ไอศกรีมพรีเมียมคือประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ของหวาน
ไอศกรีมพรีเมียมคือไอศกรีมที่ยกระดับจากการเป็นของหวานธรรมดาไปสู่ประสบการณ์เฉพาะตัว ผ่านทั้งคุณภาพวัตถุดิบ วิธีการเสิร์ฟ บรรยากาศหน้าร้าน และการมีส่วนร่วมของลูกค้าในการสร้างรสชาติ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ากำลังได้ลองอะไรใหม่ที่สะท้อนตัวตนของตนเอง มากกว่าการสั่งเมนูมาตรฐานจากตู้แช่เพียงอย่างเดียว ซึ่งแนวคิดนี้กำลังกลายเป็นหัวใจของเทรนด์ตลาดไอศกรีมยุคใหม่ที่การแข่งขันสูงและเต็มไปด้วยร้านไอศกรีมใหม่และคอลเซ็ปต์แปลกตาอยู่เสมอ ในบริบทที่ร้านขนมเปิดใหม่แทบทุกวัน แบรนด์เก่าที่อยู่มานานไม่สามารถพึ่งพาเมนูคลาสสิกได้อีกต่อไป หากต้องขยับไปสู่การสร้าง "ช่วงเวลาพิเศษ" ให้ลูกค้า ทุกลูกควรมีเรื่องเล่าและภาพจำบนโซเชียล เทรนด์ตลาดไอศกรีมจึงเคลื่อนไปจากการแข่งรสชาติสแตนดาร์ด ไปสู่การแข่งความคิดสร้างสรรค์และรูปแบบการเสิร์ฟที่แปลกใหม่อย่างเห็นได้ชัด

Swensen’s กับ The Creation: รีเซ็ตแบรนด์ผ่านไอศกรีมผัด
หลังอยู่ในตลาดมานานถึง 38 ปี Swensen’s เลือกรีเซ็ตภาพลักษณ์ผ่านคอนเซ็ปต์ร้านใหม่ The Creation ซึ่งเป็นร้านไอศกรีมผัดแบบพรีเมียมที่เปิดตัวกลางเมืองที่ Siam Scape ชั้น 1 เจาะกลุ่ม Gen Z ที่นิยมลองของแปลกและชอบกำหนดเทรนด์ให้คนรุ่นอื่นตาม การวางร้านเป็นรูปแบบบาร์ท็อปปิ้งให้ลูกค้าเดินเลือก ตัก และผสมกับไอศกรีมรสโปรด ทำให้ทุกถ้วยกลายเป็นสูตรเฉพาะของแต่ละคนตั้งแต่ต้นทางจนถึงขั้นตอนการผัดต่อหน้าต่อตา เมนูไอศกรีมผัดของ The Creation มีราคาเริ่มต้นที่ 119 บาทสำหรับ Chef’s Recommendation ทั้ง 9 รสชาติ และแบบ Pick & Mix ที่ให้ตักท็อปปิ้งเท่าไรก็ได้ในถ้วยที่กำหนดเริ่มต้นที่ 149 บาท นี่ไม่ใช่แค่การออกเมนูใหม่ แต่คือการประกาศว่าร้านไอศกรีมเก่าแก่พร้อมเล่นในสนามไอศกรีมพรีเมียม ที่เน้นความสนุกในการสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วมมากกว่าการนั่งรอเสิร์ฟเมนูเดิม ๆ

จาก Earthquakes ถึงไอศกรีมผัด: ทำไมประสบการณ์ต้องมาก่อนเมนู
เส้นทางของ Swensen’s แสดงให้เห็นชัดว่าการอยู่รอดในเทรนด์ตลาดไอศกรีมต้องอาศัยการรีเฟรชคอนเซ็ปต์ทุกระยะ ไม่ใช่แค่เพิ่มรสชาติใหม่ ๆ สินค้าฮิตในอดีตอย่าง Earthquakes ที่ยำไอศกรีมหลายลูกใส่ถ้วยเดียว หรือฟองดูไอศกรีมกับช็อกโกแลตลาวา ล้วนขายความรู้สึก "ว้าว" ของการกินร่วมกันมากกว่าตัวไอศกรีมเอง การเปิดตัว The Creation จึงต่อยอดแนวคิดนี้ให้ลูกค้าได้ออกแบบอรรถรสเองตั้งแต่ท็อปปิ้งไปจนถึงการเห็นการผัดบนกระทะเย็นตรงหน้า ผู้บริหารเล่าว่าทั่วโลกนิยมเอาท็อปปิ้งมาผสมกับไอศกรีมมากขึ้นเพื่อสร้างรสชาติในมิติใหม่ และเชื่อว่าพลังของไอศกรีมคุณภาพสูงที่มีอยู่เดิมผสานกับวิธีเสิร์ฟแบบใหม่จะทำให้ลูกค้าตอบรับได้ไม่ยาก แม้ช่วงแรกต้องให้ลูกค้าคุ้นชินก่อน นี่คือการขยับจากยุคที่แบรนด์เป็นคนกำหนดเมนู ไปสู่ยุคที่ลูกค้าเป็นคนกำหนดสูตรเองบนฐานวัตถุดิบพรีเมียมของแบรนด์

