Fujifilm แซง Nikon คือสัญญาณว่าตลาดกล้องกำลังเปลี่ยนขั้ว
การที่ Fujifilm แซง Nikon ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ยอดจัดส่งกล้องในตลาดกล้องโลก คือการเปลี่ยนขั้วครั้งสำคัญที่สะท้อนว่าความนิยมของผู้ใช้กำลังขยับจากตรรกะสเปกต่อราคา ไปสู่การให้คุณค่ากับดีไซน์ ประสบการณ์ใช้งาน และเอกลักษณ์ของภาพที่แต่ละแบรนด์มอบให้ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของตัวเลข แต่เป็นการชี้ว่าคนถ่ายภาพยุคใหม่มองหาความสนุกและสไตล์มากกว่าการวิ่งตามเทคโนโลยีแบบเดิม
ข้อมูลจากรายงานกล้องดิจิทัลของกลุ่มสื่อการเงินรายใหญ่ระบุว่า Fujifilm ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้เล่นสายกล้องดีไซน์ย้อนยุค ก้าวขึ้นมาอันดับ 3 ของโลกด้านจำนวนการจัดส่ง โดยเบียด Nikon ที่ครองอันดับ 3 มาอย่างยาวนานหลุดจากท็อปทรีไป นี่ไม่ใช่แค่การสลับตำแหน่ง แต่คือการส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นในแบรนด์กำลังถูกเขียนใหม่ และความหมายของคำว่าแบรนด์ใหญ่ในวงการกล้องไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ส่วนแบ่งตลาดกล้องล่าสุด บอกอะไรเกี่ยวกับอำนาจของแบรนด์ใหญ่
ภาพรวมส่วนแบ่งตลาดกล้องจากตัวเลขยอดจัดส่งใหม่ล่าสุดชัดเจนว่าตลาดยังถูกนำโดยยักษ์รายเดิม แต่แรงดันจากผู้เล่นรองเริ่มจับต้องได้ Canon ยังคงครองแชมป์ด้วยการจัดส่ง 4.5 ล้านเครื่อง คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 45.7 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกือบครึ่งของกล้องดิจิทัลที่ถูกส่งออกจากผู้ผลิตรายใหญ่เป็นชื่อ Canon ตามมาด้วย Sony ที่ 2.42 ล้านเครื่อง หรือ 24.6 เปอร์เซ็นต์ของตลาด แม้การเติบโตจะช้าลงแต่ยังยึดอันดับ 2 แบบไม่สั่น
ประโยคที่ควรจดคือ “Fujifilm ทำส่วนแบ่งตลาดกล้องได้ 11.8 เปอร์เซ็นต์จากยอดจัดส่ง 1.16 ล้านเครื่อง แซง Nikon ที่อยู่ที่ 8.9 เปอร์เซ็นต์และ 880,000 เครื่อง” หมายความว่าในแง่จำนวนเครื่อง Fujifilm กลายเป็นผู้เล่นอันดับ 3 ยอดจัดส่ง ในขณะที่ Nikon ต้องถอยไปอยู่อันดับ 4 หลังจากเคยถูก Sony แซงจากอันดับ 1 ลงมาอันดับ 3 ในอดีต ส่วนผู้เล่นอย่าง Panasonic Ricoh และ OM Digital ยังคงอยู่ในกลุ่มรอง แต่ก็เริ่มขยับยอดจัดส่งของตัวเองขึ้นเช่นกัน
อะไรผลัก Fujifilm ให้ไวรัล และทำไมดีไซน์ย้อนยุคถึงขายได้
หัวใจของการที่ Fujifilm แซง Nikon ไม่ได้อยู่แค่การอัดสเปก แต่อยู่ที่การอ่านเกมความรู้สึกของผู้ใช้ได้ถูกจังหวะ แบรนด์นี้สร้างภาพจำชัดเจนในฐานะผู้ผลิตกล้องดีไซน์ย้อนยุคพร้อมโทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ และโมเมนตัมก็ยิ่งแรงเมื่อรุ่น X100VI กลายเป็นกล้องไวรัลที่ใครๆ ก็พูดถึง ส่งผลให้ยอดจัดส่งของ Fujifilm เพิ่มจาก 740,000 เครื่องเป็น 1.16 ล้านเครื่องภายในปีเดียว
