ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ซัมมิต Superintelligence ของทรัมป์ เมื่อคำมั่น AI safety แทนที่จะเป็นกฎหมาย

ซัมมิต Superintelligence ของทรัมป์ เมื่อคำมั่น AI safety แทนที่จะเป็นกฎหมาย
ความสนใจ|อเมริกา-แคนาดา

นิยามซัมมิต Superintelligence และสัญญา AI safety แบบไร้พันธะ

ซัมมิต Superintelligence ของโดนัลด์ ทรัมป์คือการประชุมระหว่างผู้นำบิ๊กเทคและทำเนียบขาวที่นำไปสู่ข้อตกลง AI safety แบบสมัครใจ เน้นให้บริษัทตั้งระบบตรวจสอบภายในและจ้างผู้ประเมินภายนอก แต่ไม่มีข้อผูกมัดทางกฎหมายหรือกลไกบังคับใช้ เปลี่ยนชื่อเทคโนโลยีจาก Artificial Intelligence เป็น Super Intelligence โดยอาศัยคำสั่งฝ่ายบริหาร มากกว่ากฎหมายที่ผ่านร่างโดยสภา นับเป็นตัวอย่างชัดเจนของการกำหนดนโยบาย AI สหรัฐฯ ที่โฟกัสภาพลักษณ์และวาทกรรมมากกว่าการกำกับดูแลเชิงโครงสร้าง แก่นของเรื่องนี้คือ ประธานาธิบดีทรัมป์โน้มน้าวให้หกบริษัท AI ชั้นนำ Meta Google OpenAI Anthropic Nvidia และ xAI ลงชื่อในเอกสารชื่อ White House Accord on Superintelligence ซึ่งถูกระบุชัดว่าเป็นกฎกติกาแบบไม่ผูกพันและคลุมเครือ ไม่ได้ “บังคับให้ทำอะไร” แต่อย่างน้อยเปิดทางให้บริษัท “ตั้งกติกาเอง” ได้ ทรัมป์ถึงกับเรียกเอกสารนี้ว่าเป็นเหมือนรัฐธรรมนูญของอุตสาหกรรมและย้ำต่อหน้าสื่อว่ามันเป็นข้อตกลงที่ “ผูกมัดทางศีลธรรม” เท่านั้น

ซัมมิต Superintelligence ของทรัมป์ เมื่อคำมั่น AI safety แทนที่จะเป็นกฎหมาย

จาก AI เป็น Super Intelligence เปลี่ยนชื่อแทนที่จะเปลี่ยนกติกา

สิ่งที่น่าสนใจในนโยบาย AI สหรัฐฯ ชุดนี้คือ รัฐเลือกเปลี่ยนคำเรียกแทนที่จะเปลี่ยนโครงสร้างกำกับดูแล ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้หน่วยงานรัฐบาลกลางใช้คำว่า Super Intelligence และตัวย่อ SI แทน Artificial Intelligence และ AI ในเอกสารราชการ เว็บไซต์ รายงาน และเอกสารนโยบายทุกประเภทเท่าที่กฎหมายอนุญาต แต่คำสั่งนี้ยังไม่มีแม้แต่คำจำกัดความชัดเจนของ Super Intelligence และต้องมอบหมายให้ผู้ช่วยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปช่วยหน่วยงานอื่นกำหนดนิยามให้เสร็จภายใน 60 วัน การเน้น “แบรนด์” มากกว่ากติกา ส่งสัญญาณว่าเป้าหมายทางการเมืองคือสร้างภาพว่าอเมริกานำหน้าในเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ มากกว่าจะยอมวางกรอบที่ยุ่งยากต่อบิ๊กเทค การหลุดปากของอีลอน มัสก์ที่เผลอใช้คำว่า AI ก่อนรีบแก้เป็น S.I. ต่อหน้าทรัมป์ยิ่งสะท้อนว่าการรีแบรนด์นี้เป็นการเมืองภาษามากกว่าความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีจริง

ข้อตกลง AI safety ที่บิ๊กเทคกำกับดูแลตัวเอง

ในทางเนื้อหา White House Accord บอกว่าทุกบริษัทต้องรับผิดชอบพัฒนาเทคโนโลยีของตนให้ปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ใช้ โดยเริ่มจากการมี “กระบวนการและการควบคุมภายในที่เชื่อถือได้” สำหรับการฝึกและปล่อยโมเดลล้ำหน้า โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงไซเบอร์ ชีวภาพ และสารเคมี และต้องทำให้แน่ใจว่าโมเดลไม่หลุดไปแฮกหรือเข้าถึงระบบเทคนิคโดยไม่ได้ตั้งใจ มาตรการถูกแจกแจงเป็นสี่ชั้น ทั้งระบบควบคุมภายใน ทีมภายในที่ตรวจว่าทุกอย่างทำงานตามตั้งใจ ผู้ประเมินภายนอกที่ทำการตรวจสอบอย่างอิสระ และคณะกรรมการอิสระในบอร์ดบริษัทที่คอยรับรายงานและผลักดันการแก้ปัญหา ฟังดูเข้มข้น แต่เอกสารกลับไม่อธิบายเลยว่า “เชื่อถือได้” แปลว่าอะไร ต้องตรวจบ่อยแค่ไหน หรือมีมาตรฐานขั้นต่ำอะไร เอกสารยังย้ำว่าไม่มีข้อบังคับทางกฎหมายให้ต้องทำตาม ไม่มีการกำกับ ไม่มีโทษถ้าไม่ทำ เป็นเพียงกรอบกว้างๆ ที่ผลักให้บิ๊กเทคกำกับดูแลตัวเองและประชุมกันเป็นระยะเพื่อคุยเรื่องมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีกว่าเดิมเท่านั้น นี่คือการโอนความเสี่ยงจากรัฐไปไว้ในมือบริษัทที่มีผลประโยชน์ตรงข้ามกับการควบคุมเข้มงวด

ซัมมิตกับผู้นำเทคโนโลยี ภาพลักษณ์ความร่วมมือมากกว่าการออกกฎหมาย

มื้อกลางวันที่ทำเนียบขาวครั้งนี้ถูกออกแบบให้เป็นภาพจำของเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ เมื่อทรัมป์เชิญผู้บริหารระดับแถวหน้า ตั้งแต่อีลอน มัสก์ เจนเซน หวง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ไปจนถึงดาริโอ อาโมเดอี มาร่วมโต๊ะเพื่อคุยเรื่องอนาคตของ AI และความปลอดภัย เขาเรียกข้อตกลงใหม่นี้ว่า “รัฐธรรมนูญ” ของอุตสาหกรรม และตอบคำถามนักข่าวว่าเอกสารนี้ “ผูกมัดทางศีลธรรม” พร้อมพูดถึงแนวคิด “การตรวจตรากันเองครั้งใหญ่” และคณะกรรมการราวสิบคนที่จะมาดูแลทั้งระบบ อาโมเดอีซึ่งเคยเรียกร้องให้มีมาตรการ AI ที่เข้มงวดและชะลอการพัฒนาโมเดลล้ำหน้า ถูกดึงขึ้นมาพูดต่อหน้าสื่อ เขาย้ำว่า AI มี “ประโยชน์มหาศาล” แต่ก็มี “ความเสี่ยงจริงมาก” และต้องให้รัฐกับเอกชนร่วมมือกันเพื่อให้สหรัฐฯ “ชนะอย่างปลอดภัย” ขณะที่ทรัมป์และซักเคอร์เบิร์กยืนหัวเราะคุยกันเบาๆ อยู่ด้านหลัง บรรยากาศแบบนี้ทำให้ซัมมิตดูเหมือนเวทีประชาสัมพันธ์ความร่วมมือมากกว่าการวางกรอบกำกับดูแลที่มีเขี้ยวเล็บ

ทำเนียบขาวปล่อยให้ประตูเปิดไว้ แต่ไม่กล้าเดินเข้ากฎหมาย

แม้เอกสารจะเปิดช่องไว้ว่าวันหนึ่ง “อาจเหมาะสมที่จะทำให้ขั้นตอนเหล่านี้กลายเป็นกฎหมายหรือกฎระเบียบ” แต่ก็ไม่มีกำหนดเวลา ไม่มีร่างกฎหมายรองรับ และไม่มีคำสัญญาว่ารัฐจะลงมือเปลี่ยนข้อตกลง AI safety ให้เป็นข้อบังคับจริง ในตอนนี้ สิ่งเดียวที่จับต้องได้คือบริษัทที่ร่วมลงชื่อจะประชุมกันเป็นประจำเพื่อกำหนดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยให้ดีขึ้น และช่วยนิยามว่า Super Intelligence คืออะไรภายในกรอบเวลา 60 วันของฝ่ายบริหาร เมื่อพิจารณาเชิงนโยบาย นี่สะท้อนความเชื่อของทรัมป์ว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่จำเป็นต้องมีกฎเข้ม ยกเว้นเรื่องชื่อเรียกที่ต้องถูกรีแบรนด์ให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้น มุมมองแบบนี้อาจทำให้สหรัฐฯ เสี่ยงกลายเป็นเวทีทดลองโมเดลล้ำหน้า โดยมีแค่คำมั่นทางศีลธรรมและการกำกับดูแลโดยบิ๊กเทคเป็นเกราะกันภัย การจะทำให้เทคโนโลยี Super Intelligence เติบโตอย่างรับผิดชอบจึงต้องเกินกว่าคำประกาศสมัครใจและก้าวเข้าสู่การออกกฎหมายที่มีการบังคับใช้จริง หากไม่อยากให้คำว่า AI safety กลายเป็นเพียงตรายางทางการเมือง

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!