มิวสิกวิดีโอ ต่างประเทศ กับการเลือกโลเคชั่นที่นี่เป็นเวทีหลัก
มิวสิกวิดีโอ ต่างประเทศ ที่เลือกมาถ่ายทำในที่แห่งนี้คือผลงานเพลงระดับโลกที่ยกกองโปรดักชั่นมาสร้างภาพเล่าเรื่อง ท่ามกลางเมืองที่ผสมผสานความร่วมสมัยกับย่านเก่า วัฒนธรรม และภูมิประเทศที่หลากหลาย เพื่อให้แต่ละเพลงได้ภาพจำเฉพาะตัวที่แฟนเพลงทั่วโลกจดจำได้จากโลเคชั่น ไม่ใช่แค่จากตัวศิลปินและทำนองเพลงเท่านั้น
สิ่งที่บอกได้ชัดคือ ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่ถูกมองเป็นสตูดิโอโล่งขนาดใหญ่กลางเมืองให้ศิลปินระดับโลกเลือกใช้เป็นฉากหน้าของเรื่องราวในเพลงของตัวเอง หลายปีที่ผ่านมา มีเพลงระดับโลกอย่างน้อย 8 เพลงที่ยกกองมาถ่ายมิวสิกวิดีโอในพื้นที่นี้ และหนึ่งในชื่อที่คนทั้งโลกรู้จักคือ “SaWaDiKa” ของ LISA ที่ทำให้ภาพของเมืองนี้ถูกพูดถึงบนแพลตฟอร์มดนตรีและโซเชียลไปพร้อมกัน การเลือกโลเคชั่นจึงกลายเป็นการประกาศจุดยืนด้านภาพลักษณ์มากพอ ๆ กับแนวทางดนตรีของศิลปิน
จาก SaWaDiKa ถึง ROCKSTAR พลังของภาพจำเมืองจริงในเพลงระดับโลก วิดีโอ
กรณีของ LISA คือคำตอบชัดเจนว่าทำไมศิลปินระดับโลกจึงกลับมาถ่ายทำซ้ำในที่เดิม เพลง “SaWaDiKa” เลือกใช้สถานีรถไฟกรุงเทพหรือหัวลำโพงเป็นโลเคชั่นหลัก พร้อมพาไปเห็นหลายมุมของเมือง ตั้งแต่มวยไทย รถตุ๊กตุ๊ก ว่าวจุฬา ไปจนถึงท่าทางการไหว้ที่ถูกตีความใหม่ให้เข้ากับแฟชั่นและการแสดงของเธอ นี่คือการใช้รหัสวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นภาษาภาพระดับสากลอย่างมีชั้นเชิง
ก่อนหน้านั้น “ROCKSTAR” ก็ใช้ถนนเยาวราช ห้างนิวเวิลด์ บางลำพู และโลเคชั่นเก่าหลายแห่งมาสร้างมู้ดแอนด์โทนให้ทั้งเพลง จุดสำคัญคือ เมืองไม่ได้เป็นแค่ฉาก แต่ถูกดึงขึ้นมาเป็นตัวละครร่วมในเรื่องราว เมื่อผู้ชมต่างชาติจำภาพไฟนีออน ป้ายตัวอักษร และผู้คนในวิดีโอได้ พวกเขาก็เริ่มผูกชื่อเพลงเข้ากับภาพของเมืองทันที นั่นคือชัยชนะทางภาพลักษณ์ที่ทรงพลังยิ่งกว่าการทำแคมเปญการท่องเที่ยวเสียอีก
เมื่อโลเคชั่นกลายเป็นสตูดิโอเปิดโล่งของศิลปะ ร่วมสมัย ประเทศไทย
ไม่ใช่ทุกเพลงที่มาถ่ายทำที่นี่จะเลือกภาพจำแบบเดิม ๆ ให้เห็นวัด ถนนเก่า หรือย่านท่องเที่ยวเสมอไป “CLICK” ของ JISOO เลือกอีกทาง โดยแม้จะยกกองมาถ่ายในกรุงเทพฯ แต่ทีมงานกลับเนรมิตโลเคชั่นให้กลายเป็นโลกแฟนตาซีเหนือจริง เล่าเรื่องไซบอร์กที่อยู่ลำพังในสวนสนุกร้าง ก่อนจะเจอตุ๊กตาหมีหุ่นยนต์ที่เปลี่ยนโลกของเธอ การตัดสินใจเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเมืองหนึ่งเมืองสามารถถูกตีความใหม่เป็นโลกสมมติของศิลปะ ร่วมสมัย ประเทศไทย ได้โดยไม่ต้องโชว์เอกลักษณ์ท้องถิ่นตรง ๆ
