GI จักสานไทย ไม่ใช่แค่ตราสัญลักษณ์ แต่คือเข็มทิศเศรษฐกิจชุมชน
จักสานไทย GI หมายถึงงานหัตถกรรมที่ใช้วัสดุธรรมชาติจากพื้นที่เฉพาะ ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นและกระบวนการผลิตที่สืบทอดในชุมชน จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณลักษณะและชื่อเสียงเชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิดอย่างชัดเจน ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อคุ้มครองอัตลักษณ์ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ต่อยอดออกแบบร่วมสมัยเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญของการขึ้นทะเบียนจักสานไทย GI คือการยืนยันว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ได้มีค่าแค่ในพิพิธภัณฑ์ แต่มีศักยภาพเป็นฐานเศรษฐกิจยุคใหม่ นางสาวจิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุชัดว่างานหัตถกรรมมีจุดแข็งจากทรัพยากรและภูมิปัญญาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสามารถต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ ท่าทีเช่นนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากการมองงานหัตถกรรมเป็นของฝาก ไปสู่สินค้าจริงจังที่มีแบรนด์ มีมาตรฐาน และมีตลาด

กระจูดควนเคร็ง ตัวอย่างจักสานไทย GI ที่ผสานป่าพรุกับดีไซน์ร่วมสมัย
กระจูดควนเคร็งคือหลักฐานว่าทรัพยากรท้องถิ่นเมื่อนำมาคิดใหม่ สามารถกลายเป็นสินค้าหัตถกรรมไทยที่มีมูลค่าสูงได้ กระจูดพันธุ์ใหญ่จากป่าพรุควนเคร็งในนครศรีธรรมราชเติบโตบนพื้นที่ลุ่มต่ำ ชื้น และอุดมอินทรียวัตถุ ทำให้เส้นกระจูดเหนียว ยืดหยุ่น แข็งแรง และทนทาน เหมาะกับการจักสานเป็นกระเป๋า หมวก เสื่อ พัด โคมไฟ และของใช้หลากชนิดตามภูมิปัญญาที่สืบทอดในชุมชน คุณสมบัติทางธรรมชาติถูกแปลงเป็นจุดขายที่ตลาดยุคใหม่มองหา นั่นคือความสวยงามพร้อมการใช้งานจริงและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
การขึ้นทะเบียนกระจูดควนเคร็งเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของนครศรีธรรมราชต่อจากส้มโอทับทิมสยามปากพนังและมังคุดเขาคีรีวง ไม่ใช่แค่เรื่องศักดิ์ศรี แต่คือฐานตัวเลขที่จับต้องได้ ปัจจุบันกระจูดควนเคร็งสร้างมูลค่าทางการตลาดให้จังหวัดกว่า 56.24 ล้านบาทต่อปี โดยผู้บริโภคเห็นตรา GI บนงานจักสานไทย GI แล้วเชื่อมั่นเรื่องแหล่งผลิตและคุณภาพ นี่คือประโยคที่ควรจำ “กระจูดควนเคร็งสร้างมูลค่ากว่า 56.24 ล้านบาทต่อปี และยังมีศักยภาพเข้าสู่ตลาดใหม่ได้มากขึ้นเมื่อพัฒนารูปแบบร่วมสมัย” การสนับสนุนของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในด้านระบบควบคุมคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และช่องทางออนไลน์ยิ่งผลักให้สินค้า GI กลุ่มนี้ขยับเข้าใกล้ผู้บริโภคยุคดีไซน์ได้มากขึ้น

คล้าศรีบุญเรือง เมื่อวัสดุพื้นบ้านกลายเป็นแบรนด์ที่ตลาดต้องการ
คล้าศรีบุญเรืองคือตัวอย่างชัดเจนของการเปลี่ยนวัสดุพื้นบ้านให้เป็นตัวละครหลักในเรื่องราวแบรนด์ชุมชน พื้นที่อำเภอศรีบุญเรืองในหนองบัวลำภูมีลำน้ำธรรมชาติหลายสายและฝนตกชุกตลอดปี ทำให้ต้นคล้าเติบโตได้ดี มีความเหนียว แข็งแรง และทนทาน ชาวบ้านนำมาจักสานเป็นกระติ๊บข้าว ตะกร้า กระเป๋า และของใช้ต่างๆ ดึงจุดเด่นของทรัพยากรธรรมชาติมาสร้างคุณค่าและรายได้ให้ชุมชนศรีบุญเรือง นี่คือการตีความใหม่ต่อคำว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่ไม่หยุดอยู่แค่พิธีกรรมหรือความทรงจำ แต่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวันของคนเมือง
สถานะคล้าศรีบุญเรืองในฐานะสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของหนองบัวลำภู ต่อจากเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานและผ้าขิดสลับหมี่ ทำให้ชุมชนมีกรอบมาตรฐานชัด ไม่ใช่เพียงจักสานสวยแต่ต้องรักษาอัตลักษณ์แหล่งผลิตควบคู่กับการออกแบบร่วมสมัย ผลลัพธ์คือมูลค่าราว 4.2 ล้านบาทต่อปีที่สะท้อนว่าตลาดพร้อมจ่ายเมื่อเห็นคุณค่าของวัสดุธรรมชาติและเรื่องเล่าชุมชน ผู้บริโภคที่เลือกคล้าศรีบุญเรืองไม่ได้ซื้อแค่ตะกร้าหรือกระติ๊บข้าว แต่ซื้อประวัติของลำน้ำพะเนียง ลำน้ำพวย ลำน้ำพอง และลำน้ำมอที่หล่อเลี้ยงต้นคล้า และซื้อความตั้งใจของช่างจักสานที่อยากเห็นรายได้หมุนกลับบ้านเกิด

จากตรา GI สู่การออกแบบร่วมสมัยและบทบาทผู้บริโภค
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องตัวเลข คือวิธีคิดเชิงนโยบายที่ดันให้จักสานไทย GI หลุดพ้นจากการเป็นสินค้าชั่วคราวตามเทศกาล กรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุชัดว่าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือคุ้มครองอัตลักษณ์และชื่อเสียงที่เชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและรูปแบบร่วมสมัย สอดคล้องกับความต้องการตลาด แนวทางนี้สอดคล้องกับนโยบายระดับรองนายกรัฐมนตรีที่เน้นยกระดับสินค้าโดยเชื่อมโยงจุดแข็งพื้นที่กับโอกาสทางการค้า เมื่อรัฐให้กรอบชัด ชุมชนที่มีฝีมืออยู่แล้วก็พร้อมปรับดีไซน์ ภาคเอกชนจึงมีฐานร่วมงาน ส่วนผู้บริโภคมีตัวเลือกที่ดีขึ้นทั้งด้านสุนทรียะและความหมาย
หัวใจต่อจากนี้อยู่ที่การลงมือทำให้คำว่ายั่งยืนไม่หยุดแค่คำพูด นางสาวจิตติมาย้ำว่าสาระของการพัฒนาสินค้า GI คือการรักษาจุดเด่นและอัตลักษณ์แหล่งผลิตควบคู่กับการปรับให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตและความต้องการผู้บริโภคปัจจุบัน กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการทั้งด้านมาตรฐานการผลิต การพัฒนาสินค้า และการขยายช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้สินค้า GI เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่และสร้างรายได้กลับสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ในอีกด้าน ผู้บริโภคเองก็มีบทบาทสำคัญ การตั้งใจเลือกใช้จักสานไทย GI อย่างกระจูดควนเคร็งและคล้าศรีบุญเรือง คือการโหวตด้วยเงินให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมีที่ยืนในเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่แค่ในคำขวัญ







