เคยไหม
รู้สึกโคลงเคลงตลอดเวลา
เหมือนพื้นไม่นิ่ง
เดินแล้วไม่มั่นใจ
ทั้งที่ไปตรวจแล้ว
หมอบอกว่า “ไม่เจออะไรผิดปกติ”
อาการแบบนี้
อาจไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง
แต่อาจเป็นภาวะที่เรียกว่า
PPPD (Persistent Postural Perceptual Dizziness)
PPPD คืออะไร
PPPD คือภาวะเวียนศีรษะเรื้อรัง
ที่เกิดจาก “การประมวลผลการทรงตัวของสมองผิดปกติ”
สำคัญคือ
ไม่ใช่ปัญหาที่หู
ไม่ใช่ความผิดปกติของสมองเชิงโครงสร้าง
และตรวจไม่เจอจากเอกซเรย์หรือเลือด
แต่เป็น “การทำงาน” ของระบบทรงตัวที่เพี้ยนไป
อาการที่พบบ่อย
คนที่เป็น PPPD มักจะมีอาการ
📌 เวียนศีรษะแบบโคลงเคลง ไม่มั่นคง
📌 รู้สึกเหมือนตัวเองหรือสิ่งรอบตัวโยก
📌 เป็นต่อเนื่องเกิน 3 เดือน
📌 เป็นแทบทุกวัน แต่ความหนักเบาสลับกัน
📌 แย่ลงเมื่อเคลื่อนไหว หรืออยู่ในที่วุ่นวาย
เช่น
ห้างสรรพสินค้า
ถนนคนเยอะ
หรือที่มีแสง/ภาพเคลื่อนไหวมาก
ทำไมตรวจไม่เจอ แต่รู้สึกจริง
สิ่งที่ทำให้ PPPD น่าสับสนคือ
“ตรวจไม่เจอ แต่คนไข้รู้สึกจริง”
เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่อวัยวะ
แต่อยู่ที่ “การตีความของสมอง”
ปกติร่างกายเราจะใช้ข้อมูลจาก
ตา
หูชั้นใน
และระบบรับรู้การเคลื่อนไหว
เพื่อรักษาสมดุล
แต่ใน PPPD
สมองจะ “ระวังตัวเกินไป”
ทำให้
รับสัญญาณมากเกิน
ตีความผิด
และรู้สึกเหมือนโลกไม่มั่นคงตลอดเวลา
เกี่ยวกับความเครียดไหม?
PPPD ไม่ใช่โรคจิตเวช
แต่ “ความเครียด” และ “ความกังวล”
สามารถ
กระตุ้น
หรือทำให้อาการแย่ลงได้
เพราะสมองอยู่ในโหมดตื่นตัวสูง
ยิ่งกลัว → ยิ่งระวัง → อาการยิ่งชัด
กลายเป็นวงจรที่วนไปเรื่อย ๆ
ใครเสี่ยงเป็นบ้าง
คนที่เคยมีอาการเวียนศีรษะมาก่อน
ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
มักพบในวัย 50+
แต่สามารถเกิดในวัยอื่นได้
และพบได้ถึง
ประมาณ 20% ของคนที่เวียนศีรษะเรื้อรัง
รักษาได้ไหม
ข่าวดีคือ
รักษาให้ดีขึ้นได้
แนวทางหลักคือ
การทำกายภาพระบบทรงตัว (Vestibular rehab)
การปรับพฤติกรรม
การลดความกังวล
และบางกรณีอาจใช้ยา
สิ่งสำคัญคือ
“ความเข้าใจโรค”
เพราะยิ่งเข้าใจ
ยิ่งไม่กลัว
อาการก็ยิ่งดีขึ้น
ชีวิตยังใช้ได้ตามปกติ
หนึ่งในสิ่งที่แพทย์มักแนะนำคือ
“อย่าหยุดใช้ชีวิต”
เพราะการหลีกเลี่ยงทุกอย่าง
จะทำให้สมองยิ่งไวเกินไป
การค่อย ๆ กลับไปใช้ชีวิตปกติ
คือส่วนหนึ่งของการรักษา
PPPD คือโรคที่มองไม่เห็น
แต่ส่งผลจริงกับชีวิต
มันไม่ได้แปลว่า
คุณอ่อนแอ
หรือคิดไปเอง
แต่มันคือ
“ระบบในร่างกายกำลังสับสน”
และข่าวดีคือ
มันสามารถปรับกลับมาได้
ด้วย
ความเข้าใจ
ความสม่ำเสมอ
และการดูแลตัวเอง
เพราะบางครั้ง
สิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่การหาคำตอบใหม่
แต่คือการเข้าใจว่า
ร่างกายเรากำลังพยายามปรับตัวอยู่



