เมื่อแบรนด์แฟชั่นรวมใจ หันสปอตไลต์สู่ความหลากหลายบนรันเวย์

เมื่อแบรนด์แฟชั่นรวมใจ หันสปอตไลต์สู่ความหลากหลายบนรันเวย์
ความสนใจ|วงการแฟชั่น

ความหลากหลายในแฟชั่น: จากคำขวัญสวยหรูสู่ยุทธศาสตร์รอดตายของแบรนด์

ความหลากหลายในแฟชั่น หมายถึงการที่แบรนด์และแฟชั่นโชว์เชิงรวมให้พื้นที่กับรูปร่าง สีผิว อายุ อัตลักษณ์ทางเพศ และภูมิหลังที่แตกต่างกันอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การคัดเลือกนางแบบหลากหลายเพศและตัวแทนแบรนด์หลากหลาย ไปจนถึงการออกแบบคอนเทนต์และแคมเปญที่สะท้อนชีวิตจริงของผู้คน ไม่ใช่แค่สร้างภาพความสวยเพอร์เฟกต์แบบเดิมที่ตัดคนส่วนใหญ่ทิ้งไว้ข้างหลัง

การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่เรื่องไลฟ์สไตล์น่ารักๆ แต่คือการเอาตัวรอดของอุตสาหกรรมที่เคยยึดติดกับความเซ็กซี่และความเพรียวเป็นมาตรฐานเดียวมายาวนาน Victoria’s Secret คือกรณีศึกษาชัดเจน แบรนด์ที่เคยเป็นต้นแบบการ “ขายความเซ็กซี่” ผ่านแฟชั่นโชว์อลังการ ต้องเผชิญกระแสต่อต้านจาก Feminist ควบคู่ข่าวฉาวของผู้บริหาร และแรงกดดันจาก #Metoo จนยอดผู้ชมลดลงเหลือเพียง 3 ล้านคน กลายเป็นสัญญาณเตือนว่ารันเวย์แบบเก่าไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ความหลากหลายในแฟชั่นจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขใหม่ของการอยู่รอด

เมื่อแบรนด์แฟชั่นรวมใจ หันสปอตไลต์สู่ความหลากหลายบนรันเวย์

Victoria’s Secret: จากนางฟ้าสุดเซ็กซี่สู่แฟชั่นโชว์เชิงรวม

Victoria’s Secret เคยเป็นไอคอนของแฟชั่นสายเซ็กซี่ตั้งแต่แฟชั่นโชว์ครั้งแรกในปี 1995 ด้วยคอนเซ็ปต์นางฟ้าวิคตอเรีย ชุดชั้นในสุดอลังการ และศิลปินดังที่ผลัดกันขึ้นเวที จนถึงจุดสูงสุดในปี 2010 ที่มีผู้ชมผ่าน CBS มากกว่า 10.3 ล้านคน แต่ความสำเร็จนั้นสร้างบนฐานความงามแบบเดียวที่ยกย่องรูปร่างเพรียว ขาว และเย้ายวน ขณะเดียวกันกลับละเลยผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ไม่ตรงฟอร์แมตนั้น

เมื่อกระแส #Metoo และเสียงวิจารณ์เรื่องการล่วงละเมิด รวมถึงการไม่โอบรับรูปร่างหลากหลายเริ่มดังขึ้น แบรนด์ถูกบีบให้หยุดจัดโชว์และหันมารีแบรนด์ใหม่ การดึง Megan Rapinoe เลสเบี้ยนกัปตันทีมฟุตบอลหญิง และ Paloma Elsesser นางแบบร่างอวบ รวมถึง Valentina Sampaio นางแบบหญิงข้ามเพศ เข้ามาเป็นตัวแทนแบรนด์หลากหลาย คือการยอมรับว่าความเซ็กซี่แบบเดิมใช้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว แฟชั่นโชว์ยุคใหม่จึงเน้นนางแบบที่มีรูปร่าง สีผิว และวัยต่างกัน เพื่อสะท้อนโลกจริงมากขึ้น มากกว่าจะเป็นเวทีเพ้อฝันที่ผลักคนส่วนใหญ่ออกจากภาพ

เมื่อแบรนด์แฟชั่นรวมใจ หันสปอตไลต์สู่ความหลากหลายบนรันเวย์

ตัวแทนแบรนด์หลากหลาย: เมื่อ K-pop รุ่นใหม่กลายเป็นประตูสู่ลักชัวรี

อีกด้านหนึ่งของความหลากหลายในแฟชั่น คือการที่แบรนด์แฟชั่นรวมใจเปิดทางให้ตัวแทนแบรนด์หลากหลายจากโลกดิจิทัลเข้าไปนั่งในระบบลักชัวรีอย่างเต็มตัว เส้นทางของสมาชิกวง MEOVV แสดงให้เห็นการข้ามกำแพงเก่าๆ ของอุตสาหกรรมแฟชั่นได้อย่างชัดเจน เพราะพวกเธอไม่ได้เข้าไปในฐานะแค่แขกแถวฟรอนต์โรว์ แต่ถูกแต่งตั้งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่างเป็นทางการ

