จุดเปลี่ยนของแบรนด์ความงามไทย จากโลคอลสู่พลังภูมิภาค
แบรนด์ความงามไทยในยุคใหม่หมายถึงกลุ่มธุรกิจเครื่องสำอางและสกินแคร์ที่ใช้จุดแข็งด้านสูตร ความเข้าใจผิวเอเชีย กลยุทธ์ดาราเซเลบริตี้ และพาร์ตเนอร์ระดับโลก เพื่อขยายตลาดภูมิภาคและสร้างภาพลักษณ์ระดับสากล โดยไม่แข่งแค่ราคา แต่แข่งที่ความเชื่อมั่น นวัตกรรม และตัวตนแบรนด์ที่ชัดเจน แบรนด์เหล่านี้มองตลาดต่างประเทศเป็นเวทีหลัก ใช้สกินแคร์นวัตกรรมและคลีนบิวตี้เป็นตัวแยกความต่าง พร้อมขยายฐานลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดียและ Fandom Economy ที่แฟนคลับพร้อมสนับสนุนสินค้าที่ศิลปินคนโปรดเลือกใช้ ประเด็นสำคัญคือ แบรนด์ไทยไม่ได้รอให้ทุนต่างชาติทาบทาม แต่เลือกเดินเกมเชิงรุก สร้างภาพตัวเองเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค Mistine แสดงท่าทีชัดว่าต้องการดันรายได้ต่างประเทศให้แตะ 40% ของภาพรวมด้วยการขยายตลาดภูมิภาคและโรงงานร่วมทุน ด้านฝั่งดู เดย์ ดรีมก็ประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ Celebrity-led Brand Strategy เพื่อผลักดันการเติบโตมากกว่า 30% โดยต่อสัญญาพรีเซนเตอร์อย่างหลิงหลิงและออม ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าของไทยกำลังก้าวจากแบรนด์บ้านๆ สู่การเป็น Regional Powerhouse ด้วยยุทธศาสตร์ที่คมกริบ
Mistine และพลังการขยายตลาดภูมิภาคที่ไม่ใช่ฝันไกล
Mistine คือกรณีศึกษาเรื่องการขยายตลาดภูมิภาคของแบรนด์ความงามไทย ที่ไม่ยอมติดกรอบแค่ตลาดภายในประเทศอีกต่อไป ผู้บริหารตั้งเป้าปรับสัดส่วนยอดขายจากในประเทศ 80% ต่างประเทศ 20% ให้กลายเป็นในประเทศ 60% ต่างประเทศ 40% เมื่อสถานการณ์ตลาดโลกเปิดกว้างเต็มที่ นี่ไม่ใช่ตัวเลขเล่นๆ แต่คือการประกาศว่ารายได้จากต่างประเทศต้องเป็นเสาหลักขององค์กร สิ่งที่ทำให้ Mistine น่าสนใจคือการอ่านภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาผู้บริโภคต่างแดน โดยเฉพาะตลาดจีนที่มองประเทศเมืองร้อนว่าแดดแรงแต่คนยังผิวดี แปลว่าครีมกันแดดต้องมีคุณภาพ จึงโฟกัสสื่อสารกลุ่มกันแดดอย่างต่อเนื่องและเตรียมตั้งโรงงานร่วมทุนในจีนเพื่อรับมือทั้งด้านภาษีและค่าขนส่ง รวมถึงการพัฒนาสินค้าสกินแคร์นวัตกรรมและกันแดดให้ตอบโจทย์คนจีนมากขึ้น ในประเทศ Mistine ปรับภาพจากแบรนด์แมสยุคเก่ามาจับ Gen Z อย่างจริงจัง ผ่านราคาที่เข้าถึงง่ายและการใช้พรีเซนเตอร์อย่างหลิงหลิง คอง สะท้อนความงามที่ผูกกับการดูแลสุขภาพ ส่งผลให้ลูกค้า Gen Z ขึ้นมาเทียบเท่า Gen Y ในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง นี่คือการรีแบรนด์เพื่อให้ฐานในประเทศแข็งแรงควบคู่กับการขยายตลาดภูมิภาค
