ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ยุทธศาสตร์ AI สร้างงานและเชื่อมช่องว่างทักษะข้ามภาคส่วน

ยุทธศาสตร์ AI สร้างงานและเชื่อมช่องว่างทักษะข้ามภาคส่วน
ความสนใจ|สำรวจการใช้งาน AI

AI for All คืออะไร และทำไมต้องผูกกับการสร้างงาน

ยุทธศาสตร์ AI สร้างงานแบบ AI for All คือแนวทางนโยบายที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานเดิม สร้างตำแหน่งงานใหม่ และเชื่อมประชาชนกับโอกาสฝึกทักษะ รายได้ และสินเชื่อผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัฐ เป้าหมายสำคัญคือไม่ให้แรงงานกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อ AI เปลี่ยนรูปแบบงานและเศรษฐกิจ จึงต้องออกแบบเครื่องมือ การฝึกอบรม และมาตรการคุ้มครองควบคู่กันไปในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ หัวใจของบทวิเคราะห์นี้คือ การที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศยุทธศาสตร์ “AI in All - All in AI - AI for All” บนเวทีการประชุมของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก โดยชี้ชัดว่า AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือแย่งงาน แต่ต้องกลายเป็นสะพานเชื่อมแรงงานไปสู่งานที่ดีขึ้นและรายได้สูงขึ้น ท่ามกลางเสียงเตือนว่าทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงการตกงานจาก AI ผู้กำหนดนโยบายจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกล้าออกแบบระบบรองรับการเปลี่ยนผ่านแรงงานอย่างจริงจัง

สามด้านของยุทธศาสตร์ AI และบทบาทของ Skill Bridge โครงการฝึกอบรม

จุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอยู่ที่การวาง AI เป็นสามด้านเชื่อมต่อกัน คือ All in AI เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ควบคู่การพัฒนาทักษะ AI และงานวิจัย AI in All เน้นการนำ AI เข้าไปอยู่ในงานและกิจการเดิม เช่น ร้านค้ารายย่อยที่ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ต้นทุน ยอดขาย และกำไร เพื่อปรับการตัดสินใจให้แม่นขึ้น ส่วน AI for All คือการใช้ข้อมูลและระบบดิจิทัลของรัฐเชื่อมประชาชนกับการฝึกทักษะใหม่ โอกาสงาน และสวัสดิการที่ตรงความจำเป็น ในทางปฏิบัติ Skill Bridge โครงการฝึกอบรมถูกวางให้เป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่างนักลงทุน สถาบันการศึกษา และแรงงาน โดยมีโครงการอนุมัติแล้ว 42 โครงการ วงเงินสนับสนุนรวมประมาณ 2.03 พันล้านบาท และตั้งเป้าฝึก 76,728 คน นี่คือคำมั่นเชิงตัวเลขว่าการพัฒนาทักษะ AI จะไม่จำกัดอยู่แค่ผู้เขียนโปรแกรม แต่ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล ความมั่นคงไซเบอร์ ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและเทคโนโลยีการผลิตในอุตสาหกรรมเดิม อย่างไรก็ตาม เงินสนับสนุนถูกจ่ายให้โครงการฝึก ไม่ใช่เข้าบัญชีผู้เรียนโดยตรง และไม่ได้รับประกันว่าผู้จบทุกคนจะได้งานทันที จึงต้องติดตามผลลัพธ์เชิงคุณภาพต่อไป

ยุทธศาสตร์ AI สร้างงานและเชื่อมช่องว่างทักษะข้ามภาคส่วน

ผลกระทบต่อแรงงานและผู้ประกอบการรายย่อยในชีวิตจริง

หากมองจากมุมแรงงานและผู้ประกอบการรายย่อย ยุทธศาสตร์ AI สร้างงานจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเครื่องมือและหลักสูตรลงไปถึงระดับร้านค้าและโรงงานจริง AI in All ถูกใช้ช่วยร้านค้ารายย่อยกว่า 1 ล้านรายผ่านฟีเจอร์ “นกกระซิบ” บนแอปพลิเคชันของรัฐ เพื่อวิเคราะห์ต้นทุน ราคาขาย ยอดขาย และกำไร ทำให้เจ้าของร้านตัดสินใจเรื่องสินค้าและค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น และยังช่วยให้เข้าถึงเครดิตและแหล่งเงินทุนเพื่อขยายกิจการได้มากขึ้น ผลต่อแรงงานจึงไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเปลี่ยนไปเป็นสายเทคโนโลยี แต่หมายถึงงานเดิมมีประสิทธิภาพและรายได้ดีขึ้น ในด้านการพัฒนาทักษะ AI Skill Bridge ถูกออกแบบให้หลักสูตรต้องเชื่อมกับความต้องการจริงของสถานประกอบการ บีโอไอจึงพิจารณามาตรฐานหลักสูตร ความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และประสบการณ์ผู้ฝึกอย่างเข้มงวด นี่เป็นจุดที่น่าชื่นชม เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่แรงงานจะเสียเวลาเรียนหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดงาน แต่ก็ยังมีคำถามสำคัญว่าข้อมูลรายชื่อหลักสูตร สถานที่ฝึก และจำนวนที่นั่งจะถูกสื่อสารให้แรงงานทุกกลุ่มเข้าถึงได้มากน้อยแค่ไหน

