แดชบอร์ดขั้นต่ำคืออะไร และทำไมถึงกำลังเขย่าวงการรถยนต์ไฟฟ้า
แดชบอร์ดขั้นต่ำในรถยนต์ไฟฟ้า คือแนวคิดการออกแบบภายในรถยนต์ไฟฟ้าที่ลดจำนวนหน้าจอ ปุ่ม และระบบบันเทิงติดรถให้เหลือเท่าที่จำเป็น เพื่อทำให้ห้องโดยสารกลับไปเป็นเครื่องมือทำงานที่เน้นการขับขี่และประโยชน์ใช้สอยมากกว่าการแสดงผลเทคโนโลยีหรูหรา แนวทางนี้ใช้การออกแบบรถยนต์ประหยัดเป็นแกนกลาง ตัดชิ้นส่วนแพงออกไป แล้วเปิดให้ผู้ใช้ดึงอุปกรณ์ดิจิทัลของตัวเองเข้ามาเชื่อมต่อแทน เช่น สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต จุดสำคัญคือการตอบโจทย์ทั้งต้นทุนและความยืดหยุ่น ทำให้รถไฟฟ้าสามารถแข่งขันในตลาดมวลชนได้โดยไม่ต้องวิ่งแข่งกันที่ขนาดหน้าจออีกต่อไป ผู้เขียนมองว่าแดชบอร์ดขั้นต่ำไม่ใช่แค่สไตล์มินิมอลสวยงาม แต่คือการปฏิเสธเกมเดิมของอุตสาหกรรม ที่เคยเชื่อว่าการใส่หน้าจอใหญ่และชิปแรงคือคำตอบเดียวของนวัตกรรมภายในรถ เมื่อราคารถยนต์ไฟฟ้าต้องลงมาแตะระดับที่ผู้ใช้ทั่วไปเอื้อมถึง การออกแบบภายในรถยนต์ไฟฟ้าก็จำเป็นต้องหันมาเน้นการลดส่วนเกินและสร้างฟังก์ชันใหม่จากพื้นผิวทำงานภายในรถมากกว่าการเพิ่มอุปกรณ์อีกชั้นเข้าไปให้เปลืองงบ
จากหน้าจอแข่งกันสเปก สู่แนวคิด BYOD ในรถกระบะไฟฟ้า Slate
ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปัจจุบัน เราเห็นการแข่งขันด้านหน้าจอและประสิทธิภาพชิปประมวลผล ผู้ผลิตหลายรายยัดจอกลางขนาดใหญ่และระบบอินโฟเทนเมนต์ซับซ้อนเข้าไปในรถ จนกลายเป็นต้นทุนสูงและมีโอกาสล้าสมัยเร็วกว่าตัวรถเอง Slate ผู้พัฒนารถกระบะไฟฟ้ารายใหม่ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากผู้ก่อตั้ง Amazon เลือกเดินคนละทางอย่างสิ้นเชิง ด้วยการนำแนวคิด BYOD หรือ Bring Your Own Device มาใช้ในห้องโดยสารแบบจริงจัง รถรุ่น The Blank Slate จึงแทบไม่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมติดตั้งจากโรงงาน ทั้งจอกลางและระบบเสียงถูกถอดออก ให้ผู้ใช้ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของตนเป็นศูนย์กลางการควบคุมและนำทางแทน คำพูดที่น่าจดจำคือ แนวทางนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการกลับไปสู่ “เครื่องมือทำงานบนล้อ” ตัดของฟุ่มเฟือยออกแต่ไม่ลดฟังก์ชัน ในทางปฏิบัติ Slate ติดตั้งเพียงจอแสดงผลดิจิทัลขนาดเล็กด้านหลังพวงมาลัยเพื่อแสดงความเร็วและสถานะการขับ รวมถึงภาพกล้องถอยหลังตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การไม่มีระบบจอใหญ่ของโรงงานทำให้ผู้ใช้สามารถใช้ Google Maps หรือ Apple Music บนโทรศัพท์ของตนโดยตรง เชื่อมต่อผ่านแท่นยึดและพอร์ต USB เหมือนยกโลกดิจิทัลส่วนตัวเข้ามาในรถโดยไม่ต้องเรียนรู้อินเทอร์เฟซใหม่เลย

โมดูล เสริมได้เท่าที่ใช้: เมื่อการออกแบบรถยนต์ประหยัดให้สิทธิเลือกกับผู้ใช้
จุดที่ทำให้การออกแบบภายในรถยนต์ไฟฟ้าของ Slate น่าสนใจเป็นพิเศษ คือการยกสิทธิการกำหนดฮาร์ดแวร์กลับไปให้ผู้ใช้ผ่านแนวคิดโมดูล ส่วนประกอบอย่างลำโพงและระบบเชื่อมต่อรถจึงไม่ถูกบังคับรวมในแพ็กเกจแพง แต่แยกออกมาเป็นชิ้นที่เลือกซื้อได้ตามงบและการใช้งาน หากผู้ใช้พอใจกับการนำลำโพงบลูทูธแบบพกพาของตัวเองมาวางในช่องที่เตรียมไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าอยากอัปเกรดเป็นระบบลำโพงติดรถเต็มรูปแบบ มีชุดลำโพงกลางและลำโพงซ้ายขวาให้ซื้อแบบขั้นบันได ซึ่งเริ่มต้นจากการติดตั้งลำโพงกลางก่อนจึงค่อยเพิ่มช่องสัญญาณด้านข้างตามลำดับ แนวคิดโมดูลนี้ยังขยายไปถึงปุ่มควบคุมและการเชื่อมต่อรถผ่านเครือข่าย