7 เฟสไล่บี้นอมินีต่างชาติ เขย่าฐานอำนาจทุนอสังหาฯ ริมทะเล

7 เฟสไล่บี้นอมินีต่างชาติ เขย่าฐานอำนาจทุนอสังหาฯ ริมทะเล
ความสนใจ|เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอมินีต่างชาติคืออะไร และทำไมปฏิบัติการเฟส 6–7 จึงเป็นจุดหักเห

นอมินีต่างชาติในตลาดอสังหาริมทรัพย์คือโครงสร้างที่ชาวต่างชาติใช้ชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลท้องถิ่นบังหน้าเพื่อถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์แทน ตัดตอนการปรากฏตัวในฐานะเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดินและการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในพื้นที่เสี่ยงสูง เช่น เมืองท่องเที่ยวและทำเลพักตากอากาศสำคัญ

จุดเปลี่ยนของสงครามปราบปรามต่างด้าวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย คือการยกระดับเป็นปฏิบัติการต่อเนื่องหลายเฟสที่ไล่ตรวจตั้งแต่เกาะท่องเที่ยวถึงหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ เฟส 6 ที่หัวหินสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเกาะทางใต้ เมื่อ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. สั่งการให้เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6” ถล่มพูลวิลล่าเถื่อนในอำเภอหัวหิน โดยสนธิกำลังกว่า 200 นายลงพื้นที่พร้อมหน่วยงานด้านพาณิชย์และที่ดิน การลงมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่บุกจับรายย่อย แต่คือสัญญาณว่ารัฐตัดสินใจเผชิญหน้ากับโครงสร้างนอมินีต่างชาติทั้งเครือข่าย

7 เฟสไล่บี้นอมินีต่างชาติ เขย่าฐานอำนาจทุนอสังหาฯ ริมทะเล

จากพะงันสู่หัวหิน: 6 เฟสแรกเปิดแผลลึกตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย

การเปิดโปงเครือข่ายนอมินีต่างชาติไม่ได้เริ่มที่หัวหิน แต่เริ่มปะทุบนเกาะพะงัน เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบนิติบุคคลที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนและถือครองที่ดินในพื้นที่ท่องเที่ยว ก่อนขยายผลสู่ภูเก็ต พังงา กระบี่ ชลบุรี และเชียงใหม่ เผยภาพการใช้บริษัทบังหน้าเพื่อครอบครองบ้านหรู พูลวิลล่า และโครงการจัดสรรในเมืองท่องเที่ยวและเมืองเศรษฐกิจสำคัญ โครงสร้างนอมินีต่างชาติไม่ได้เป็นแค่ช่องโหว่เชิงเอกสาร แต่กำลังบิดเบือนโฉนดของจริงทั้งแปลงดินและบ้านทั้งหลัง

ข้อมูลจากการกวาดล้าง 5 เฟสแรกพบการตรวจสอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 233 แปลง เนื้อที่กว่า 160 ไร่ มูลค่าราว 2,539 ล้านบาท ตัวเลขนี้ยังไม่รวมเฟสล่าสุดที่หัวหินซึ่งพบบริษัทต้องสงสัยเพิ่มอีก 33 แห่ง ครอบครองที่ดินมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท หรือกล่าวได้ว่า ในเวลาเพียงไม่กี่เฟส เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้เห็นภูเขาน้ำแข็งชิ้นใหญ่ของสินทรัพย์อสังหาฯ ที่ซ่อนอยู่หลังชื่อคนไทยและบริษัทเปลือก การปล่อยให้โครงสร้างเช่นนี้เติบโตต่อไปเท่ากับยอมให้สมรภูมิอสังหาริมทรัพย์ไทยถูกควบคุมโดยเงินที่ตรวจสอบตัวตนแท้จริงไม่ได้

เฟส 6 หัวหิน: กรณีศึกษาโครงการพูลวิลล่าที่ถูกใช้เป็นสนามทุนต่างชาติ

เฟส 6 ที่หัวหินคือภาพจำลองขนาดย่อของวิธีการที่นอมินีต่างชาติแทรกตัวในโครงการพักตากอากาศราคาแพง ในวันที่ 10 สิงหาคม พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ทีมสืบสวนระดับภาคและจังหวัดร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมที่ดิน เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าวเฟส 6 ในพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยออกหมายจับชาวต่างชาติ 45 ราย หมายเรียกคนไทย 39 ราย และหมายค้น 15 จุด เป้าหมายชัดเจนคือโครงการ “เอ หัวหิน” โครงการบ้านเดี่ยวและพูลวิลล่าสไตล์โมเดิร์นที่ใช้บริษัทนิติบุคคลถือครองแทนบุคคลต่างด้าว

การตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทนเพื่อครอบครองอสังหาฯ ในหมู่บ้านดังกล่าว 6 บริษัท ทั้งในเฟส 1 และเฟส 2 ขณะที่ชาวต่างชาติให้การว่าถูกสำนักงานกฎหมายและบริษัทบัญชีแนะนำให้เปิดบริษัทเพื่อถือครองทรัพย์สิน โดยเชื่อว่าเป็นการครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคนไทยที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นยอมรับว่าเพียงถือหุ้นแทน ไม่เคยชำระค่าหุ้นหรือบริหารบริษัท คดีหัวหินจึงเป็นหลักฐานชัดว่าโครงสร้างนอมินีต่างชาติไม่ได้เกิดจากช่องว่างความรู้ของนักลงทุนต่างชาติอย่างเดียว แต่มีผู้เล่นเชิงอาชีพในระบบธุรกิจและกฎหมายร่วมออกแบบ

เฟส 7 เกาะสมุย: เมื่อการวิเคราะห์ฐานข้อมูลกลายเป็นอาวุธหลัก

เฟส 7 บนเกาะสมุยยกระดับการปราบปรามจากการบุกค้นจุดเป้าหมายไปสู่การใช้ข้อมูลมหาศาลเป็นเข็มทิศ วันนี้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. นำทีมเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 7” ในอำเภอเกาะสมุย ภายใต้นโยบายตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายตามแนวทาง “เกาะพะงันโมเดล” แก่นของโมเดลนี้คือการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนอย่างเป็นระบบ แทนที่จะรอเบาะแสเป็นรายกรณี

เจ้าหน้าที่นำข้อมูลนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการบนเกาะสมุยจำนวน 12,906 บริษัท มาคัดกรอง พบว่ามีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลต่างด้าว 8,254 บริษัท และบริษัทที่อาจเข้าข่ายเป็นนอมินีอีก 875 บริษัท จากนั้นจึงคัดกลุ่มเสี่ยงจนเหลือเป้าหมาย 61 บริษัทที่เข้าข่ายเป็นนิติบุคคลต่างด้าวต้องสงสัย รวมทั้งบริษัทที่ช่วยจัดตั้งบริษัท ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 42 แปลง เนื้อที่ 33 ไร่ 1 งาน 51 ตารางวา มูลค่ารวมประมาณ 1,500 ล้านบาท และนำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 60 คดี แนวทางนี้แสดงให้เห็นชัดว่า การปราบปรามต่างด้าวในยุคใหม่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินและทะเบียนนิติบุคคลเป็นเครื่องมือหลักในการไล่ตามเส้นทางทุนและโครงสร้างบริษัทเปลือก

7 เฟสไล่บี้นอมินีต่างชาติ เขย่าฐานอำนาจทุนอสังหาฯ ริมทะเล

ปฏิบัติการต่อเนื่องกับสมรภูมิอสังหาฯ: ผลสะเทือนและทางเลือกข้างหน้า

เมื่อรวมผลปฏิบัติการทั้ง 6 เฟสก่อนหน้าเจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากบริษัทเป้าหมายรวม 238 บริษัท ที่ดิน 272 แปลง พื้นที่ 184 ไร่ 6 งาน 93.3 ตารางวา รวมมูลค่าประมาณ 2,839 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่า นอมินีต่างชาติไม่ใช่เพียง “ช่องโหว่เล็กๆ” ของกฎหมาย แต่กลายเป็นโครงสร้างคู่ขนานที่ทับซ้อนกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในหลายเมืองสำคัญ โดยเฉพาะทำเลริมทะเลที่ดึงดูดเงินทุนต่างชาติ

ในมุมหนึ่ง การปราบปรามต่างด้าวที่ถือครองที่ดินผิดกฎหมายคือการปกป้องการแข่งขันที่เป็นธรรมและอธิปไตยเหนือทรัพยากรที่ดิน แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากรัฐมองนอมินีต่างชาติเพียงผ่านเลนส์คดีอาญาโดยไม่ออกแบบช่องทางลงทุนที่ชัดเจน โปร่งใส และไม่เปิดโอกาสต่อการใช้ชื่อคนไทยบังหน้า ปัญหาเดิมก็จะย้ายที่ ไม่ได้ถูกแก้ที่ต้นเหตุ สิ่งที่ปฏิบัติการเฟส 6 และเฟส 7 ชี้ให้เห็นคือ รัฐเริ่มมีเครื่องมือมากขึ้น ทั้งการสนธิกำลังหลายหน่วยและการวิเคราะห์ฐานข้อมูลนิติบุคคลอย่างจริงจัง แต่หากไม่ต่อยอดสู่การปฏิรูปกติกาการลงทุนและการเปิดเผยผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงของอสังหาฯ ไทย เครือข่ายนอมินีก็พร้อมจะกลับมาในชื่อบริษัทใหม่เสมอ

7 เฟสไล่บี้นอมินีต่างชาติ เขย่าฐานอำนาจทุนอสังหาฯ ริมทะเล

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!