การปลดคนครั้งประวัติศาสตร์ของ Volkswagen และ JLR คืออะไร
การปลดคนอุตสาหกรรมรถยนต์ในยุโรปครั้งล่าสุดคือกระบวนการที่ผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Volkswagen และ Jaguar Land Rover ลดจำนวนพนักงานหลายหมื่นตำแหน่งภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อรับมือกับภาษีนำเข้า ต้นทุนที่สูงขึ้น การแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าจีน และการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องลงทุนมหาศาล ส่งผลให้อุตสาหกรรมต้องลดกำลังการผลิตและทบทวนโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่
วันที่ 4 กันยายน คณะกรรมการกำกับดูแลของ Volkswagen อนุมัติแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 89 ปีของบริษัท ซึ่งรวมถึงการลดพนักงานทั่วโลกเพิ่มอีกประมาณ 50,000 ตำแหน่ง นอกเหนือจากการลดพนักงานราว 50,000 ตำแหน่งที่กำลังดำเนินการอยู่ แผนนี้อยู่ภายใต้โครงการ Future Plan 2030 ที่มุ่งลดความซับซ้อนของรุ่นรถ ลดกำลังการผลิต และทบทวนพอร์ตธุรกิจทั้งกลุ่ม ในอีกด้าน Jaguar Land Rover วางแผนลดพนักงานราว 4,000 ตำแหน่งภายในสองปี ซึ่งคิดเป็น 9% ของพนักงานทั่วโลกกว่า 44,000 คน

การปรับโครงสร้าง Volkswagen สะท้อนโรคเรื้อรังของอุตสาหกรรม
การปรับโครงสร้าง Volkswagen ครั้งนี้ไม่ใช่แค่แผนลดต้นทุน แต่คือการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าโมเดลธุรกิจเดิมของบริษัทรถยุโรปเริ่มใช้ต่อไปไม่ได้อีก การลดพนักงานทั้งหมดราว 100,000 ตำแหน่งเมื่อรวมแผนเดิมและแผนใหม่คือการหั่นไขมันองค์กรอย่างโหดเพื่อรักษากำไรในโลกที่กำแพงภาษีสูงขึ้น ต้นทุนแรงงานและเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น และความต้องการรถเครื่องยนต์สันดาปภายในในยุโรปไม่ได้โตพอจะรองรับกำลังการผลิตเดิม
Volkswagen ระบุชัดว่าการเปลี่ยนแปลงมีความจำเป็นเพราะภาษีนำเข้า ต้นทุนสูง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นมากดดันกำไร ขณะเดียวกันบริษัทมีโรงงานและกำลังการผลิตมากกว่าที่ตลาดยุโรปรองรับได้ การตัดสินใจทบทวนอนาคตของโรงงานในเมือง Emden Zwickau Neckarsulm และ Hannover ที่จะทยอยหยุดผลิตรุ่นปัจจุบันตั้งแต่ปี 2031 เป็นต้นไป คือสัญญาณว่าโรงงานบางแห่งอาจไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจเหลืออยู่ นี่คือโรคเรื้อรังของอุตสาหกรรมที่ขยายโรงงานในยุคทอง แต่ไม่กล้าหดตัวทันเวลา
Jaguar Land Rover กับแรงกดดันซ้อนจากภาษี ซัยเบอร์ และรถจีน
กรณีของ Jaguar Land Rover แสดงให้เห็นว่าแม้ผู้เล่นระดับพรีเมียมก็หนีแรงสั่นสะเทือนโครงสร้างอุตสาหกรรมไม่พ้น บริษัทกำลังหาทางลดค่าใช้จ่ายให้ได้ 1,700 ล้านปอนด์ภายในสองปีผ่านการปลดพนักงานตามโครงการลาออกโดยสมัครใจที่อาจสูงถึง 4,000 ตำแหน่ง ครอบคลุม 9% ของพนักงานทั้งหมด โดยเน้นไปที่งานวิศวกรรม ฝ่ายขาย และการตลาด จุดยืนนี้สะท้อนว่าบริษัทเลือกปกป้องสายการผลิตไว้ก่อน แต่ยอมลดคนในส่วนที่ถือว่าเป็นต้นทุนคงที่สูง
กำไรของ JLR ถูกกระแทกจากภาษีของสหรัฐ การแข่งขันที่รุนแรง และผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่ทำให้ต้องหยุดการผลิตรถหลายสัปดาห์ ขณะเดียวกันยอดขายรถยุโรปในจีนพ่ายให้กับรถท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง และต้องเผชิญคู่แข่งใหม่จากค่ายรถจีน เช่น Chery และ BYD ที่รุกทั้งจีนและยุโรป นี่คือแรงกดดันหลายชั้นที่ทำให้ JLR ต้องลดจุดคุ้มทุนลงเหลือระดับการผลิตปีละ 300,000 คัน และเดินเกมองค์กรที่เรียบง่ายขึ้น

การแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าจีนกับตลาดยุโรปที่ไม่ได้พังแต่เปลี่ยนหน้า
ในมุมยอดขายโดยรวม ตลาดรถยุโรปยังไม่ใช่ภาพล่มสลาย ตัวเลขการจดทะเบียนรถใหม่เพิ่มขึ้น 5.7% ในช่วงครึ่งแรกของปี โดยรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ครองส่วนแบ่ง 20.7% จากเดิม 15.6% และรถไฮบริดมากกว่าหนึ่งในสามของการจดทะเบียนใหม่ คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ตลาดหายไปไหน” แต่คือ “ใครได้ส่วนแบ่งตลาดใหม่” มากกว่า และคำตอบหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าจีน
ผู้ผลิตยุโรปต้องทุ่มลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ และโรงงานแบตเตอรี่ ขณะที่ต้องลดราคาหรือเพิ่มอุปกรณ์เพื่อสู้กับรถจีนที่เข้ามาด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าและเทคโนโลยีที่เริ่มไม่ด้อยกว่าอีกต่อไป เมื่อบวกกับกำแพงภาษีและความตึงเครียดทางการค้า การปลดคนจึงกลายเป็นกลไกหลักในการรับภาระการเปลี่ยนผ่านนี้ พูดอีกแบบคือยอดขายขยับขึ้น แต่กำไรของผู้เล่นเดิมถูกบีบลงอย่างต่อเนื่อง นี่คือภาพของวิกฤตตลาดยุโรปเชิงโครงสร้าง มากกว่าภาพเศรษฐกิจชะลอตัวแบบเดิม

การปลดคนวันนี้คือค่าใช้จ่ายของการไม่เตรียมตัวเมื่อวาน
เมื่อมองภาพรวม การปรับโครงสร้าง Volkswagen และแผนลดคนของ Jaguar Land Rover คือการยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงว่าอุตสาหกรรมรถยุโรปเดินช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการพึ่งพาตลาดจีน การใช้โรงงานมากกว่าตลาดจะรับได้ และการชะลอการลงทุนด้านซอฟต์แวร์กับรถไฟฟ้าในช่วงแรก การปลดคนจึงไม่ใช่แค่การตัดเนื้อร้าย แต่คือค่าใช้จ่ายย้อนหลังของการไม่เตรียมตัวให้พร้อม
สิ่งที่น่ากังวลคือการปลดคนอุตสาหกรรมรถยนต์ยังอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากค่ายยุโรปไม่สามารถแข่งขันกับรถยนต์ไฟฟ้าจีนทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และความเร็วในการเปิดตัวรุ่นใหม่ การตัดคนครั้งนี้ก็แค่ยืดเวลา ไม่ใช่การรักษาโรค วิกฤตตลาดยุโรปในรอบนี้จึงควรถูกมองว่าเป็นการทดสอบว่าผู้ผลิตดั้งเดิมจะกล้าทุบโครงสร้างเดิมของตัวเองมากแค่ไหน เพื่อสร้างธุรกิจที่เข้ากับโลกใหม่ที่รถยนต์คือสินค้าเทคโนโลยีมากกว่าสินค้าเครื่องยนต์







