เมื่อ AI แย่งชิป: ต้นตอที่แท้ของสมาร์ตโฟนเรือธงราคาแรง
ภาวะขาดแคลนและราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงเกิดจากการแข่งขันแย่งใช้ทรัพยากรการผลิตระหว่างศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์และผู้ผลิตสมาร์ตโฟนเรือธง ส่งผลให้ต้นทุนซิลิคอนต่อเครื่องสูงขึ้นมากจนผู้ผลิตต้องเลือกระหว่างขึ้นราคา หรือตัดกำไรตนเองเพื่อรักษาสเปกระดับไฮเอนด์ไว้ในตลาดพรีเมียมสมาร์ตโฟนทั่วโลกในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ “ของมันแพงขึ้น” แบบจับต้องไม่ได้ แต่เป็นโครงสร้างใหม่ของอุตสาหกรรมชิปที่ทำให้ราคาชิป memory สูงทั้ง DRAM และ NAND จนค่าเฉลี่ยต่อชิปสำหรับสมาร์ตโฟนเพิ่มขึ้นหลายเท่าในเวลาเพียงปีเดียว ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตชิปรายใหญ่หันทรัพยากรไปตอบสนองคำสั่งซื้อชิป AI ให้ศูนย์ข้อมูลมากกว่าตลาดมือถือ ทำให้ปัญหา supply chain ตึงตัวหนักกว่าเดิมและกดดันราคาสมาร์ตโฟน flagship ราคา ให้ไต่ระดับขึ้นไปอีก

Apple ถูกบีบ: ต่อรองไม่สำเร็จและต้นทุนผลิต iPhone ที่สูงขึ้น
Apple คือภาพสะท้อนที่ชัดที่สุดของแรงกดดันด้านต้นทุนผลิต iPhone เพราะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บริษัทพยายามแก้ปัญหาราคา RAM ที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิต iPhone, Mac และอุปกรณ์อื่นๆ สูงขึ้น ความพยายามสำคัญคือการเปิดดีลเจรจากับผู้ผลิตหน่วยความจำจากจีนอย่าง CXMT และพิจารณาความร่วมมือกับ YMTC เพื่อหวังสร้างทางเลือกกดดันซัพพลายเออร์เดิมให้ลดราคา
แต่แผนนี้กลับล้มเหลว เพราะ CXMT ไม่สามารถเสนอราคาที่ถูกกว่าคู่แข่งรายเดิมได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและต้นทุนผลิตที่สูงขึ้นเอง แถมกำลังผลิตส่วนใหญ่ถูกล็อกด้วยสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตมือถือจีนแล้ว ผลคือ Apple เสียเครื่องมือเจรจาต่อรอง ราคาชิป memory สูง ยิ่งทำให้ผู้เล่นเดิมอย่าง Samsung และ SK Hynix แข็งแกร่งขึ้น และดันต้นทุนผลิต iPhone ขึ้นไปอีก โดยที่ทางเลือกของ Apple แคบลงอย่างน่ากังวล

2-nm, AI และสงครามซิลิคอนที่ผู้ใช้มือถือแบกรับ
นอกจากเมมโมรีแล้ว ต้นทุนชิปประมวลผลก็ไม่แพ้กัน เมื่อมีรายงานว่า Apple กำลังย้ายไปใช้กระบวนการผลิต 2-nm ของ TSMC สำหรับชิปตระกูล A-series ใน iPhone รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในโหนดที่มีต้นทุนสูงที่สุดของโรงงานผลิต พร้อมกันนั้น TSMC ยังปรับขึ้นราคาซิลิคอนเวเฟอร์ของโหนดนำหน้าอย่างต่อเนื่องเพราะดีมานด์จากชิป AI ทำลายสถิติ
ลูกค้ากลุ่ม AI อย่าง Nvidia และ AMD แย่งใช้กำลังผลิตจน TSMC ประกาศว่าไม่สามารถผลิตชิป AI ได้ทันความต้องการอีกต่อไป นี่คือหัวใจของปัญหา supply chain: เมื่อเวเฟอร์ระดับไฮเอนด์ถูกจองเพื่อชิป AI สัดส่วนที่เหลือสำหรับสมาร์ตโฟนย่อมลดลง ราคาซิลิคอนจึงสูงขึ้น และ Apple ก็ “ไม่สามารถหลบต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป และเริ่มส่งต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นให้ผู้บริโภคเพื่อรักษาอัตรากำไรของตน” กดดันให้สมาร์ตโฟน flagship ราคา สูงขึ้นตามไปโดยตรง

