World’s First Happiness Destination: ห้างสรรพสินค้าที่นิยามตัวเองด้วยความสุข
Happitat คือโครงการรีเทลเชิงผสมที่ CP AXTRA ลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาทบนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ย่านบางนา กม.7 เพื่อสร้าง “World’s First Happiness Destination” ซึ่งผสานค้าปลีก อาหาร ไลฟ์สไตล์ การเรียนรู้ ความบันเทิง และประสบการณ์ดิจิทัลเข้าด้วยกันในจุดหมายเดียวสำหรับทุกเจเนอเรชัน. โดยเปิดประตูต้อนรับผู้คนอย่างเป็นทางการวันที่ 21 สิงหาคม 2569 และถูกวางให้เป็น Master Model สำหรับศูนย์การค้าใหม่ในอนาคต. แก่นสำคัญของ Happitat คือการประกาศว่า “ห้าง” แบบเดิมที่เน้นพื้นที่ขายอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์คนยุคนี้อีกต่อไป ผู้บริโภคต้องการสถานที่ที่ใช้ชีวิตได้ทั้งวัน ตั้งแต่กิน เที่ยว ทำงาน พักผ่อน ไปจนถึงเรียนรู้ในพื้นที่เดียว. การใช้แนวคิด Happiness-Led Destination จึงเป็นการส่งสารตรงไปยังตลาดรีเทลว่า ยุคของศูนย์การค้าที่วัดคุณค่าด้วยยอดขายเพียงอย่างเดียวกำลังจะผ่านไปแล้ว.

โมเดลใหม่ของห้างสรรพสินค้าไทย: จาก “มอลล์” สู่ “เดสติเนชันแห่งการใช้ชีวิต”
หัวใจเชิงกลยุทธ์ของ Happitat คือการขยับจากศูนย์การค้าสู่ Destination ที่รวมค้าปลีก อาหาร ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง การเรียนรู้ และบริการไว้ในที่เดียว เพื่อให้คนทุกวัยใช้เวลาร่วมกันได้นานขึ้น. CP AXTRA วางโครงการนี้เป็นต้นแบบของแนวคิด Happy & Healthy Mall เชื่อมโยงอาหาร สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และชุมชน ไม่ใช่แค่พื้นที่ช้อปปิ้ง แต่คือ Happy-Healthy Lifestyle Destination บนพื้นที่กว่า 200,000 ตารางเมตร. ตามคำกล่าวของเบญจวรรณ อ่องศรี “ผู้บริโภคในวันนี้ไม่ได้มองหาเพียงสถานที่เพื่อการจับจ่าย แต่มองหาพื้นที่ที่สามารถใช้ชีวิต ใช้เวลา และตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลายมิติมากขึ้น”. นี่คือคำประกาศชัดเจนว่าห้างสรรพสินค้าไทยกำลังต้องเปลี่ยนบทบาทจากศูนย์รวมสินค้าเป็นศูนย์รวมคุณภาพชีวิต และถ้า Happitat สร้างเหตุผลให้คนอยากกลับมาใช้เวลาซ้ำได้ โมเดลนี้มีโอกาสกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของศูนย์การค้าใหม่กรุงเทพและเมืองอื่นต่อไป.

สามอาคารหลักและประสบการณ์ดิจิทัล: ทำไมบางนาถึงกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่
การออกแบบเชิงพื้นที่ของ Happitatตอกย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้แข่งแค่กับห้าง แต่แข่งกับไลฟ์สไตล์ย่านใจกลางเมือง Bloominas บนพื้นที่กว่า 64,882 ตารางเมตร 8 ชั้นเป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม ครบทั้งร้านค้า ร้านอาหาร เทคโนโลยี สุขภาพ ความงาม และบริการประจำวัน. Wonderwild บนพื้นที่กว่า 47,197 ตารางเมตร 5 ชั้น เจาะครอบครัว เน้น Edutainment และกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับทุกวัย ขณะที่ Festie Town แบบ Semi-Outdoor รองรับกิจกรรมและอีเวนต์ รวมถึง Lumis Theater Hall สำหรับคอนเสิร์ต โชว์ และนิทรรศการ. สิ่งที่ทำให้ Happitat ต่างจากห้างสรรพสินค้าไทยอื่นคือการลงทุนในประสบการณ์ดิจิทัลอย่างจริงจัง Grand Stairs กลายเป็นแลนด์มาร์กบางนาแห่งใหม่ด้วยจอดิจิทัลภายในอาคารขนาด 385 ตารางเมตร ยาวกว่า 50 เมตร พร้อม Immersive Experience เช่น The Butterfly Trail ที่ใช้ Mixed Reality และ Forest of Time ที่เป็น Interactive Immersive ชวนเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ผืนป่า. ถ้าคุณคิดว่าห้างคือที่เดินดูตู้โชว์สินค้า รุ่นใหม่ของห้างกำลังจะเป็นที่ดูประสบการณ์ดิจิทัลมากกว่านั้น.

