ภาพใหญ่ของตลาด EV โลก กับจุดสะดุดในอเมริกาเหนือ
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าคือภาพรวมการผลิตและจำหน่ายยานยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก เน้นลดการปล่อยมลพิษและการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และระบบสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ทำให้ตลาดนี้ถูกใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและนโยบายสิ่งแวดล้อมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก หากมองภาพรวมโลก ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทะยานขึ้นแตะ 20.7 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 20 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้าที่เดินหน้าอย่างมั่นคง จีนขายได้ถึง 12.9 ล้านคัน โต 17 เปอร์เซ็นต์ ส่วนยุโรปเติบโตแรงถึง 33 เปอร์เซ็นต์ ทำยอดขาย 4.3 ล้านคัน ขณะที่ประเทศอื่นรวมกันเพิ่มขึ้นถึง 48 เปอร์เซ็นต์ แตะ 1.7 ล้านคัน ประโยคหนึ่งที่ควรจดจำคือ “ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างร้อนแรง โดยแตะระดับ 20.7 ล้านคัน เพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า” แต่ตรงกันข้าม อเมริกาเหนือกลับมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าลดลง 4 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นจุดสวนกระแสชัดเจนของโลก

ตลาด EV สหรัฐฯ สะดุดแรง เมื่อแรงจูงใจถอย ผู้บริโภคหันหลัง
ปัญหาของตลาด EV สหรัฐฯ ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีล้มเหลว แต่จากสัญญาณทางนโยบายและความมั่นใจของผู้บริโภคที่สั่นคลอน เมื่อแรงจูงใจด้านภาษีหายไป ความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้าอเมริกาก็หดตามทันที ในสหรัฐฯ ยอดขายทั้งปีเพิ่มขึ้นเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ เพราะผู้บริโภคเร่งซื้อช่วงกลางปีเพื่อให้ทันสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ก่อนมาตรการสิ้นสุดปลายเดือนกันยายน หลังจากนั้นยอดขายดิ่งแรง ไตรมาสสุดท้ายของปีมียอดขายลดลงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน นี่คือสัญญาณว่าตลาด EV สหรัฐฯ ยังพึ่งพาแรงจูงใจจากรัฐอย่างหนัก ไม่ใช่แรงดึงดูดแท้จากสินค้า สถานการณ์ในแคนาดายิ่งตอกย้ำ เมื่อสิทธิประโยชน์รถไฟฟ้าถูกยกเลิกตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้ยอดขายทั้งปีลดลงถึง 49 เปอร์เซ็นต์ นักวิเคราะห์คาดว่ารถไฟฟ้าในสหรัฐฯ อาจหดตัวเกือบหนึ่งในสามในปี 2026 ทำให้ผู้ผลิตหลายรายเริ่มถอยกลับไปโฟกัสรถไฮบริด เช่น การปรับแผน F-150 Lightning ของ Ford และการที่ Ram เลื่อนเปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าออกไป ภาพรวมคือผู้บริโภคยังลังเล ทั้งต่อราคา ระยะทาง วิชันของรัฐ และโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
กฎประหยัดเชื้อเพลิงยุคไบเดน กับแรงกดดันที่ดีต่อโลกแต่เจ็บสำหรับค่ายรถ
ด้านผู้ผลิต รถยนต์ไฟฟ้าอเมริกากำลังอยู่ท่ามกลางแรงบีบจากกฎระเบียบที่ต้องการผลักดันการเปลี่ยนผ่าน แต่กลับเสี่ยงทำให้ธุรกิจสะดุด Mary Barra ซีอีโอของ GM เผยตรง ๆ ว่า กฎประหยัดเชื้อเพลิงยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดนเข้มข้นจนบริษัทอาจต้องลดกำลังผลิตรถสันดาปภายในลงอย่างมากเพื่อให้สอดคล้องข้อกำหนดของรัฐบาลกลาง กฎดังกล่าวตั้งเป้าค่าเฉลี่ยอัตราประหยัดเชื้อเพลิงของรถทั้งไลน์อัปให้ถึง 50 ไมล์ต่อแกลลอนภายในปี 2031 ซึ่งถูกมองว่าสูงเกินความเป็นจริง Bloomberg วิเคราะห์ว่าตัวเลขนี้หมายถึงยอดขายรถไฟฟ้าต้องมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายทั้งหมดในช่วงนั้น หากทำไม่ได้ บริษัทจะต้องลดจำนวนรถสันดาปที่ขายในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Barra ถึงขั้นยอมรับว่าตามการประเมินภายใน หากยอดขายรถไฟฟ้าไม่โตเร็วพอ GM “อาจต้องเริ่มปิดโรงงานบางแห่ง” เพื่อกดค่าเฉลี่ยการปล่อยมลพิษให้ผ่านเกณฑ์ นี่คือด้านมืดของกฎประหยัดเชื้อเพลิง ที่แม้ตั้งใจผลักดันสิ่งแวดล้อม แต่สร้างต้นทุนการปฏิบัติตามกฎมหาศาลให้ค่ายรถ ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการเร่งขาย EV กับการรักษาความสามารถทำกำไรให้รอด