ผู้บริโภคหนีไม่พ้นขึ้นราคา โดยเฉพาะสายเรือธง
เมื่อชิปแพง เมมแพง และเวเฟอร์หายาก ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจึงเหลือแค่สองทางเลือก: ยอมขาดทุนเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาด หรือขึ้นราคาและยอมให้ยอดขายหดตัว สำหรับแบรนด์พรีเมียมที่เน้นสเปกสูงอย่าง Apple และคู่แข่งรายใหญ่ การยอมลดสเปกเพื่อลดต้นทุนเป็นเรื่องเสี่ยง เพราะจะทำลายภาพลักษณ์เรือธงที่ใช้ดึงดูดลูกค้าฐานบน
นักวิเคราะห์หลายรายมองตรงกันว่าผู้บริโภคจะเป็นคนรับภาระในที่สุด “ผู้บริโภคจะต้องจ่ายราคาแพงขึ้นสำหรับสมาร์ตโฟน แต่สมาร์ตโฟนก็สำคัญไม่ต่างจากอาหารสำหรับหลายคน” ขณะเดียวกัน คาดว่ายอดส่งมอบสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะลดลงจาก 1.2 พันล้านเครื่องเหลือ 950 ล้านเครื่อง โดยปัจจัยหลักคือการเพิ่มขึ้นของราคาชิป DRAM หมายความว่าใครที่ยังต้องการรุ่นท็อปแบบเต็มสเปก จะต้องยอมรับสมาร์ตโฟน flagship ราคา สูงกว่าที่เคย
แรงกดดันที่ไม่จบเร็ว และทางเลือกของผู้ใช้
ข่าวร้ายคือแรงกดดันด้านราคาเหล่านี้ยังห่างไกลจากคำว่าชั่วคราว นักวิเคราะห์คาดว่าความตึงตัวของราคาและซัพพลายชิปจะรุนแรงขึ้นจากระดับปัจจุบัน และมีโอกาสไม่ดีขึ้นอย่างน้อยอีก 18 เดือนข้างหน้า เหตุผลง่ายๆ คือความต้องการชิปสำหรับ AI ยังคงทะยานต่อไป ในขณะที่กำลังผลิตเวเฟอร์ระดับสูงเพิ่มได้ช้ากว่าความต้องการมาก
ด้านหนึ่ง แบรนด์ใหญ่ระดับพรีเมียมอย่าง Apple และ Samsung ถูกมองว่ามีฐานทุนและอำนาจต่อรองมากพอจะรักษากำไรและอาจแย่งส่วนแบ่งเพิ่มได้ ในขณะที่ผู้ผลิตรุ่นกลางและล่างต้องรับแรงกระแทกหนักกว่า แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้ใช้ปลายทางกลับมีทางเลือกไม่มาก หากต้องการรุ่นไฮเอนด์ ก็ต้องคาดหวังว่ารอบเปลี่ยนเครื่องถัดไปจะเจอราคาที่สูงขึ้น และควรคิดให้ชัดว่าฟีเจอร์ระดับเรือธงคุ้มกับการจ่ายเพิ่มในยุคที่ราคาชิป memory สูงและปัญหา supply chain ยังไม่เห็นจุดจบหรือไม่






