ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อ AI กลายเป็นห้องทดลองใหม่ของการศึกษา ผ่านเวที JUMP THAILAND HACKATHON

เมื่อ AI กลายเป็นห้องทดลองใหม่ของการศึกษา ผ่านเวที JUMP THAILAND HACKATHON
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

AI hackathon competition ที่เริ่มจากโจทย์การศึกษา ไม่ใช่แค่แข่งโค้ด

JUMP THAILAND HACKATHON คือเวทีแข่งขันพัฒนานวัตกรรมที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นแกนหลัก เพื่อสร้างต้นแบบโซลูชันที่แก้ปัญหาจริงในภาคการศึกษา ตั้งแต่การเข้าถึงโอกาสเรียนรู้ของผู้พิการ ไปจนถึงการลดภาระงานครู และการพัฒนาทักษะอนาคตของผู้เรียนในยุคดิจิทัล การแข่งขันนี้เน้นทั้งการคิดเชิงออกแบบ การลงมือทำ และการทดสอบกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ AI กลายเป็นเครื่องมือในชั้นเรียน ไม่ใช่แค่ของเล่นในห้องแล็บ

ปีนี้เวทีถูกตั้งโจทย์ชัดว่า “AI for the Future of Thai Education: เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษาไทยในอนาคต” และดึงความสนใจจากนิสิตนักศึกษากว่า 603 ทีม รวม 2,504 คน จาก 67 สถาบันการศึกษา นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้สมัคร แต่คือสัญญาณว่าคนรุ่นใหม่เริ่มมอง AI hackathon competition เป็นสนามฝึกทำ education technology innovation มากกว่างานแข่งเพื่อเก็บประกาศนียบัตร ทีมที่ผ่านเข้ารอบต้องพัฒนาไอเดียให้เป็น Functional Prototype ก่อนขึ้นเวที Final Pitching ในงานสัมมนาและนิทรรศการ AI ขนาดใหญ่วันที่ 11–12 กันยายน 2569

10 ทีมสุดท้ายที่เปลี่ยน AI ให้เป็นเครื่องมือความเท่าเทียมทางการเรียนรู้

เมื่อคัดจาก 603 ทีมเหลือเพียง 10 ทีมสุดท้าย ภาพที่เห็นชัดคือ AI ถูกใช้เพื่อปิดช่องว่างของระบบการศึกษา มากกว่าจะเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ทีมแมวดำกระโดดจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพัฒนา TACXEL เครื่องมือช่วยให้ผู้พิการทางสายตาเรียนรู้ภาพประกอบในหนังสือเรียนแบบ Real Time ลดภาระครูและทำให้การเรียนรู้ใกล้เคียงเพื่อนร่วมชั้นมากขึ้น ขณะที่ทีมรับเหมาก่อเรื่องสร้าง BrailleBox อุปกรณ์พกพาแปลงตัวหนังสือทั่วไปเป็นอักษรเบรลล์แบบ Real Time เพื่อเพิ่มโอกาสการอ่านให้ผู้พิการทางสายตาในราคาที่เข้าถึงได้

ฝั่งผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินก็ไม่ถูกทิ้ง ทีม MR. BOBO สร้าง DEAFIN Education อุปกรณ์ไร้สายที่ตัดเสียงรบกวนและสรุปเนื้อหาการสอนแบบ Real Time ส่วนทีมเทเลทับบีส์รีเทิร์นพัฒนา AI สอนภาษามือ เพื่อเพิ่มจำนวนครูภาษามือและเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางการได้ยินเข้าถึงการเรียนรู้ได้มากขึ้น ถ้าบอกว่าแนวคิดเรื่อง “ห้องเรียนเพื่อทุกคน” เคยเป็นแค่สโลแกน เวทีนี้ทำให้เห็นโครงร่างของห้องเรียนนั้นเป็นรูปธรรมผ่าน AI problem-solving ที่จับต้องได้

จากงานครู งานติว ไปจนถึงการคัดกรองปัญหาการเรียนรู้ AI กำลังทำให้การสอนเปลี่ยน

อีกครึ่งหนึ่งของ 10 ทีมสุดท้ายหัน AI เข้าไปจัดการ “งานหนัก” ในห้องเรียนโดยตรง ทีม TLDR พัฒนา LearnLy แพลตฟอร์มที่ช่วยลดภาระครูในการตรวจการบ้าน พร้อมวิเคราะห์รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนรายคน เพื่อให้การสอนเฉพาะตัวทำได้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดในนโยบาย ส่วนทีม Jumpbo37 ใช้แพลตฟอร์ม AI สร้างสื่อภาพเคลื่อนไหวเฉพาะบุคคลสำหรับคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ทำให้เนื้อหายากกลายเป็นภาพเข้าใจง่าย และช่วยลดเวลาเตรียมสื่อของครู

