สตรีทฟู้ดบนกระดานหุ้นคืออะไร และทำไมต้องสนใจ
สตรีทฟู้ดบนกระดานหุ้น หมายถึงธุรกิจอาหารริมถนนหรือร้านเล็กที่เติบโตจนสร้างระบบการผลิต การกระจายสินค้า และโครงสร้างบริษัทให้ได้มาตรฐานเพียงพอจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นแบรนด์อาหารตลาดหลักทรัพย์ที่นักลงทุนเข้ามาถือหุ้นได้ การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้สตรีทฟู้ดไม่ใช่แค่เมนูอร่อยริมทาง แต่กลายเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ต้องตอบโจทย์กำไร การเติบโต และการแข่งขันเทียบเท่าธุรกิจใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหาร
มุมมองของผู้เขียนคือ การที่ธุรกิจอาหารริมถนนก้าวเข้าสู่การเป็นแบรนด์อาหารตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่เรื่องแฟชั่น แต่เป็นบททดสอบว่าแบรนด์สตรีทฟู้ดเข้าจดทะเบียนได้แล้วจะรักษาเสน่ห์เดิมควบคู่กับวินัยทางการเงินได้หรือไม่ ตัวอย่างทั้งโอ้กะจู๋ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว และแม่ซู่กี๊ ขนมไทย สะท้อนชัดว่าเส้นทางนี้เต็มไปด้วยโอกาสและกับดัก ใครคิดลงทุนหรือขยายธุรกิจอาหารต้องมองให้ไกลกว่าคิวหน้าร้าน เห็นทั้งโครงสร้างต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภค และรูปแบบการขยายตลาดอาหารในระยะยาว
โอ้กะจู๋ รายได้โตแต่กำไรหด การบ้านยากของแบรนด์ที่โตเร็วเกินไป
กรณีของโอ้กะจู๋คือสัญญาณเตือนว่า การโตไวไม่เท่ากับการโตอย่างยั่งยืน หลังเข้าจดทะเบียนปลายปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมเพิ่มเป็น 2,726 ล้านบาทในปี 2568 จาก 2,421 ล้านบาทในปีก่อนหน้า แต่กำไรสุทธิลดลงเหลือ 70 ล้านบาทจาก 201.7 ล้านบาท หดตัวราว 65 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้บอกตรงๆ ว่าแบบจำลองธุรกิจภายใต้แรงกดดันของตลาดทุนยังไม่ลงตัว
เบื้องหลังคือการแข่งขันร้านอาหารที่รุนแรง ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น ทั้งในห้างและเดลิเวอรี ทำให้ยอดขายสาขาเดิมของโอ้กะจู๋ลดลง โดยเฉพาะสาขาในเมืองและทำเลที่มีคู่แข่งหนาแน่น สอดคล้องกับจำนวนลูกค้า Dine in ที่หดตัวในช่วงฤดูฝนและการใช้จ่ายที่ระมัดระวังมากขึ้นของผู้บริโภค ขณะที่บริษัทเดินหน้าขยายสาขาและแตกแบรนด์ใหม่ ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนแรงงานและค่าใช้จ่ายคงที่สูงเมื่อยอดขายไม่เข้าเป้า หากจะเป็นแบรนด์อาหารตลาดหลักทรัพย์ที่น่าลงทุน โอ้กะจู๋ต้องพิสูจน์ว่าควบคุมต้นทุนและออกแบบพอร์ตแบรนด์ให้ทำกำไรได้จริง ไม่ใช่แค่ขยายสาขาเพื่อให้ตัวเลขรายได้ดูสวย
ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว จากรถเข็นแฟรนไชส์สู่การเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์
ด้านชายสี่บะหมี่เกี๊ยวคือภาพกลับด้านของโอ้กะจู๋ จากจุดเริ่มต้นร้านริมทางที่เน้นผ้าขี้ริ้วหลากสีและเสียงเช็ดตู้กระจกดึงลูกค้า พัฒนามาเป็นแฟรนไชส์บะหมี่เกี๊ยวรถเข็นนับพันสาขา ก่อนจะปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นชายสี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ หลังแผนเดิมที่จะเข้าตลาด MAI ภายในปี 2564 ต้องชะลอเพราะผลกระทบจากโควิด 19