GAWON ถูกจับคู่กับ Prada ด้วยคาแรกเตอร์นิ่งแต่มีชั้นเชิง ELLA กลายเป็นภาพจำใหม่ของ Miu Miu ที่ให้คุณค่ากับความเป็นธรรมชาติ และ ANNA ไปร่วมจักรวาลของ Chloé ที่เน้นความอ่อนโยนและโบฮีเมียน ขณะที่ทั้งวง MEOVV ยังเป็น Korean Ambassadors ของ L’Oréal Paris อีกด้วย สิ่งนี้ชี้ว่าลักชัวรีแฟชั่นยุคใหม่หันมามองตัวตนและเรื่องราวของศิลปินดิจิทัลเป็นหลัก มากกว่าตัวเลขสัดส่วนหรือมาตรฐานความสวยแบบเดิม การเลือกตัวแทนแบรนด์หลากหลายเช่นนี้ทำให้แฟชั่นโชว์เชิงรวมมีชีวิตจริง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

เมื่อแบรนด์แฟชั่นรวมใจ หันสปอตไลต์สู่ความหลากหลายบนรันเวย์

เมนเทอร์และแพลตฟอร์มใหม่: การปั้นคนหลากหลายให้ขึ้นรันเวย์

ความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่แค่บนรันเวย์ลักชัวรี แต่ยังเกิดในรายการแข่งขันที่เน้นการปั้นหน้าใหม่อย่าง The Face Thailand ด้วย เมื่อรายการประกาศเมนเทอร์ตัวท็อปอย่าง แพนเค้ก เขมนิจ แอนโทเนีย โพซิ้ว และซินดี้ สิรินยา พร้อมลุค Glamorous และ High Fashion ที่ชัดเจน เสียงฮือฮาในโซเชียลสะท้อนว่าแฟชั่นกำลังถูกใช้เป็นภาษากลางระหว่างเมนเทอร์และผู้เข้าแข่งขัน

แม้รายละเอียดเรื่องการคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันจะไม่ได้ถูกเล่าชัดในข่าว แต่บทบาทเมนเทอร์ที่หลากหลายทั้งด้านประสบการณ์และภาพลักษณ์บ่งบอกแนวโน้มการเปิดพื้นที่ให้ความแตกต่างมากขึ้น เมนเทอร์แต่ละคนมีเส้นทางอาชีพที่ไม่เหมือนกัน ตั้งแต่นางแบบ สายประกวด ไปจนถึงแฟชั่นไอคอน ทำให้ผู้เข้าแข่งขันเห็นว่าการอยู่ในวงการแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรเดียว การมีแพลตฟอร์มแบบนี้คืออีกชั้นหนึ่งของความหลากหลายในแฟชั่น ที่ช่วยขยายฐานคนทำงานและทำให้คำว่า แฟชั่นโชว์เชิงรวม มีความหมายทั้งในระดับหน้าม่านและหลังเวที

เมื่อแบรนด์แฟชั่นรวมใจ หันสปอตไลต์สู่ความหลากหลายบนรันเวย์

ช่องว่างระหว่างคำประกาศกับความจริง และทิศทางต่อไปของแฟชั่นสายรวมใจ

แม้หลายแบรนด์เริ่มหันมาใช้ตัวแทนแบรนด์หลากหลาย นางแบบหลากหลายเพศ และสร้างภาพลักษณ์แฟชั่นโชว์เชิงรวม แต่เราก็ยังเห็นข่าวการเลือกปฏิบัติในอุตสาหกรรมนี้อยู่เสมอ ช่องว่างระหว่างคำประกาศกับพฤติกรรมจริงยังเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะการรีแบรนด์แบบ Victoria’s Secret หรือการแต่งตั้งแอมบาสเดอร์จากวงการ K-pop อย่าง MEOVV จะไม่มีความหมาย หากระบบหลังบ้านยังคงโครงสร้างเดิมที่เลือกคนจากรูปลักษณ์มากกว่าความสามารถและตัวตน

ความหลากหลายในแฟชั่นจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อแบรนด์แฟชั่นรวมใจเปลี่ยนทั้งระดับภาพลักษณ์และกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกคน การสร้างแคมเปญ ไปจนถึงการดูแลทีมงานเบื้องหลัง แบรนด์ที่กล้าให้ตัวตนจริงของผู้คนขึ้นนำ จะได้ความเชื่อใจและแรงสนับสนุนระยะยาวมากกว่าการทำแคมเปญสวยๆ ชั่ววูบ ในโลกที่ผู้บริโภคอ่านเกมออกได้เร็ว การยืนข้างความหลากหลายอย่างสม่ำเสมอจึงไม่ใช่การทำดีเพื่อภาพ แต่คือกลยุทธ์รอดตายที่จำเป็น

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!