Slate มีชุดปุ่มบลูทูธบนพวงมาลัยเพื่อให้สั่งงานสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องเอื้อมมือไปแตะหน้าจอ ซึ่งลดความเสี่ยงในการเสียสมาธิขณะขับ รวมถึงสามารถตั้งค่าให้เป็นสวิตช์สำหรับไฟส่องสว่างภายนอกรถหรืออุปกรณ์เสริมอื่น ทำให้รถกลายเป็นแพลตฟอร์มงานเคลื่อนที่อย่างแท้จริง ด้านระบบเชื่อมต่อรถผ่านแอปก็ถูกออกแบบให้เป็นโมดูลที่เลือกติดตั้งได้ ผู้ใช้ที่ต้องการฟังก์ชันปลดล็อกทางไกล หาตำแหน่งรถ หรือเปิดแอร์และปรับอุณหภูมิแบตเตอรี่ล่วงหน้าก่อนเดินทางสามารถเพิ่มโมดูลนี้เข้าไป พร้อมรับฟังก์ชันแบบรถระดับสูงโดยไม่ต้องซื้อแพ็กเกจแพงมาตั้งแต่ต้น
คันเกียร์พับได้ใน Ford F-150 และการเปลี่ยนพื้นผิวให้เป็นโต๊ะทำงาน
ถ้า Slate ใช้แดชบอร์ดขั้นต่ำเพื่อกดต้นทุน Ford F-150 ก็เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้ชิ้นส่วนเดิมให้ทำงานสองหน้าที่เพื่อเพิ่มคุณค่าของพื้นผิวทำงานภายในรถ แรกเห็นคันเกียร์ที่พับลงได้อาจดูเหมือนแค่ลูกเล่นด้านดีไซน์ แต่ความตั้งใจจริงคือการเคลียร์พื้นที่ให้กับ Interior Work Surface แผ่นโต๊ะพับที่ยืดออกมาเหนือคอนโซลกลางให้กลายเป็นโต๊ะทำงานขนาดเล็กหรือพื้นรองโน้ตบุ๊กในห้องโดยสาร เมื่อพับคันเกียร์ลงไปในช่อง ทำให้ฝา console ขยายพื้นที่ได้เต็มที่ กลายเป็นพื้นราบสำหรับวางเอกสาร ใช้คอมพิวเตอร์ หรือกินข้าวระหว่างงานโดยไม่ต้องลงจากรถ แง่มุมที่น่าสังเกตคือ Ford มองรถกระบะของตนในฐานะสำนักงานเคลื่อนที่ คนขับจำนวนมากเป็นผู้รับเหมา คนส่งของ และผู้ใช้ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ระหว่างวันอยู่บนถนนมากกว่าที่โต๊ะทำงาน การสร้างพื้นผิวทำงานภายในรถจึงเป็นการยอมรับความจริงของวิถีชีวิตเหล่านี้ แล้วออกแบบให้รถตอบโจทย์ได้มากกว่าแค่การขนส่ง จากมุมมองของผู้เขียน นี่คือการออกแบบรถยนต์ประหยัดในเชิงเวลาและพลังงาน เพราะผู้ใช้ไม่ต้องขับรถหาที่นั่งทำงานใหม่ เพียงเข้าเกียร์ Park กดปุ่มพับคันเกียร์ แล้วเปลี่ยนเบาะหน้าเป็นโต๊ะชั่วคราวได้ทันที

อนาคตห้องโดยสารรถไฟฟ้า: น้อยชิ้นกว่า แต่ใช้งานได้มากกว่า
เมื่อดูทั้ง Slate และ Ford F-150 ร่วมกัน เราจะเห็นภาพชัดว่าการออกแบบภายในรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเคลื่อนจากการยัดเทคโนโลยีเข้าไปสู่การใช้พื้นที่อย่างชาญฉลาด แนวคิดแดชบอร์ดขั้นต่ำไม่ได้หมายถึงห้องโดยสารโล่งไร้ประโยชน์ แต่คือการปรับความสัมพันธ์ระหว่างคน รถ และอุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับยุคสมาร์ทโฟน ผู้เขียนเชื่อว่าแนวโน้มนี้จะยิ่งเด่นขึ้นเมื่อรถไฟฟ้ากลายเป็นสินค้ามวลชน ผู้ผลิตที่กล้าแลกหน้าจอและปุ่มส่วนเกินกับพื้นที่ทำงานและความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ส่วนตัว จะมีโอกาสสร้างคุณค่าที่ผู้ใช้รู้สึกได้ทุกวันมากกว่าการโชว์สเปกในโบรชัวร์ อย่างไรก็ตาม การออกแบบรถยนต์ประหยัดแบบมินิมอลจะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อไม่ลดทอนความปลอดภัยและไม่ผลักภาระไปให้ผู้ใช้มากเกินไป เช่น การใส่จอมาตรวัดขั้นต่ำตามข้อกำหนดและการให้ปุ่มควบคุมบนพวงมาลัยช่วยลดการมองหน้าจอมือถือ แนวคิดพื้นผิวทำงานภายในรถก็ต้องไม่กระทบต่อโครงสร้างความปลอดภัยและท่านั่งขับ สุดท้ายแล้ว การปฏิวัติแดชบอร์ดขั้นต่ำที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ใช้รู้สึกว่ารถของตนใช้งานได้หลากหลายขึ้น ค่าใช้จ่ายลดลง และเทคโนโลยีที่ใช้ในรถไม่ถูกล็อกอยู่ในยุคที่ออกแบบชิ้นส่วนอีกต่อไป