เบื้องหลัง “CLICK” ยังได้ผู้กำกับ Joseph Kahn ซึ่งเคยอยู่เบื้องหลังงานของศิลปินระดับโลกมากมาย มารับหน้าที่สร้างภาพ แสดงให้เห็นความเชื่อมั่นในศักยภาพทีมโปรดักชั่นและโลเคชั่นที่นี่ว่าเป็นฐานงานที่รองรับมาตรฐานสากลได้เต็มที่ เมืองเดียวกันที่รองรับโลกไซเบอร์ของ JISOO ยังรองรับภาพชีวิตบนถนนของ j-hope ใน “Killin’ It Girl” ซึ่งเต็มไปด้วยรถแท็กซี่ ป้ายภาษาไทย และร้านอาหารในบรรยากาศเมืองอีกด้วย ความยืดหยุ่นนี้เองที่ทำให้ผู้กำกับมองโลเคชั่นแห่งนี้เหมือนผ้าใบเปล่าที่พร้อมให้วาดทุกจินตนาการ
เบื้องหลังโลเคชั่นสวย คืออุตสาหกรรมที่ทำงานระดับโลก
เมื่อพูดถึงมิวสิกวิดีโอ ต่างประเทศ หลายคนคิดถึงภาพสวยก่อน แต่ในมุมของศิลปินและโปรดิวเซอร์ สิ่งที่ตัดสินใจให้ยกกองมาถ่ายทำ คือโปรดักชั่นที่ไว้วางใจได้ “Killin’ It Girl” ของ j-hope แบ่งการถ่ายทำระหว่างกรุงเทพฯ และเมืองแอตแลนตา โดยพาร์ตของ j-hope ถ่ายในที่นี่ ส่วนฝั่งอเมริกาถ่ายแยกต่างหาก และมีทีม Local Production อย่าง UMOON Production รวมทั้งทีมงานไทยตั้งแต่กล้อง แสง อาร์ต ไปจนถึงโลเคชั่น อยู่ในเครดิตอย่างเป็นทางการ
กรณีนี้สะท้อนชัดว่า ศิลปิน ถ่ายทำ ไทย ไม่ได้มีดีแค่ฉาก แต่ยังได้โครงสร้างการทำงานที่เข้าใจระบบกองถ่ายระดับอินเตอร์ มีทีมงานที่สื่อสารกับโปรดักชั่นจากหลายประเทศได้ และมีความคุ้นเคยกับการทำงานแข่งกับเวลา การที่เพลงระดับโลก วิดีโอ จำนวนมากหันมาใช้ทีมงานในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมเบื้องหลังแข็งแรงพอจะรองรับความคาดหวังของศิลปินกระแสหลัก ไม่ใช่เพียงงานครั้งคราวแบบทดลอง
จาก Rains in Heaven สู่อนาคต โลเคชั่นนี้จะไปไกลกว่าฉากสวยได้อย่างไร
น่าสนใจว่าศิลปินกลุ่มอย่าง NCT DREAM ก็เลือกมาใช้พื้นที่นี้ในเพลงภาษาอังกฤษ “Rains in Heaven” โดยกองถ่ายใช้โลเคชั่นถึง 5 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ นครนายก และปทุมธานี ตั้งแต่อุทยานวังตะไคร้ อาคารร้าง พื้นที่โรงงานรถไฟ ไปจนถึงคันทรีคลับ การกระจายโลเคชั่นเช่นนี้ทำให้ภาพที่ได้ไม่ติดกรอบเมืองท่องเที่ยว แต่กลายเป็นภูมิประเทศที่หลากหลายซึ่งเล่าอารมณ์เพลงได้ละเอียดขึ้น
เมื่อวันนี้มีอย่างน้อย 8 เพลงระดับโลกที่เลือกมาถ่ายทำที่นี่แล้ว คำถามต่อไปคือ เราจะใช้กระแสนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อวงการศิลปะ ร่วมสมัย ประเทศไทย อย่างไร หากมองแบบกล้า ๆ ความสำเร็จของมิวสิกวิดีโอเหล่านี้คือโอกาสในการผลักดันคนทำงานเบื้องหลังท้องถิ่นให้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่าเรื่องเองมากขึ้น เมื่อเมืองและภูมิประเทศของเราเริ่มกลายเป็นภาพจำในวัฒนธรรมป๊อปโลกแล้ว ขั้นต่อไปไม่ควรหยุดที่การเป็นฉาก แต่ควรเดินไปสู่การเป็นแหล่งกำเนิดเรื่องเล่าชุดใหม่ที่ศิลปินจากทั่วโลกอยากมาร่วมวงด้วย