นโยบายเปลี่ยน ผู้บริโภคสับสน โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ทำไมอเมริกาเหนือไปต่อไม่สุด
ปัญหาของตลาด EV สหรัฐฯ และอเมริกาเหนือจึงไม่ได้มีแค่ยอดขายที่สะดุด แต่เป็นความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านนโยบาย สายการผลิต และความพร้อมของสังคม เมื่อความเข้มงวดกฎประหยัดเชื้อเพลิงยุคไบเดนเริ่มคลายลงในยุคทรัมป์ ความกดดันให้ค่ายรถต้องเร่งผลักดัน EV ก็ลดลงไปด้วย ส่งผลให้ความตั้งใจลงทุนระยะยาวสั่นคลอน Barra อธิบายว่าการเปลี่ยนจุดยืนของ GM ระหว่างยุคผู้นำแต่ละคนไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นการปรับตัวเชิงธุรกิจ ต้องทำงานภายใต้กฎในแต่ละยุค และผลิตรถที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ผลิตเพื่อให้ผ่านกฎเท่านั้น แต่ในมุมมองตลาด นี่คือสัญญาณว่าผู้ผลิตยังไม่เชื่อมั่นว่ายอดขายรถไฟฟ้าจะเติบโตได้เท่าที่รัฐคาดหวัง เมื่อรวมกับโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่กระจายไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือเมืองเล็ก ๆ ประสบการณ์ใช้งานจริงจึงยังไม่ตอบโจทย์ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกใช้รถไฮบริดหรือรถสันดาปรุ่นประหยัดมากกว่าตลาด EV สหรัฐฯ จึงติดอยู่ในจุดกึ่งกลาง ระหว่างแรงผลักเชิงนโยบายที่ไม่เสถียร กับความคาดหวังของผู้ใช้ที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนแปลงเร็วเท่าที่ผู้กำหนดกฎต้องการ

บทสรุป ภูมิภาคที่กฎแรงแต่อารมณ์ตลาดไม่ตาม จะเป็นตัวถ่วงรถไฟฟ้าทั่วโลก
เมื่อมองจากข้อมูลทั่วโลก การเติบโตของยอดขายรถไฟฟ้าชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านด้านยานยนต์กำลังเร่งขึ้น แต่กรณีอเมริกาเหนือคือสัญญาณเตือนว่าตลาดไม่ใช่สิ่งที่รัฐจะบังคับให้หมุนตามกฎได้ฝ่ายเดียว เมื่อแรงจูงใจด้านภาษีหาย ผู้บริโภคก็ถอย เมื่อกฎประหยัดเชื้อเพลิงเข้มเกินกว่าความเป็นจริง ผู้ผลิตก็ต้องคิดถึงการปิดโรงงานเพื่อลดความเสี่ยง ในทางปฏิบัติ ภูมิภาคที่มีกฎควบคุมเข้มข้นแต่โครงสร้างพื้นฐานและความมั่นใจของผู้ใช้ไม่เดินตาม จะกลายเป็นตัวถ่วงการเปลี่ยนผ่านของรถไฟฟ้าโลก นี่คือบทเรียนสำคัญว่าการผลักดัน EV ต้องเดินสามขาไปพร้อมกัน คือ กฎที่มีเป้าหมายชัดแต่เป็นไปได้ แรงจูงใจที่ออกแบบให้คนรู้สึกคุ้มค่าจริง และยุทธศาสตร์ธุรกิจที่ไม่ทำลายความสามารถทำกำไรของค่ายรถจนเกินไป หากอเมริกาเหนือไม่สามารถทำให้สามขานี้เดินพร้อมกันได้ ยอดขายรถไฟฟ้าอเมริกาก็มีแนวโน้มจะชะงักต่อเนื่อง ในขณะที่จีน ยุโรป และหลายภูมิภาคกำลังใช้โอกาสนี้เร่งปิดช่องว่างของการแข่งขัน และแย่งบทบาทผู้นำในยุคยานยนต์ไฟฟ้ารอบใหม่






