5 เส้นทางนำร่อง แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผน Thailand Green Travel Tourism Plan 2030 ที่ตั้งเป้าสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน ผ่าน 4 แกนหลักคือ การสร้างเครือข่าย การจัดเก็บข้อมูล การออกแบบตราสัญลักษณ์ และการขยายผลให้ครอบคลุมผู้ประกอบการทุกระดับ ภาครัฐยังประสานสถาบันการเงินให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อลดต้นทุนการปรับตัวและยกระดับธุรกิจให้เดินหน้าไปกับท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำได้จริง ในทางปฏิบัติ กรมการท่องเที่ยวเตรียมนำผลการประเมินและตัวอย่างการดำเนินงานจากพื้นที่กว่า 100 แห่ง มาต่อยอดเป็นต้นแบบเส้นทางเพิ่มเติม ให้ผู้ประกอบการและชุมชนอื่นนำไปประยุกต์ตามบริบทพื้นที่ สร้างเส้นทางท่องเที่ยวสีเขียวหลากหลายขึ้นทั่วประเทศ สำหรับนักเดินทาง บทสรุปชัดมากว่า ถึงเวลาวางแผนทริปโดยคิดเรื่องคาร์บอนไปพร้อมกับเส้นทาง สนับสนุนท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่น เลือกขนส่งสะอาด ที่พักและกิจกรรมที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวยั่งยืนไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากกระเป๋าสตางค์และการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวไม่ช่วยโหวตไปในทิศทางเดียวกับ DOT Green






