Borderless Journey คืออะไร และทำไมจึงสำคัญกับอนาคตของพัทยา
Borderless Journey คือแนวคิดการพัฒนาโรงแรมรูปแบบใหม่ที่รวมการพักผ่อน สวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร เวลเนส และพื้นที่จัดประชุมเข้าไว้ในสถานที่เดียว โดยทำให้แขกไม่ต้องออกไปไหนก็สามารถใช้เวลาได้ตลอดวัน และเปลี่ยนทุกช่วงเวลาที่อยู่ในโรงแรมให้กลายเป็นประสบการณ์และรายได้หลายรูปแบบ ทั้งสำหรับนักท่องเที่ยวครอบครัว กลุ่มประชุม และนักเดินทางต่างชาติที่มองหาจุดหมายปลายทางแบบครบวงจร เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด ประกาศลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาทพัฒนา Grande Centre Point Voyage Pattaya โรงแรมพัทยาแห่งใหม่ในกลุ่ม Limited Collection ที่ตั้งใจจะเป็นมากกว่าที่พัก แต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวรวมขนาดใหญ่ที่ยกพัทยาขึ้นไปยืนแถวหน้าเมืองสวนน้ำและความบันเทิงของภูมิภาค

จากโรงแรมสู่สถานที่ท่องเที่ยวรวม: สวนน้ำพัทยา โกคาร์ท และโซนปีนผาในที่เดียว
หัวใจของโครงการนี้คือการเปลี่ยนโรงแรมให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวรวมที่มีแรงดึงดูดของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งโชคว่าชายหาดจะคึกคักหรือไม่ Time Traveller Water Park คือสวนน้ำพัทยาขนาดกว่า 20,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซน Lost World และ Tomorrow Land ที่เชื่อมกันด้วย Lazy River ทางเดินถ้ำ Skywalk และ Time Tunnel สร้างธีมการเดินทางข้ามเวลาที่ชวนให้แขกใช้เวลาในพื้นที่ได้นาน นอกจากนี้ยังมีสนามโกคาร์ทไฟฟ้า Voyage Circuit และกิจกรรมปีนผา ที่ดึงดูดทั้งวัยรุ่น กลุ่มเพื่อน และครอบครัว การออกแบบลักษณะนี้ทำให้โรงแรมกลายเป็นเดสติเนชันหลัก ไม่ใช่แค่ตัวเลือกที่พักข้างเคียงสถานที่เที่ยว เหมือนโมเดลสวนสนุกติดโรงแรมในต่างประเทศ แต่ตั้งอยู่ใจกลางพัทยาที่คนไทยคุ้นเคย

กลยุทธ์ Borderless Journey เจาะ MICE และท่องเที่ยวครอบครัว พร้อมสร้าง Non-Room Revenue 30%
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่แค่สวนน้ำ แต่คือวิธีคิดเรื่องรายได้ LHMH วาง Voyage ให้เป็น Integrated Destination ที่ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชันและตลาด MICE ระดับสากล รวมการพักผ่อน สวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร เทคโนโลยี และพื้นที่จัดประชุมไว้ในจุดหมายเดียว นี่คือคำตอบตรงกับเทรนด์ Multi-Generational Travel และนักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพสูงที่ต้องการที่เดียวจบ โมเดล Borderless Journey แปลง “เวลา” ของแขกให้เป็นรายได้หลายทาง ทั้งค่าบัตรสวนน้ำ ค่าโกคาร์ท ค่าอาหาร กิจกรรมเสริม และงานอีเวนต์ เป้าหมายชัดเจนว่ารายได้ที่ไม่ใช่ห้องพักจะต้องแตะ 30% ของรายได้รวม ซึ่งผู้บริหารระบุว่าเป็นตัวช่วยสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องแม้ช่วงโลว์ซีซัน และลดความเสี่ยงจากการพึ่งเพียงอัตราเข้าพักของห้องพักโรงแรม

พัทยาในสมรภูมิเมืองชายทะเลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใครได้ ใครเสี่ยง
การเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนตุลาคมของ Voyage ไม่ได้เป็นแค่การเพิ่มจำนวนโรงแรมพัทยา แต่คือการปักหมุดให้เมืองนี้แข่งขันกับเมืองชายทะเลและเมืองสวนน้ำระดับภูมิภาค ด้วยเป้าหมายยกระดับสู่ World-Class Family & MICE Destination และคาดว่าจะช่วยผลักดันรายได้รวมกลุ่มโรงแรมสู่ระดับ 8,000 ล้านบาทในปี 2569 ผู้เล่นที่จะได้ประโยชน์คือกลุ่มท่องเที่ยวครอบครัวที่ต้องการทริปสั้นใกล้กรุงเทพที่มีกิจกรรมครบ กลุ่มองค์กรที่มองหาพื้นที่ประชุมและอินเซนทีฟทริป และผู้ประกอบการท้องถิ่นที่ได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่ใช้เวลาอยู่ในเมืองนานขึ้น แต่ในอีกด้าน โรงแรมและสวนน้ำที่ตั้งเดี่ยว ไม่มีประสบการณ์ครบวงจรเทียบเท่า อาจต้องเร่งปรับตัวเรื่องคอนเซ็ปต์และบริการ เพราะมาตรฐานใหม่ของพัทยากำลังถูกยกขึ้นอย่างชัดเจน

จาก Voyage ถึงโครงการต่อไป: สัญญาณว่าตลาดพร้อมสำหรับโมเดล Integrated Destination
ความมั่นใจของ LHMH ไม่ได้สะท้อนแค่ในตัว Voyage แต่ยังเห็นจากการวางต่อเนื่องของโครงการใหม่อย่าง Grande Centre Point Chinatown กรุงเทพฯ มูลค่าลงทุน 3,600 ล้านบาท ที่ตั้งเป้าเปิดไตรมาส 2 ปี 2571 แสดงให้เห็นว่าบริษัทเชื่อว่าโมเดลโรงแรมแบบมีเรื่องเล่าและประสบการณ์ครบวงจรคืออนาคต ด้วยเป้าหมายรายได้ปีแรก Voyage ที่ 1,300 ล้านบาท และระยะเวลาคืนทุนราว 7 ปี พร้อมตั้งอัตราเข้าพักที่ 75–80% ในปีแรก และคาดว่าจะพุ่ง 90–95% ในไฮซีซัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโมเดลนี้เวิร์กหรือไม่ แต่คือผู้เล่นรายอื่นในตลาดโรงแรมพัทยาและเมืองท่องเที่ยวสำคัญจะพร้อมกระโดดเข้าสู่สนามสถานที่ท่องเที่ยวรวมเมื่อไร ใครเริ่มช้าอาจต้องยอมรับบทตามหลังไปอีกนาน







