ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

จากเด็กใสสู่บทมืดสุดขั้ว Jonathan Lipnicki และราคาที่นักแสดงเด็กต้องจ่าย

จากเด็กใสสู่บทมืดสุดขั้ว Jonathan Lipnicki และราคาที่นักแสดงเด็กต้องจ่าย
ความสนใจ|ซีรีส์อเมริกัน

จาก Jerry Maguire ถึง Primetime นิยามใหม่ของการเติบโตสำหรับนักแสดงเด็ก

การเปลี่ยนผ่านของนักแสดงเด็กเปลี่ยนบทบาทคือกระบวนการที่คนเคยถูกจดจำจากหนังครอบครัวหรือคอมเมดีกลับมาตั้งต้นภาพลักษณ์ตัวเองใหม่ด้วยบทที่โตขึ้น เสี่ยงมากขึ้น และบางครั้งมืดหม่นถึงขั้นขัดกับภาพเดิม เพื่อพิสูจน์ฝีมือ สลัดการเหมารวม และยึดอาชีพในระยะยาวให้รอดจากการถูกลืม กรณีของ Jonathan Lipnicki จึงน่าสนใจเป็นพิเศษ เขาคือเด็กน้อยแว่นโตจาก Jerry Maguire และเสียงหัวเราะอบอุ่นใน Stuart Little ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นไอคอนหนังครอบครัวยุค 90 เมื่อวันนี้เขาปรากฏตัวใน Primetime ในฐานะผู้ใหญ่ที่แทบจำไม่ได้อีกต่อไปในบทบาทที่ตรงกันข้ามกับอดีตอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงอาชีพของเขาจึงไม่ใช่แค่การรับงานใหม่ แต่คือการยอมให้โลกเห็นด้านที่ไม่น่ารักที่สุดของตัวเองผ่านศิลปะการแสดง

จากเด็กใสสู่บทมืดสุดขั้ว Jonathan Lipnicki และราคาที่นักแสดงเด็กต้องจ่าย

บทบาทสุดมืดใน Primetime เมื่อภาพจำเด็กน้อยต้องชนกับตัวละครผู้ล่า

Primetime คือจิตวิทยาอาชญากรรมที่พาผู้ชมย้อนมองเบื้องหลังการสร้างรายการ To Catch a Predator รายการที่ซัดหน้าผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามนัดพบผู้เยาว์เพื่อมีเพศสัมพันธ์ ในโลกมืดนี้ Jonathan Lipnicki รับบทหนึ่งในผู้ล่า และหนังยังให้เขาเจอกับฉากเปลือยเต็มตัว ขณะตัวละครถูก Chris Hansen จับได้ระหว่างพยายามพบเด็กผู้ชายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เขายอมรับเองว่าการเล่นตัวละครที่มีองค์ประกอบเรื่องรสนิยมทางเพศกับเด็กนั้นน่ากลัวอยู่แล้ว พอรวมกับการเปลือยทั้งตัวยิ่งยากจะรับมือ เพราะในสายตาคนดูเขากลายเป็น “คนล่าเด็กเปลือยเต็มตัว” บนจอ การตัดสินใจแบบนี้คือการหักดิบภาพนักแสดงเด็กเปลี่ยนบทบาทอย่างถึงที่สุด และทำให้คำว่า “บทบาทสุดมืด” สำหรับเขาไม่ใช่คำเกินจริงอีกต่อไป

