ZestBuy

กรุงเทพฯ ติด Top 4 เมืองลักชัวรีของโลก และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องช้อปปิง

กรุงเทพฯ ติด Top 4 เมืองลักชัวรีของโลก และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องช้อปปิง Image1
กรุงเทพฯ ติด Top 4 เมืองลักชัวรีของโลก และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องช้อปปิง Image2
กรุงเทพฯ ติด Top 4 เมืองลักชัวรีของโลก และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องช้อปปิง Image3
กรุงเทพฯ ติด Top 4 เมืองลักชัวรีของโลก และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องช้อปปิง Image4
1 / 4
ความสนใจเที่ยวหรู

ล่าสุด Savills บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก
เผยรายงาน Global Luxury Retail 2026

พร้อมระบุว่า

👉 กรุงเทพมหานคร
ขึ้นอันดับ 4 ของโลก
ในฐานะเมืองที่แบรนด์ลักชัวรีเลือกเปิดสาขาใหม่มากที่สุด

รองจาก

  1. นิวยอร์ก

  2. ปักกิ่ง

  3. ปารีส

และแซงหน้าเมืองระดับโลกอีกหลายแห่งทั้งมิลาน โตเกียว ฮ่องกง และสิงคโปร์

ฟังดูเหมือนเป็นแค่ข่าววงการรีเทล

แต่จริง ๆ แล้ว
มันสะท้อนหลายอย่างเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เมือง และไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้มากกว่าที่คิด


🧠 1. ทำไมแบรนด์ลักชัวรีถึงเลือก “กรุงเทพฯ”?
เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นแค่เมืองท่องเที่ยวแล้ว

แต่กำลังกลายเป็น

👉 luxury destination ของภูมิภาคเอเชียจริง ๆ

ทั้งจาก

  • นักท่องเที่ยวต่างชาติ

  • กลุ่มคนมีกำลังซื้อสูง

  • expat

  • และ lifestyle culture ที่โตขึ้นเรื่อย ๆ


🛍️ 2. ยุคนี้แบรนด์หรูไม่ได้เปิดร้านเพื่อ “ขายของ” อย่างเดียว
แต่เปิดเพื่อสร้าง presence และประสบการณ์

ร้าน flagship ในเมืองใหญ่

คือการประกาศว่า

👉 “เมืองนี้สำคัญพอสำหรับเรา”

นี่คือเหตุผลที่แบรนด์ระดับโลกเลือกลงทุนกับเมืองหลักมากขึ้น
แม้จำนวนสาขาโดยรวมจะลดลง


✨ 3. กรุงเทพฯ กำลังถูกมองว่าเป็น “เมืองแห่งการใช้ชีวิต” มากขึ้น
ไม่ใช่แค่ shopping

แต่รวมถึง

☕ คาเฟ่
🍷 ร้านอาหาร fine dining
🏨 โรงแรม luxury
🎨 art & culture
และ wellness lifestyle

ทั้งหมดนี้ทำให้แบรนด์มองว่า
คนที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ “พร้อมใช้จ่ายกับประสบการณ์” มากขึ้น


🏙️ 4. ONE BANGKOK และ luxury mall ใหม่ ๆ เปลี่ยน landscape ของเมือง
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
กรุงเทพฯ มี development ขนาดใหญ่เกิดขึ้นเยอะมาก

ทั้ง

  • Siam Paragon

  • ICONSIAM

  • Central Embassy

  • EmQuartier

  • ONE BANGKOK

ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ห้าง

แต่ถูกออกแบบให้เป็น lifestyle ecosystem แบบเมืองระดับโลก


💭 5. สิ่งที่น่าสนใจ คือแบรนด์ลักชัวรีเริ่มมอง “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” สำคัญขึ้น
เพราะตลาดจีนเริ่มชะลอตัวในบางส่วน

แบรนด์จึงมองหาเมืองใหม่ที่มี potential สูง

และกรุงเทพฯ คือหนึ่งในเมืองที่ balance ทั้ง

👉 การท่องเที่ยว
👉 การใช้ชีวิต
👉 และกำลังซื้อได้ดีมาก


📱 6. Luxury ยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนรวยแบบเดิม
โซเชียลมีเดียทำให้ luxury culture เข้าถึงคนมากขึ้น

คนอาจไม่ได้ซื้อทุกอย่าง

แต่ยังอยาก “มีส่วนร่วม” กับโลกนั้น

ทั้งผ่านคาเฟ่ แฟชั่น การถ่ายรูป หรือการเดินดู store experience


🖤 7. การที่แบรนด์อย่าง The Row, Alaïa หรือ Acne Studios มาไทย
สะท้อนว่า “taste” ของผู้บริโภคไทยเปลี่ยนไปแล้ว

จากเมื่อก่อนที่ตลาดอาจเน้น logo luxury

ตอนนี้คนเริ่มสนใจแบรนด์ที่มี identity และ fashion credibility มากขึ้น


⚖️ 8. แต่ในอีกมุม มันก็สะท้อนความเหลื่อมล้ำของเมืองเหมือนกัน
เพราะในขณะที่ luxury retail โตมาก

ค่าครองชีพและราคาพื้นที่ในเมืองก็สูงขึ้นตาม

นี่คืออีกด้านของ global city
ที่ทั้งน่าตื่นเต้นและท้าทายพร้อมกัน


🌍 9. กรุงเทพฯ กำลังถูกมองเป็น “global city” มากขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ใช่แค่เพราะห้างหรู

แต่เพราะเมืองเริ่มมีบทบาทในเครือข่ายเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระดับโลกมากขึ้นจริง


✨ 10. และสุดท้าย แบรนด์ลักชัวรีไม่ได้เลือกเมืองจาก “เงิน” อย่างเดียว
แต่เลือกจากพลังของเมืองนั้นด้วย

ทั้งพลังของผู้คน
วัฒนธรรม
และ lifestyle ที่ทำให้แบรนด์รู้สึกว่า

👉 “ที่นี่คืออนาคต”


🎯 สรุปสั้น ๆ
การที่กรุงเทพฯ ติดอันดับ 4 เมืองที่แบรนด์ลักชัวรีเปิดร้านใหม่มากที่สุดในโลก

ไม่ใช่แค่เรื่องของห้างหรือแฟชั่น

แต่สะท้อนว่า
กรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของโลก
ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมร่วมสมัยมากขึ้นเรื่อย ๆ


💭 ลองถามตัวเองดู
เวลาคุณเดินผ่านร้าน luxury brand

คุณมองเห็นแค่ “สินค้า”

หรือกำลังเห็นว่า
👉 เมืองนี้กำลังเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบแล้วจริง ๆ กันแน่?

บางที…
สิ่งที่แบรนด์ลักชัวรีลงทุนมากที่สุด

อาจไม่ใช่ตัวร้าน

แต่คือการลงทุนกับ
“อนาคตของเมืองนั้น” ก็พอ 🏙️✨

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น