ทีม NumPath AI ก็พา AI ไปอยู่ในกระบวนการคัดกรองเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ ช่วยครูตรวจจับภาวะ LD พร้อมแนะนำแผนพัฒนารายบุคคล เพื่อให้เด็กได้รับการช่วยเหลือเร็วขึ้น ขณะที่ทีม MAMO สร้าง Wathasin AI Speech Coach ที่ให้ผู้เรียนฝึกทักษะการสื่อสารผ่านสถานการณ์จำลองพร้อมวิเคราะห์และออกแบบแผนพัฒนาทักษะตามจุดแข็งจุดอ่อนของแต่ละคน เมื่อรวมกับแพลตฟอร์ม Simulation-based Learning ของทีม ThAItern to Jump ที่เชื่อมโจทย์จากชุมชนเข้ากับการเรียนในมหาวิทยาลัย ภาพรวมที่เกิดขึ้นคือการสอนที่ไม่หยุดอยู่ในตำรา แต่เชื่อมตรงสู่โลกจริงผ่าน AI

AIS Academy เป็นมากกว่าสปอนเซอร์ คือโครงสร้างพื้นฐานให้คนทำ AI รุ่นใหม่

สิ่งที่ทำให้เวทีนี้ต่างจาก hackathon ทั่วไปคือการมีแพลตฟอร์มรองรับต่อเนื่อง AIS Academy ประกาศภารกิจ “ภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทย” สร้าง “แพลตฟอร์มแห่งโอกาส” เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายระดับโลกเข้าด้วยกัน งานสัมมนาและนิทรรศการ AI ภายใต้แนวคิด MASTERING AI BEYOND BORDERS จึงไม่ใช่แค่ห้องบรรยาย แต่คือสนามอัปสกิลที่เปิดให้คนไทยเข้าร่วมฟรี พร้อมวิทยากรและเวิร์กช็อปมากกว่า 20 ช่วงในสามแกนหลัก ได้แก่ AI Ready Thailand, AI Ready Business และ AI Ready Skills

คำกล่าวของผู้บริหารที่ว่า “สิ่งที่เราทำคือเอาคนสองกลุ่มมาเจอกัน คนที่มีประสบการณ์ ก็เอามาเป็นโค้ช น้องๆที่มีความสามารถ ก็เอาเทคฯ มา มาพัฒนาต่อ” สะท้อนบทบาทของ AIS Academy ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านโค้ชและเมนทอร์ ไม่ใช่แค่จัด AI hackathon competition แล้วจบ แต่สร้างสภาพแวดล้อมที่คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ ลงมือทำ และต่อยอดผลงานให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการจริง ผู้เข้าแข่งขันยังได้ลง Demo Day วันที่ 11 กันยายน 2569 ภายในงานใหญ่ ทำให้ผลงานถูกทดสอบในสายตาสาธารณะและเครือข่ายธุรกิจพร้อมกัน

มากกว่าเงินรางวัล คือการประกาศว่าทุกคนมีส่วนในอนาคตการศึกษา

แน่นอนว่ารางวัลก็สำคัญ ทีมชนะเลิศจะได้รับถ้วยพระราชทานพร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 1 รับ 60,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 รับ 40,000 บาท และรางวัล Popular Vote มูลค่า 20,000 บาท แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น จะเห็นว่ารางวัลที่แท้จริงคือการทำให้สังคมเห็นว่าอนาคตของการศึกษาต้องถูกออกแบบร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระของครูหรือหน่วยงานเพียงไม่กี่แห่ง งานนี้เปิดให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ AI ฟรี และเชิญชวนทุกคน “มาร่วมส่งกำลังใจให้กับ 10 ทีมสุดท้าย” ผ่านงานเดียวกัน

เมื่อมีเวทีที่ให้ทั้งความรู้ เครื่องมือ ที่ปรึกษา และพื้นที่โชว์ผลงานอย่างครบชุด เราควรถามตัวเองว่าอยากอยู่บทบาทไหนในระบบใหม่ของการศึกษา จะเป็นคนดูจากข้างสนาม หรือเป็นคนลงสนามทำ education technology innovation ด้วยตัวเอง เวทีนี้พิสูจน์แล้วว่าถ้าเรามีไอเดีย กล้าคิดและลงมือ AI problem-solving ไม่ใช่เรื่องของบริษัทใหญ่เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกห้องเรียน ทุกชุมชน และทุกคนที่เชื่อว่าอนาคตไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!