ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จาก AI สู่ Superintelligence เมื่อทรัมป์เลือกเสี่ยงด้วยการคุมตัวเองมากกว่ากฎหมาย

จาก AI สู่ Superintelligence เมื่อทรัมป์เลือกเสี่ยงด้วยการคุมตัวเองมากกว่ากฎหมาย
ความสนใจ|อเมริกา-แคนาดา

Superintelligence คืออะไร และทำไมทรัมป์ถึงเลือกเริ่มจากการเปลี่ยนชื่อ

Superintelligence คือคำเรียกใหม่ที่รัฐบาลสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ใช้แทนคำว่า AI เพื่อวางตำแหน่งเทคโนโลยีนี้ให้เป็นขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ระดับสูงสุด ครอบคลุมปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เศรษฐกิจ ความมั่นคง และอิทธิพลทางมาตรฐานสากล ไม่ใช่แค่เครื่องมือซอฟต์แวร์ทั่วไป แต่เป็นพรมแดนใหม่ที่รัฐต้องเร่งพัฒนา ปกป้องจากข้อจำกัดที่อาจลดความได้เปรียบ และใช้เป็นฐานสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีในระดับโลก

คำตอบสั้นๆ ว่า ทรัมป์ นโยบาย AI คืออะไร ก็คือการเมืองเรื่องคำและเกมยาวเรื่องอำนาจ ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศบนเวทีสหประชาชาติว่าเอกสารของสหรัฐจะเลิกใช้คำว่า AI แล้วหันมาใช้คำว่า ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง หรือ Super Intelligence แทน ก่อนจะตามมาด้วยคำสั่งฝ่ายบริหารที่บังคับให้ทุกหน่วยงานของรัฐบาลกลางต้องใช้คำใหม่นี้ในการติดต่อราชการ เอกสารนโยบาย และการสื่อสารสาธารณะ และเลิกใช้คำว่า AI อย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนชื่อไม่ได้เปลี่ยนแค่ป้าย แต่เป็นการประกาศว่าปัญญาประดิษฐ์ถูกยกระดับจากเทคโนโลยีที่รอการควบคุม ไปเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องถูกเร่งพัฒนาและกันออกจากกลไกระดับโลกที่อาจมาควบคุมสหรัฐได้

จาก AI สู่ Superintelligence เมื่อทรัมป์เลือกเสี่ยงด้วยการคุมตัวเองมากกว่ากฎหมาย

AI safety accord แบบสมัครใจ จุดแข็ง จุดอ่อน และความเสี่ยงต่อสาธารณะ

หัวใจของการประชุมผู้นำเทคโนโลยีที่ทำเนียบขาวไม่ใช่แค่รูปถ่ายกับ Elon Musk หรือ Jensen Huang แต่คือข้อตกลง AI safety accord ที่ทรัมป์เรียกว่าเกือบเหมือนรัฐธรรมนูญของอุตสาหกรรม ข้อตกลง White House Accord on Super Intelligence ขอให้บริษัทตั้งระบบควบคุมความปลอดภัยภายใน ใช้ผู้ตรวจประเมินจากภายนอก และส่งรายงานให้บอร์ดอิสระตรวจสอบ แต่ไม่มีกลไกบังคับใช้ทางกฎหมายใดๆ เลย ทรัมป์อธิบายว่าข้อตกลงนี้เป็นเพียงข้อตกลงโดยสมัครใจหรือ Voluntary Accord และย้ำว่าเป็นเพียงพันธกรณีทางศีลธรรม ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย เขาเชื่อในสิ่งที่เรียกว่า tremendous self policing หรือการที่บริษัทจะตรวจสอบกันเองมากกว่าพึ่งกฎหมายของรัฐ

ในทางหลักการ AI safety accord มีจุดดีที่ตั้งกรอบให้บริษัท Frontier Models ต้องวางระบบควบคุมสี่ชั้น ตั้งแต่ระบบตรวจสอบภายใน ทีมเฉพาะกิจด้านความเสี่ยง การตรวจประเมินจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ ไปจนถึงคณะกรรมการอิสระในระดับบอร์ด แต่จุดอ่อนใหญ่คือถ้าบริษัทไม่ทำ หรือทำแบบครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่มีบทลงโทษใดรองรับ ข้อตกลงยอมรับเองว่าเป็นเพียง Voluntary Accord ไม่มีบทลงโทษตามกฎหมายในกรณีไม่ปฏิบัติตาม ในมุมผู้ใช้ทั่วไป นี่หมายความว่าความปลอดภัยของระบบที่เราต้องพึ่งพาในชีวิตประจำวันยังผูกอยู่กับความสมัครใจของบริษัทมากกว่าความแน่นอนทางกฎหมาย สวนทางกับความกังวลว่า AI กำลังพัฒนาเร็วเกินกว่ากลไกกำกับดูแลในปัจจุบัน