รายงานวิเคราะห์ว่ากระแสกล้องหน้าตาคลาสสิก โดยเฉพาะตระกูล X100 คือชนวนที่จุดความต้องการ แล้วตามต่อด้วยกล้องชุด X-series อื่น เช่น X-M5 และ X half ที่ดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่ระบบ Fujifilm ขณะเดียวกันสายมีเดียมฟอร์แมตอย่าง GFX ก็ช่วยเติมภาพลักษณ์ในกลุ่มมืออาชีพ สิ่งสำคัญคือกล้องเหล่านี้ขายด้วยดีไซน์และฟีลลิ่งการใช้งานพอๆ กับสเปก ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่า “อยากถือ” มากพอๆ กับ “อยากอัปเกรด” และนี่คือจุดที่คู่แข่งหลายรายยังถอดรหัสได้ไม่ดีเท่า
Nikon หล่นไปอันดับ 4 แปลว่าคนเลิกเชื่อใน Full-frame หรือไม่
การที่ Nikon หล่นไปอยู่อันดับ 4 ในตารางส่วนแบ่งตลาดกล้องไม่ได้หมายความว่าบริษัทล้มเหลว แต่สะท้อนว่าการเติบโตเริ่มชะลอในขณะที่คู่แข่งกำลังเร่งเครื่อง ตัวเลขแสดงว่าการจัดส่งกล้องของ Nikon ลดจาก 960,000 เครื่องเหลือ 880,000 เครื่อง ทำให้ส่วนแบ่งจาก 11.7 เปอร์เซ็นต์ร่วงลงมาเหลือ 8.9 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่หาก Fujifilm ไม่โตแบบก้าวกระโดด Nikon ก็ยังจะยืนอยู่ในอันดับ 3 ได้อย่างสบาย
อย่างไรก็ตาม การที่ Fujifilm แซง Nikon ในอันดับ 3 ยอดจัดส่งไม่สามารถตีความง่ายๆ ว่า APS C ชนะ Full frame เพราะข้อมูลส่วนแบ่งตลาดกล้องชุดนี้ไม่ได้แยกตามขนาดเซนเซอร์ และแบรนด์เบอร์ 1 และ 2 ยังทำตลาด Full frame เป็นหลักอยู่ อีกด้านหนึ่งมีการระบุว่า Nikon เองเริ่มหันความสนใจไปยังสายวิดีโอและงานภาพยนตร์หลังการขยายธุรกิจ ทำให้ยอดจัดส่งกล้องเปลี่ยนจังหวะในระยะสั้น ขณะเดียวกันบริษัทก็ยังประเมินว่าตลาดกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้จะยังคงแข็งแรงในระยะกลางถึงยาว แม้จะปรับคาดการณ์ยอดขายปีถัดไปลงเล็กน้อย
ตลาดกล้องโลกกำลังฟื้น และสิ่งที่ช่างภาพควรจับตาต่อจากนี้
ตัวเลขยอดจัดส่งจากรายงานส่วนแบ่งสินค้าและบริการหลักของกลุ่มสื่อการเงินรายใหญ่บอกอย่างชัดเจนว่าตลาดกล้องโลกกำลังฟื้นตัวหลังยุคสมาร์ตโฟน โดยการเติบโตครั้งล่าสุดนำโดย Canon ที่เพิ่มยอดจัดส่งกล้องได้เกือบหนึ่งล้านเครื่องภายในปีเดียว และ Sony ที่ยังรักษาฐานแฟนสาย Alpha ได้มั่นคง ขณะเดียวกันผู้เล่นลำดับรองอย่าง Panasonic และ Ricoh ก็ขยับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจากการเปิดตัวกล้องคอมแพกต์ระดับพรีเมียมและรุ่นเรือธงของตัวเอง
สิ่งที่น่าคิดคือทั้ง Fujifilm และ Nikon ยังไม่ได้ประกาศกล้องมิเรอร์เลสรุ่นใหม่ในปีถัดไป ทำให้เกมของอันดับ 3 และ 4 ยังเปิดอยู่กว้าง รายงานเดียวกันยังเตือนว่าตัวเลขที่เห็นคือยอดจัดส่งจากโรงงานไปยังช่องทางจำหน่าย ไม่ใช่ยอดขายถึงมือผู้ใช้โดยตรง และไม่สะท้อนรายได้หรือกำไรโดยตรงเช่นกัน สำหรับช่างภาพและคนเล่นกล้อง ข้อสรุปที่ควรนำกลับไปคิดคือ เกมนี้ไม่ใช่การเชียร์แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่คือการมองว่าแบรนด์ไหนให้ประสบการณ์ การออกแบบ และระบบเลนส์ที่ตอบวิธีใช้ชีวิตของเราได้มากที่สุดในโลกที่ส่วนแบ่งตลาดกล้องเปลี่ยนเร็วกว่าในอดีต