จากเด็กใสสู่บทมืดสุดขั้ว Jonathan Lipnicki และราคาที่นักแสดงเด็กต้องจ่าย

เชื่อในความกลัวของตัวเอง เมื่อศิลปะต้องแลกกับหน้าตาในสายตาคนดู

เบื้องหลังความกล้ารับบทแบบนี้ Jonathan Lipnicki เล่าว่าเขาใช้หลักคิดง่ายแต่โหดกับตัวเองว่า หากงานศิลปะชิ้นไหนทำให้กลัว แปลว่าส่วนใหญ่ควรทำ เขายอมรับว่าหลังถ่ายฉากดังกล่าวเสร็จยังแอบคิดอยู่เงียบๆ ว่า “หวังว่าฉันตัดสินใจถูกแล้ว” ประโยคนี้สะท้อนความเสี่ยงที่นักแสดงเด็กเปลี่ยนบทบาทต้องรับไว้บนบ่า เพราะทุกช็อตคือการเอาภาพจำวัยเด็กเข้าไปเดิมพัน เขาไม่ได้กระโจนใส่ทุกข้อเสนอที่แรงขึ้นแบบไม่คิด ในปีที่ผ่านมาเขาเคยบอกว่าปฏิเสธหนังไปประมาณห้าเรื่องเพื่อรอจังหวะและทิศทางที่ใช่ พร้อมคำภาวนาว่าขอความชัดเจนในเส้นทางข้างหน้า และเชื่อว่า “สิ่งที่ดีที่สุดยังรออยู่” สำหรับการเปลี่ยนแปลงอาชีพของตัวเอง นี่คือการโตที่ปฏิเสธทั้งความสบายและการดราม่าแบบไร้สาระ

เมื่อ Robert Pattinson สวมบท Chris Hansen และอำนาจของชื่อเสียงที่ขับเคลื่อนหนังมืด

อีกแกนสำคัญที่ทำให้ Primetime น่าจับตามองคือการตีความ Chris Hansen ผู้ดำเนินรายการตัวจริงผ่านสายตาผู้กำกับและการแสดงของ Robert Pattinson เขาคือคนที่ในโลกจริงเคยทำให้ผู้ชมรู้สึกสบายใจกับการนั่งดูด้านมืดที่สุดของมนุษย์ ผ่านการเผชิญหน้ากับผู้ชายที่มุ่งร้ายต่อเด็กโดยตรง แต่ในหนังเขาถูกวาดให้ดูเหมือนตัวละครในหนังสยองขวัญ อยู่ในภาวะใกล้แตกสลายทางจิตใจตามคำบอกเล่าของตัว Hansen เอง เมื่อหนังเข้าฉายพร้อมเสียงวิจารณ์และความขัดแย้ง ช่อง YouTube ของ Hansen กลับมียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นราว 11000 คน และยอดวิวเติบโต 79 เปอร์เซ็นต์จากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ยอดผู้ติดตามออนไลน์ นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างของโลกบันเทิงยุคใหม่ที่ความมืดของเรื่องเล่า และชื่อเสียงของดาราอย่าง Pattinson สามารถดันทั้งหนังอินดี้และบุคคลที่ถูกเล่าเรื่องให้โดดเด่นขึ้นพร้อมกัน

จากเด็กใสสู่บทมืดสุดขั้ว Jonathan Lipnicki และราคาที่นักแสดงเด็กต้องจ่าย

บทสรุปสำหรับอดีตดาราเด็ก เมื่อความน่ารักไม่พอให้รอดในระยะยาว

Primetime เป็นเพียงหนังโรงเรื่องที่สองในชีวิตผู้ใหญ่ของ Jonathan Lipnicki แต่ดีกรีความสุดโต่งของบทบาทก็ทำให้เส้นทางการเปลี่ยนแปลงอาชีพของเขาโดดออกมาจากอดีตดาราเด็กคนอื่นทันที เขาเลือกสลายภาพเด็กน้อยจาก Jerry Maguire ด้วยตัวละครผู้ล่าที่น่าขยะแขยงที่สุดแบบไม่เหลือพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเองกลับไปหลบ ในอีกด้านหนึ่ง Chris Hansen ตัวจริงประกาศชัดว่าจะใช้กระแสหนังเรื่องนี้เป็นเชื้อไฟต่อยอดทั้งโปรเจกต์และสารคดี I’m Chris Hansen ที่กำลังถูกส่งขายให้แพลตฟอร์มต่างๆ สองเส้นเรื่องนี้มาบรรจบกันตรงจุดเดียว คือความจริงที่ว่า ในยุคที่ภาพลักษณ์ถูกขายทุกที่บนจอ ใครก็ตามที่อยากรอดในวงการบันเทิงต้องกล้าต่อรองกับความมืดของตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านการแสดงอย่าง Lipnicki หรือการยอมเป็นมีมแล้วใช้มันหากินอย่าง Hansen

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!