ยุทธศาสตร์ AI สร้างงานและเชื่อมช่องว่างทักษะข้ามภาคส่วน

AI เกษตรแปรรูปและนิคมอุตสาหกรรมมูลค่าสูงสี่ภาค

ภาคเกษตรคือสนามทดสอบสำคัญของยุทธศาสตร์ AI สร้างงาน เพราะมีแรงงานเกือบ 30% ของประเทศแต่สร้าง GDP ราว 8% ความเหลื่อมล้ำระหว่างเศรษฐกิจใหม่กับฐานรากจึงเสี่ยงจะถ่างกว้างขึ้นหากไม่ยกระดับเกษตรให้ทัน แนวคิด “AI ยกกำลัง 2” ของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงเกษตรฯ ที่เตรียมตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง 4 ภาค คือคำตอบเชิงโครงสร้าง โดยรองรับผลผลิตเด่นอย่างข้าว อ้อย และยางพารา และใช้ AI เชื่อมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ในทางต้นน้ำ AI จะถูกใช้ดูระบบให้น้ำ คุณภาพดิน และสภาพอากาศ กลางน้ำใช้ระบบอัตโนมัติช่วยแปรรูป ส่วนปลายน้ำใช้ AI ด้านอีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย และโลจิสติกส์ช่วยหาตลาด ตัวอย่างที่ชัดคือข้าวที่ขายวัตถุดิบตันละประมาณ 7,000-8,000 บาท หากนำไปแปรรูปเป็นแป้งหรือผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออก มูลค่าอาจเพิ่มเป็นหลายหมื่นบาทต่อตัน นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มราคา แต่คือการสร้างงานใหม่ในห่วงโซ่เกษตรแปรรูป ตั้งแต่นักวิเคราะห์ข้อมูลเกษตรแม่นยำ ช่างเทคนิคระบบอัตโนมัติ ไปจนถึงนักการตลาดดิจิทัลในชนบท

ข้อดี ข้อเสี่ยง และเงื่อนไขความสำเร็จของการพัฒนาทักษะ AI

เมื่อมองภาพรวม ยุทธศาสตร์ AI สร้างงานผ่านสามด้านและ Skill Bridge โครงการฝึกอบรมมีข้อดีชัดเจน คือยอมรับความเสี่ยงการตกงานจาก AI ตามที่ผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศเตือน และตอบสนองด้วยการออกแบบระบบฝึกทักษะและเชื่อมโอกาสงานอย่างเป็นรูปธรรม การพัฒนาทักษะ AI ถูกวางให้ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ทั้งดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์สมัยใหม่ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ทำให้ภาพของแรงงานอนาคตไม่ถูกจำกัดอยู่แค่โปรแกรมเมอร์ แต่รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่นำเทคโนโลยีใหม่เข้าไปปรับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์เดิม อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขความสำเร็จมีหลายข้อ หนึ่ง การออกแบบหลักสูตรต้องเดินคู่กับการลงทุนของกิจการ ไม่ใช่แยกกันจนทักษะที่ฝึกไม่ตรงตำแหน่งงานจริง สอง ต้องมีระบบติดตามผลลัพธ์ว่าผู้เรียนจบ Skill Bridge ได้งานหรือรายได้ดีขึ้นเพียงใด ไม่ใช่หยุดแค่ตัวเลข 76,728 คนในแผนฝึก สาม การใช้ AI ในภาครัฐต้องคำนึงถึงความเสี่ยงใหม่ เช่น การฉ้อโกงออนไลน์และ Deepfakes ที่รองนายกรัฐมนตรีระบุว่าต้องกำกับดูแลอย่างมีความรับผิดชอบ หากสามเงื่อนไขนี้ถูกตอบโจทย์ ยุทธศาสตร์ AI for All จะมีโอกาสกลายเป็นสะพานเชื่อมแรงงานไปสู่งานที่ดีขึ้นจริง ไม่ใช่แค่คำขวัญบนเวทีระหว่างประเทศ

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!