ข้อมูลรายได้ย้อนหลังของชายสี่ คอร์ปอเรชั่นชี้ให้เห็นว่าธุรกิจนี้ไม่ได้พึ่งดวง แต่ค่อยๆ สร้างฐานรายได้และกำไรให้แน่นขึ้น ปี 2560 บริษัทมีรายได้ 291.42 ล้านบาท กำไร 17.40 ล้านบาท เพิ่มเป็นรายได้ 835.77 ล้านบาท กำไร 24.57 ล้านบาทในปี 2561 และขยับขึ้นเป็นรายได้กว่า 1,044.66 ล้านบาท กำไร 40.54 ล้านบาทในปี 2562 ก่อนจะทรงตัวแถว 900 949 ล้านบาทพร้อมกำไรหลักสี่สิบกว่าล้านในช่วงปี 2563 2564 การนำรายได้จากบริษัทลูกด้านเครื่องปรุงมารวมและขยายตลาดไป CLMV ทำให้แบรนด์มีโครงสร้างรายได้ที่หลากหลายขึ้น จุดแข็งของชายสี่คือการมีโมเดลแฟรนไชส์ที่พิสูจน์มาแล้วในสนามจริง แต่เมื่อกลายเป็นแบรนด์อาหารตลาดหลักทรัพย์ แฟรนไชซีและนักลงทุนจะเริ่มตั้งคำถามเรื่องมาตรฐาน ความโปร่งใส และการแบ่งผลประโยชน์มากขึ้นตามไปด้วย
แม่ซู่กี๊ ขนมไทย โมเดลเติบโตผ่านค้าปลีกสมัยใหม่และการบริหารต้นน้ำ
แม่ซู่กี๊ ขนมไทย แม้ยังไม่ประกาศเดินหน้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ แต่คือกรณีศึกษาสำคัญของการขยายตลาดอาหารผ่านช่องทางค้าปลีกขนาดใหญ่ แบรนด์เริ่มจากการแปรรูปกล้วยน้ำว้าของเกษตรกรเป็นกล้วยบวชชี กล้วยปิ้ง และขนมไทยหลายเมนู แล้วต่อยอดสู่ขนมหวานพร้อมทานที่วางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ การทำงานร่วมกับทีม QA และการพัฒนากระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพใหม่ทั้งหมด ทำให้สินค้าขนมไทยเข้าเกณฑ์มาตรฐานสากลโดยไม่ทิ้งเอกลักษณ์รสชาติ
หัวใจของโมเดลแม่ซู่กี๊คือการบริหารต้นน้ำ รับซื้อกล้วยน้ำว้าจากเกษตรกรเฉลี่ยกว่า 48,000 กิโลกรัมต่อเดือนจากหลายจังหวัด เพื่อนำมาแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายเมนูและขยายพอร์ตในร้านสะดวกซื้อถึง 12 รายการ กำลังการผลิตกว่า 120,000 ชิ้นต่อวันช่วยให้แบรนด์ครองใจลูกค้าได้ต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัททำรายได้ 416 ล้านบาท เติบโต 8 เปอร์เซ็นต์ กรณีนี้ชี้ชัดว่า การขยายตลาดอาหารให้เติบโตระดับประเทศไม่จำเป็นต้องเร่งเข้ากระดานหุ้นทันที แต่อาจใช้เวลาสั่งสมระบบวัตถุดิบ การผลิต และแบรนด์ให้แข็งแรงก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเดินสู่ตลาดทุนหรือรักษาความคล่องตัวในฐานะธุรกิจเอกชนต่อไป

เมื่อผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น ใครจะอยู่รอดในสมรภูมิอาหาร
สามกรณีศึกษาบอกสิ่งเดียวกันว่า ยุคนี้ธุรกิจอาหารไม่ได้แข่งกันที่รสชาติอย่างเดียวอีกต่อไป การขยายตลาดอาหารจากริมถนนสู่ระดับประเทศและตลาดทุนต้องตอบโจทย์สามด้านพร้อมกัน หนึ่ง ระบบหลังบ้านที่จัดการวัตถุดิบ ต้นทุนแรงงาน และสาขาได้อย่างมีวินัย สอง ความเข้าใจผู้บริโภคที่มีทางเลือกมากขึ้นทั้งออฟไลน์ออนไลน์ และสาม การสร้างแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนแต่ยืดหยุ่นพอจะทดลองโมเดลใหม่ เช่น Fast Casual Serve หรือสินค้าในรูปแบบเดลิเวอรีและคีออสต์
ในแผนปี 2569 โอ้กะจู๋เตรียมพัฒนาแบรนด์ใหม่อย่าง Wrap & Roll และร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเปิดสาขาในสถานีบริการน้ำมันภายใต้โมเดล Fast Casual Serve เพื่อเข้าใกล้ผู้บริโภคบนเส้นทางหลักมากขึ้น นี่คือภาพรวมของธุรกิจอาหารริมถนนที่ต้องคิดในมุมเครือข่ายและประสบการณ์ลูกค้า ไม่ใช่แค่ร้านเดียว สำหรับผู้ประกอบการสตรีทฟู้ด การฝันไกลถึงตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เรื่องเกินเอื้อม แต่คำถามสำคัญกว่าคือ แบรนด์พร้อมจะเปลี่ยนจากการคิดแบบเจ้าของร้าน มาเป็นการคิดแบบกิจการที่ตอบคำถามนักลงทุนและผู้บริโภคพร้อมกันหรือยัง ส่วนในมุมผู้ลงทุน แบรนด์สตรีทฟู้ดที่กำลังเข้าสู่ตลาดทุนจึงควรดูเกินกว่าความดัง ต้องดูคุณภาพกำไร การจัดการต้นทุน และความสามารถในการอยู่รอดท่ามกลางตัวเลือกที่ล้นตลาดของผู้บริโภค