Her Hyness: คลีนบิวตี้และพาร์ตเนอร์ Disney พลิกเกมการเติบโต
Her Hyness คือแบรนด์ความงามไทยที่พิสูจน์ว่าในยุคโซเชียล การเติบโตระดับพันล้านไม่จำเป็นต้องทุ่มงบโฆษณาแบบเดิม แบรนด์นี้วางหัวใจสำคัญเป็น Clinically-proven clean beauty สกินแคร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับคนผิวแพ้ง่าย เสริมความแข็งแรงให้ผิวทั้งระยะสั้นและยาว จุดยืนคลีนบิวตี้แบบมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือในตลาดสกินแคร์นวัตกรรม Her Hyness ใช้กลยุทธ์ Product-Led Strategy ตั้งแต่เริ่มทำการตลาดจริงจังในปี 2020 โดยเชื่อว่าของดีจะขายตัวเองได้ จึงไม่ซื้อป้ายบิลบอร์ดหรือโฆษณาทีวีเลย แต่เปิดให้คุณภาพสินค้าเป็นคนพูดแทนจนเกิดกระแสรีวิวและบอกต่อบนโซเชียล ทำให้ยอดขายทะลุพันล้านโดยไม่ต้องใช้สื่อดั้งเดิม รายได้บริษัทเติบโตจาก 109 ล้านบาท เป็น 227 ล้านบาท และ 460 ล้านบาทต่อเนื่องในสามปี รายพร้อมกำไรที่ขยับขึ้นทุกปี นี่คือคำพูดที่ควรจดจำ “Her Hyness สร้างยอดขายทะลุพันล้านได้แบบที่ไม่ต้องซื้อป้ายโฆษณาบิลบอร์ด หรือซื้อโฆษณาบนโทรทัศน์เลย” เมื่อแบรนด์เริ่มแข็งแรง Her Hyness ไม่หยุดที่ตลาดในประเทศ แต่ต่อยอดสู่ความร่วมมือกับ Disney ออก Frozen Collection เป็นคอลเลกชันกันแดดลิมิเต็ดเอดิชันที่ใช้พาร์ตเนอร์ด้านความบันเทิงระดับโลกมาช่วยยกระดับภาพแบรนด์ให้ดูสากลมากขึ้น พร้อมแต่งตั้งหลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรก เพื่อเชื่อมคลีนบิวตี้เข้ากับ Fandom Economy และกระตุ้นการเติบโตบนฐานคนตามศิลปิน

Banobagi ไทย: Hybrid Brand ที่เชื่อมแพทย์เกาหลีเข้ากับอินไซต์ผู้ใช้
ฝั่ง Banobagi ในตลาดไทยสะท้อนอีกมิติของการสร้างแบรนด์ความงามที่เริ่มจากบทบาท Distributor แต่วางเกมยาวจนกลายเป็นผู้ถือหุ้น ยศพร สุวรรณวิเชียรใช้เวลา 8 ปีปั้น Banobagi ในไทย จากนำเข้ามาสก์หน้ามาขาย จนยอดขายโตจากปีแรก 90 ล้านไปสู่ระดับประมาณ 5 เท่า หรือราว 450 ล้านบาท และได้รับเทียบเชิญจากโรงพยาบาลเกาหลีให้ถือหุ้น 10% ในธุรกิจ สิ่งที่ทำให้ Banobagi ในไทยโดดเด่นคือแนวคิด Hybrid Brand นำความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และนวัตกรรมจากฝั่งโรงพยาบาลมาปรับให้เข้ากับอินไซต์ผู้ใช้ในประเทศ เธอเลือกปรับสูตร เนื้อสัมผัส และสารบำรุงใหม่ทั้งหมด เช่น ลดปริมาณมอยซ์ไม่ให้เหนียวเกินไป เพื่อเปลี่ยนสกินแคร์ระดับโรงพยาบาลให้กลายเป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่ายในช่องทางบิวตี้สโตร์ นี่คือการทำให้ของพรีเมียมเข้าถึงได้ โดยไม่ทิ้งหลักฐานทางการแพทย์ เมื่อมาสก์มีสัดส่วนรายได้กว่า 95% การกระจายความเสี่ยงจึงจำเป็น ยศพรเริ่มขยายไลน์ Non-Mask เช่นผลิตภัณฑ์กันแดด และล่าสุดเปิดตัวสกินแคร์กลุ่ม PDRN เพื่อต่อยอดจากความเชื่อมั่นเดิมสู่หมวดสกินแคร์นวัตกรรมที่หลากหลายขึ้น ถ้ามองเป็นกราฟ จะเห็นว่ากลยุทธ์นี้คือการเปลี่ยนแบรนด์จากสินค้าเฉพาะทางให้กลายเป็นพอร์ตสกินแคร์เต็มรูปแบบที่พร้อมรับการขยายตลาดภูมิภาค

Celebrity-led Brand Strategy และคลีนบิวตี้: แกนใหม่ของการเติบโต
เมื่อมองรวมทั้ง Mistine Her Hyness Banobagi และกลุ่มแบรนด์ในเครือดู เดย์ ดรีม จะเห็นภาพชัดว่าการเติบโตของแบรนด์ความงามไทยวันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยสองแกนหลัก หนึ่งคือ Celebrity-led Brand Strategy ที่ผูกแบรนด์เข้ากับ Fandom Economy สองคือการยืนบนคลีนบิวตี้และสกินแคร์นวัตกรรมที่มีหลักฐานรองรับ ดู เดย์ ดรีมประกาศชัดว่าจะเดินหน้า Celebrity-led Brand Strategy เพื่อสร้าง Brand Trust และการเติบโตอย่างยั่งยืน ต่อสัญญาหลิงหลิง ศิริลักษณ์ คอง และออม กรณ์นภัส เป็นพรีเซนเตอร์ต่อปีที่ 2 เพื่อดันการเติบโตกว่า 30% ในปี 2569 บริษัทอธิบายว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ซื้อจากโฆษณาแค่ครั้งเดียว แต่จากคอนเทนต์ รีวิวการบอกต่อ และบุคคลที่ชื่นชอบ จึงต้องเชื่อม Beauty & Wellness Economy เข้ากับ Fandom Economy ให้แฟนคลับพร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่ศิลปินเลือกใช้ ขณะเดียวกัน Her Hyness เลือกยืนบนคำว่า Clinically proven clean beauty ตั้งแต่เริ่มต้น และสร้าง Position แบบ Think Ahead เพื่อเติบโตระดับโลกในระยะยาว ส่วนฝั่ง Banobagi ใช้ Hybrid Brand ที่ผสานนวัตกรรมแพทย์กับอินไซต์ท้องถิ่น ภาพรวมนี้ชี้ว่าแบรนด์ไทยไม่ได้แข่งแค่ถูกหรือแพง แต่แข่งที่ความน่าเชื่อถือ การเชื่อมโยงทางอารมณ์ และความต่างของสูตร ตั้งแต่ Royal Jelly ของ Her Hyness ไปจนถึงแนวทางใช้สารบำรุงเฉพาะอย่าง PDRN ของ Banobagi บทสรุปคือ ใครจะเป็นผู้นำในตลาดภูมิภาคต่อไปไม่ใช่แบรนด์ที่โฆษณาดังกว่า แต่คือแบรนด์ที่เข้าใจคน ใช้ดาราและคอมมูนิตี้อย่างมีชั้นเชิง และลงทุนกับสกินแคร์นวัตกรรมด้วยหัวใจคลีนบิวตี้ การขยายตลาดภูมิภาคจึงไม่ใช่การเดินทางไกลที่เลื่อนลอย แต่เป็นแผนเกมที่กำลังเดินอยู่ตรงหน้า

![[DISNEY FROZEN] HER HYNESS SUNSCREEN กันแดด ดิสนีย์ โฟรเซ่น SPF50+ PA++++ 30ML เอลซ่า อันนา โอลาฟ](https://img2.zestbuy.co.th/product/2026/08/26/e133fe92-e292-4dc6-9ad8-49966bb58911.jpg)





