สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยช่วงต้นปี 2569 เริ่มน่าจับตา หลังจากกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและสถานศึกษา ซึ่งเป็นจุดที่การแพร่กระจายของเชื้อเกิดขึ้นได้ง่าย
ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคของกรมควบคุมโรค ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 9 มีนาคม 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แล้ว 137,276 ราย หรือคิดเป็นอัตราป่วยประมาณ 211.48 ต่อประชากรแสนคน และมีรายงานผู้เสียชีวิต 8 ราย
กลุ่มที่พบการติดเชื้อมากที่สุดคือ เด็กวัยเรียน โดยเฉพาะช่วงอายุ
5–9 ปี
0–4 ปี
10–14 ปี
สาเหตุสำคัญมาจากการรวมตัวกันในโรงเรียนหรือสถานศึกษา ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้รวดเร็วผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน
ในด้านพื้นที่ที่มีอัตราการป่วยสูง พบว่าหลายจังหวัดในภาคเหนือมีจำนวนผู้ติดเชื้อค่อนข้างมาก เช่น พะเยา พิษณุโลก เชียงใหม่ และลำพูน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการรายงานผู้ป่วยต่อเนื่องในช่วงนี้
สำหรับผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็น ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น
โรคหัวใจ
โรคปอด
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
กลุ่มเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่สูงกว่าคนทั่วไป
หากมองภาพรวมย้อนหลัง ในปี 2568 ประเทศไทยเคยพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่รวมกว่า 1.19 ล้านราย และมีผู้เสียชีวิต 129 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อกิจกรรมทางสังคม การเดินทาง และการรวมตัวของผู้คนกลับมาเป็นปกติมากขึ้นหลังช่วงโรคระบาดในอดีต
หน่วยงานด้านสาธารณสุขจึงแนะนำให้ประชาชนดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น
ล้างมือบ่อย ๆ
สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่แออัด
หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย
รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง
หากมีอาการ ไข้สูง ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หรืออ่อนเพลียผิดปกติ ควรพักผ่อนและหลีกเลี่ยงการไปในที่สาธารณะ และหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 1–2 วัน หรือมีอาการหอบเหนื่อย ควรรีบพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
แม้ไข้หวัดใหญ่จะเป็นโรคที่พบได้ทุกปี แต่การเฝ้าระวังและป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความรุนแรงของโรค และช่วยควบคุมการระบาดไม่ให้ลุกลามในวงกว้างได้