จาก AI สู่ Superintelligence เมื่อทรัมป์เลือกเสี่ยงด้วยการคุมตัวเองมากกว่ากฎหมาย

สามเสาหลักของนโยบาย Superintelligence แบบทรัมป์ และนัยต่อการแข่งขันกับจีน

จากสุนทรพจน์บนเวทีสหประชาชาติและชุดคำสั่งล่าสุด เสาหลักของ ทรัมป์ นโยบาย AI ในรูปแบบ Superintelligence ชื่อใหม่ ค่อนข้างชัดเจน เสาแรกคือการปกป้องอธิปไตยด้านกฎระเบียบ สหรัฐประกาศปฏิเสธแผนโลกาภิวัตน์เพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และคัดค้านการถ่ายโอนการควบคุมเทคโนโลยีไปยังกลไกระดับโลกที่อาจกำหนดข้อจำกัดที่วอชิงตันไม่ยอมรับ เสาที่สองคือการเน้นพัฒนาเร็ว ลดอุปสรรคเชิงป้องกันในวงกว้าง แต่ยังเก็บสิทธิในการแทรกแซงเมื่อเห็นว่าความเสี่ยงหรือพฤติกรรมบางอย่างเกินรับได้ นโยบายชั้นที่สองของวอชิงตันตีความได้ว่าต้องการบริหารจัดการ AI ด้วยการเร่งนวัตกรรมมากกว่าการล็อกด้วยกฎล่วงหน้า

เสาที่สามซึ่งมักไม่ถูกพูดตรงๆ คือการปกป้องความได้เปรียบเชิงแข่งขันในศึก US China AI competition สหรัฐต้องการสร้างนวัตกรรมได้เร็วขึ้น จำกัดข้อจำกัดที่อาจลดทอนความได้เปรียบ และขยายระบบนิเวศ AI ของตนไปในระดับสากล แผนปฏิบัติการ AI ยังย้ำว่าสหรัฐจะเข้าไปกำหนดมาตรฐานอย่างแข็งขันในเวทีอย่างสหประชาชาติ OECD G7 G20 และ ITU เพื่อส่งเสริมหลักการที่สนับสนุนนวัตกรรมและจำกัดอิทธิพลของจีน การแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีนจึงไม่ได้อยู่แค่ที่โมเดล AI แต่ลามไปถึงชิป ศูนย์ข้อมูล คลาวด์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล มาตรฐานเทคนิค และกฎระเบียบการกำกับดูแล การยก AI เป็น Superintelligence จึงเป็นการประกาศว่าศึกนี้คือศึกทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง

จาก AI สู่ Superintelligence เมื่อทรัมป์เลือกเสี่ยงด้วยการคุมตัวเองมากกว่ากฎหมาย

ผลกระทบต่อผู้ใช้ทั่วไป และภาพใหญ่ของการกำกับดูแล AI แบบอเมริกัน

สำหรับคนทั่วไป การรีแบรนด์ AI เป็น Superintelligence ดูเหมือนเกมคำ แต่มีผลต่อทิศทางว่ารัฐจะมองเทคโนโลยีนี้อย่างไร ทำเนียบขาวอธิบายว่า Super Intelligence สื่อถึงศักยภาพที่ปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ของมนุษย์ เสริมพลังให้ประชาชนบรรลุสิ่งที่ก่อนหน้านี้เป็นไปไม่ได้ และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิต นั่นคือรัฐประกาศชัดว่าจะผลักเทคโนโลยีนี้เข้าไปอยู่ทุกมิติของชีวิตและเศรษฐกิจ คำสั่งฝ่ายบริหารยังมอบหมายให้ผู้ช่วยประธานาธิบดีด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอคำจำกัดความระดับรัฐบาลกลางของปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง และกำหนดมาตรการบริหารที่จำเป็นเพื่อนำคำจำกัดความไปใช้ หมายความว่าคำว่า Superintelligence จะค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในกฎ ระเบียบ มาตรฐาน และสัญญาต่างๆ ในอนาคต

เมื่อรวมภาพทั้งหมด ทรัมป์กำลังเลือกโมเดลการกำกับดูแลที่เน้นอุตสาหกรรมคุมตัวเอง รัฐรักษาอิสระด้านนโยบาย และมองการคุมเข้มเกินไปเป็นภัยต่อความได้เปรียบทางแข่งขัน แทนที่จะเน้นกฎหมายควบคุมเข้มเหมือนบางภูมิภาค แม้บริษัทที่ลงนาม AI safety accord จะตกลงประชุมกันเป็นระยะเพื่อพัฒนามาตรฐานร่วม และเปิดช่องว่าอาจกลายเป็นกฎหมายในอนาคต แต่ระหว่างนี้ โลกถูกขอให้เชื่อในพันธสัญญาทางศีลธรรมมากกว่าบทลงโทษที่จับต้องได้ คำถามที่ยังค้างอยู่คือ เมื่อ AI หรือ Superintelligence กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิต การฝากความปลอดภัยไว้กับคำว่า morally binding จะเพียงพอหรือไม่ และหากไม่เพียงพอ ใครจะเป็นฝ่ายจ่ายต้นทุนความเสี่ยงนั้น

จาก AI สู่ Superintelligence เมื่อทรัมป์เลือกเสี่ยงด้วยการคุมตัวเองมากกว่ากฎหมาย

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!