เป้าหมายทราฟฟิก 8 หมื่นคนต่อวัน: บางนากำลังท้าชนย่านใจกลางเมือง
CP AXTRA ตั้งเป้าให้ Happitat มีผู้เข้าใช้บริการ 50,000–80,000 คนต่อวัน หรือประมาณ 19 ล้านคนต่อปี ซึ่งเทียบได้กับทราฟฟิกของศูนย์การค้าใหญ่ในโซนกลางเมือง. นี่ไม่ใช่ตัวเลขสวยบนสไลด์ แต่เป็นการเดิมพันว่าเขตตะวันออกของกรุงเทพฯ สามารถกลายเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ใหม่ได้ หากมีเดสติเนชันที่ทรงพลังพอจะดึงคนออกจากย่านเดิม. โครงการนี้ยังถูกใช้เป็นสนามทดลองร้านค้าและ Flagship Store รูปแบบใหม่ รวมถึง Lotus’s PRIVÉ Happitat ในแนวคิด Happy & Healthy และ 7-Eleven สาขา Character Themed Store แรกของประเทศ. Occupancy ของโครงการอยู่ราว 80% และคาดว่าจะขยับเป็น 85% ภายในสิ้นปี ซึ่งแสดงว่าตลาดฝั่งผู้เช่ามองเห็นศักยภาพของโมเดลนี้เช่นกัน. หากทราฟฟิกที่ตั้งเป้าไว้ทำได้จริง บางนาอาจเปลี่ยนจาก “ทางผ่านไปสนามบิน” เป็นแลนด์มาร์กบางนาที่คนตั้งใจเดินทางมาเพื่อใช้ชีวิตตลอดวัน.

ก้าวต่อไปของค้าปลีก: ความสุข ความยั่งยืน และห้างที่มีหน้าที่มากกว่าขายของ
สิ่งที่น่าสนใจคือ CP AXTRA ไม่ได้มอง Happitat เป็นโมเดลที่ต้องทำซ้ำทุกทำเล แต่จะเลือกขยายเฉพาะพื้นที่ที่ศักยภาพตอบรับแนวคิดเดสติเนชัน เช่นนี้ และหากโมเดลไหนไม่ตอบโจทย์ก็ไม่จำเป็นต้องเดินต่อ. พร้อมกันนั้น บริษัทยังเดินหน้าปรับศูนย์การค้าในเครือแม็คโครและโลตัส 60 โครงการในช่วงปี 2569–2570 ให้เข้าใกล้แนวคิด Happy & Healthy Mall มากขึ้น. Happitat ยังลงทุนในมิติความยั่งยืน ทั้งพื้นที่สีเขียวกว่า 30 ไร่ ระบบอาคารรับแสงธรรมชาติ เป้าหมาย Zero Waste to Landfill และ “ตลาดใจดี” สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง. ในภาพใหญ่ นี่สะท้อนว่าห้างสรรพสินค้าไทยยุคใหม่ต้องรับบทมากกว่าผู้ขายสินค้า แต่ต้องเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ที่ดูแลสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจชุมชน และคุณภาพชีวิตผู้คนไปพร้อมกัน. ถ้า Happitat ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าการไปห้างคือการดูแลตัวเองและส่วนรวม ไม่ใช่แค่การใช้จ่าย ค้าปลีกไทยก็อาจขยับบทบาทขึ้นสู่เวทีระดับภูมิภาคได้ตามที่ตั้งใจไว้.