ศึกหน้าร้าน: เมื่อป๊อปอัพและฟู้ดทรัคกลายเป็นอาวุธใหม่
ในขณะที่แบรนด์ไอศกรีมใหญ่หันมาปั้นประสบการณ์ในร้านเต็มรูปแบบ แบรนด์ขนมหวานรายอื่นก็เลือกเดินเกมหน้าร้านแบบเบาและยืดหยุ่นมากขึ้น ตัวอย่างคือการที่คริสปี้ ครีมส่งป๊อปอัพบ็อกซ์คาร์ทไปเปิด ณ โครงการ 1981 Soul & Sold ชั้น G โซน Gourmet Eats ระหว่างวันที่ 5 สิงหาคม - 4 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเอาใจชาวรามคำแหง พร้อมตามด้วยป๊อปอัพฟู้ดทรัคที่ ICON 56 (สายไหม) ด้านหน้าซุปเปอร์มาร์เก็ต ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคม – 11 พฤศจิกายน 2569 กลยุทธ์ป๊อปอัพและฟู้ดทรัคตอบโจทย์ยุคที่ผู้บริโภคกระจายตัวอยู่ตามโครงการใหม่ ๆ แบรนด์ไม่จำเป็นต้องลงทุนสาขาใหญ่แต่ยังสามารถสร้างการรับรู้และเข้าถึงแฟนคลับในพื้นที่ต่าง ๆ ได้เร็ว ในมุมของตลาดไอศกรีมพรีเมียม แนวทางนี้เปิดประตูให้แบรนด์ใหญ่คิดต่อว่าร้านไอศกรีมใหม่ในอนาคตอาจไม่ใช่แค่ร้านประจำห้าง แต่เป็นประสบการณ์เคลื่อนที่ที่ไปหาไลฟ์สไตล์ของคนเมืองถึงที่

บทสรุป: พรีเมียมยุคนี้คือการให้ลูกค้าออกแบบความฟินเอง
เมื่อมูลค่าตลาดร้านไอศกรีมทะลุหลักหมื่นล้านและมีคู่แข่งใหม่เข้ามาแทบทุกวัน เทรนด์การกินไอศกรีมก็หลุดจากภาพถ้วยธรรมดาไปสู่การเป็นพื้นที่เล่นสนุกและบอกตัวตนของผู้บริโภค Swensen’s เลือกตอบโจทย์ด้วยไอศกรีมผัดพรีเมียมที่ให้ลูกค้าผสมท็อปปิ้งเอง ขณะที่แบรนด์อย่างคริสปี้ ครีมลงทุนกับป๊อปอัพ คาร์ทและฟู้ดทรัคเพื่อไล่ตามผู้บริโภคถึงชุมชนใหม่ สารสำคัญคือ "พรีเมียม" ในยุคนี้ไม่ได้วัดจากราคาสูงหรือวัตถุดิบหายากเพียงอย่างเดียว แต่คือการให้ผู้บริโภคได้ออกแบบช่วงเวลาของตัวเอง ทั้งในรสชาติ บรรยากาศ และช่องทางการเข้าถึง แบรนด์ไอศกรีมที่เข้าใจจุดนี้และกล้าปรับรูปแบบหน้าร้าน เมนู และการขยายสาขาให้สอดรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ จะมีโอกาสยืนระยะในตลาดที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง ส่วนแบรนด์ที่ยังมองไอศกรีมว่าเป็นแค่ของหวาน อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว






