ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ผลประกอบการแบรนด์แฟชั่นหรู ฟื้นตัวไม่เท่ากัน ใครกำลังนำเกม

ผลประกอบการแบรนด์แฟชั่นหรู ฟื้นตัวไม่เท่ากัน ใครกำลังนำเกม
ความสนใจ|วงการแฟชั่น

ภาพรวมการฟื้นตัวของแบรนด์ยอดนิยม ทำไมตัวเลขกำไรถึงแตกต่างกัน

Luxury brand earnings Q2 2026 คือภาพสะท้อนว่าตลาดแฟชั่นหรูไม่ได้โตไปในทิศทางเดียวกัน แต่ละกลุ่มแบรนด์มียุทธศาสตร์และฐานลูกค้าที่ต่างกัน ทำให้ผลประกอบการแบรนด์แฟชั่น ทั้งยอดขาย กำไร และกระแสเงินสด แสดงให้เห็นการฟื้นตัวของแบรนด์ยอดนิยมที่เร็วช้าต่างกัน ผู้เล่นที่เข้าใจเทรนด์ใหม่ของผู้บริโภคและปรับโครงสร้างช่องทางขายให้เน้นขายตรงสู่ลูกค้ามากขึ้น มักจะเห็นการเติบโตที่มั่นคงกว่าในช่วงเศรษฐกิจผันผวน มุมมองสำคัญในไตรมาสนี้คือ แบรนด์เนมแฟชั่นโตแบบไม่เท่ากันอย่างชัดเจน กลุ่มที่เน้นสินค้าใกล้เทรนด์ Gen Z และสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์กับลูกค้า บางรายกล้าปรับคาดการณ์รายได้ขึ้นหลายครั้ง ขณะที่บางกลุ่มต้องปรับลดเป้าทั้งปีลง เพราะแบรนด์บางตัวในพอร์ตสะดุด พูดง่ายๆ เรากำลังเห็นการแข่งขันระหว่างความสดใหม่ของสินค้า การจัดช่องทางขาย และความสามารถในการควบคุมต้นทุน มากกว่าจะเป็นแค่เรื่องโลเคชันหรือภาพลักษณ์หรูแบบเดิม

Tapestry กับสูตรแบรนด์หรูสาย Gen Z ยอดขายเดินหน้า 6 ไตรมาสติด

ถ้าต้องเลือกตัวอย่างแบรนด์ที่กำลัง “นำเกม” ในการฟื้นตัว ชื่อของ Tapestry ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Coach และ Kate Spade โดดเด่นอย่างมาก เพราะกล้าปรับคาดการณ์รายได้ประจำปีขึ้นเป็นครั้งที่สามในปีเดียว หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ที่ยอดขายสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากภาพลักษณ์หรูอย่างเดียว แต่เกิดจากการจับเทรนด์แฟชั่นร่วมสมัย เช่น กระเป๋า Tabby ที่ไปอยู่ในลิสต์ฮิตของ Gen Z อย่างต่อเนื่อง คำกล่าวที่น่าจดจำคือ “บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันถึง 6 ไตรมาสแล้ว ส่งผลให้พวกเขาปรับการคาดการณ์รายได้ปีงบประมาณ 2026 จาก 7.75 พันล้านดอลลาร์ ขึ้นเป็น 7.95 พันล้านดอลลาร์” ซึ่งสะท้อนชัดว่าการออกแบบโปรดักต์ให้สนุก มีดีเทลอย่าง Book Charm และเครื่องหนังที่สอดรับกับไลฟ์สไตล์ออนไลน์ของคนรุ่นใหม่ เป็นตัวผลักดันแบรนด์เนมแฟชั่นโต ในช่วงที่หลายค่ายหรูเผชิญดีมานด์ในยุโรปและตะวันออกกลางที่อ่อนแรงลง ในสายตานักลงทุน การเติบโตของยอดขายในอเมริกาและยุโรปที่เพิ่มขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ กลายเป็นหลักฐานว่าแบรนด์หรูยุคใหม่ต้องผสมระหว่างความคลาสสิกกับความเล่นสนุก ถ้าเน้นเพียงภาพลักษณ์พรีเมียมแต่ไม่เข้าใจวิธีที่คนรุ่นใหม่ “ใช้” แบรนด์ ผลประกอบการก็จะไม่ไต่ระดับอย่างที่ Tapestry ทำได้

Zegna: ฟื้นตัวอย่างมีวินัยด้วย DTC และการคุมต้นทุนกำไร

ในอีกฟากหนึ่งของตลาดหรู Zegna แสดงภาพฟื้นตัวที่ไม่ได้หวือหวาเรื่องยอดขาย แต่แข็งแรงด้านความสามารถทำกำไรและกระแสเงินสด ผลประกอบการครึ่งแรกปี 2026 ระบุว่า EBIT ปรับปรุงแล้วเพิ่มขึ้นเกิน 74 ล้านยูโร จาก 69 ล้านยูโร และอัตรากำไรแตะ 7.5% พร้อมกำไรขั้นต้นคิดเป็น 67.6% ของรายได้ จุดหักเหสำคัญคือการผลักดันสัดส่วนยอดขายตรงสู่ผู้บริโภค DTC ให้ขึ้นมาเป็น 86% ของรายได้กลุ่มแบรนด์ จาก 82% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้บริหารชี้ว่ามีอัตรากำไรสูงกว่าการขายส่งอย่างชัดเจน โครงสร้างภายในกลุ่มก็น่าสนใจ กลุ่มธุรกิจ Zegna มี EBIT ปรับปรุงแล้ว 107 ล้านยูโร อัตรากำไร 14.8% เพิ่มขึ้น 50 basis points ซึ่งสะท้อนว่าแกนหลักของแบรนด์กำลังแข็งแรงขึ้น ขณะที่ Thom Browne และ Tom Ford Fashion ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากโมเดลขายส่งไปสู่โมเดลที่พึ่งพาการขายปลีกมากขึ้น ผลลัพธ์คือกระแสเงินสดอิสระพลิกจากไหลออก 23 ล้านยูโร มาเป็นไหลเข้า 19 ล้านยูโร และเงินสดสุทธิเพิ่มเป็น 60 ล้านยูโร ณ สิ้นเดือนมิถุนายนเมื่อเทียบกับปลายปี 2025 นี่คือรูปแบบการฟื้นตัวที่ต่างจาก Tapestry คือไม่ได้เน้นดีมานด์ที่ระเบิดทันที แต่เน้นการจัดโครงสร้างธุรกิจให้ทำกำไรจากลูกค้าปลายทางมากขึ้น และใช้การประหยัดต่อขนาดในร้านเพื่อดันรายได้ต่อตารางเมตร หากฝั่งดีไซน์ยังรักษาเอกลักษณ์ Italian tailoring และเพิ่มสินค้าอย่างรองเท้า Triple Stitch และน้ำหอมได้ต่อเนื่อง การฟื้นตัวของแบรนด์ยอดนิยมในกลุ่มนี้มีโอกาสแข็งแรงในระยะยาว

ตัวชี้วัดสำคัญH1 2025H1 2026
EBIT ปรับปรุงแล้วของกลุ่ม Zegnaประมาณ 69 ล้านยูโร107 ล้านยูโร (กลุ่มธุรกิจ) และมากกว่า 74 ล้านยูโรในภาพรวม
สัดส่วนยอดขาย DTC82%86% ของรายได้กลุ่มแบรนด์
ผลประกอบการแบรนด์แฟชั่นหรู ฟื้นตัวไม่เท่ากัน ใครกำลังนำเกม

Oxford Industries: พอร์ตเดียวแต่ภาพต่างกัน Tommy Bahama ไปต่อ Lilly Pulitzer สะดุด

กรณีของ Oxford Industries เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการถือหลายแบรนด์ในพอร์ตไม่ได้แปลว่าผลประกอบการจะเคลื่อนขึ้นพร้อมกัน บริษัทรายงานว่ารายได้สุทธิไตรมาส 2 ลดลงจาก 403 ล้านดอลลาร์มาเหลือ 394 ล้านดอลลาร์ ยอดขายสาขาเดิมลดลง 1% โดยค้าปลีกหดตัว 3% และอีคอมเมิร์ซทรงตัว ขณะเดียวกันอัตรากำไรขั้นต้นปรับปรุงแล้วกลับขยายตัวขึ้นเป็น 63.1% จากแรงหนุนด้านการปรับหมวดสินค้า การจัดหาวัตถุดิบ และการตั้งราคาขายเริ่มต้นที่สูงขึ้น หัวใจของความผันผวนอยู่ที่สองแบรนด์หลัก Tommy Bahama และ Lilly Pulitzer ด้าน Tommy Bahama มียอดขายสาขาเดิมผ่านช่องทางขายตรงสู่ผู้บริโภคเติบโตเป็นบวกในระดับหลักเดียวช่วงต่ำ พร้อมกลับมาเติบโตเป็นบวกในฟลอริดาซึ่งเคยชะลอตัวหลายไตรมาส ตรงกันข้าม Lilly Pulitzer กลายเป็นจุดกดดันหลัก มียอดขายสาขาเดิมลดลงระดับหลักเดียวช่วงกลาง จนฝ่ายบริหารต้องปรับลดคาดการณ์ยอดขายทั้งปีลงมาอยู่ในช่วง 1.43 พันล้านถึง 1.47 พันล้านดอลลาร์ และลดเป้า EPS ปรับปรุงแล้วลงเหลือ 1.60 ถึง 2.00 ดอลลาร์ คำถามสำคัญต่อผู้บริหารแบรนด์แฟชั่นคือ จะจัดสมดุลอย่างไรระหว่างการผลักดันสินค้ากลุ่มราคาสูงที่ทำกำไรดี กับการรักษาฐานลูกค้าหลักที่คุ้นกับราคาย่อมเยา เอกสารผลประกอบการยังบอกว่าการปรับโฉมหมวดสินค้าทั้งหมดจะเห็นผลอย่างมีนัยสำคัญในฤดูใบไม้ผลิปี 2027 ซึ่งหมายความว่าการฟื้นตัวของแบรนด์ยอดนิยมในพอร์ตนี้จะเป็นเกมระยะกลาง ไม่ใช่จังหวะรีเซ็ตทันที

ผลประกอบการแบรนด์แฟชั่นหรู ฟื้นตัวไม่เท่ากัน ใครกำลังนำเกม

แม็คกรุ๊ป ผู้เล่นภูมิภาคที่วิ่งเข้าเส้นนิวไฮด้วยการเข้าใจลูกค้าไทย

เมื่อมองออกจากเวทีระดับโลก ผู้เล่นภูมิภาคอย่างแม็คกรุ๊ปก็ส่งสัญญาณว่าตลาดแฟชั่นยีนส์และไลฟ์สไตล์ยังมีแรงซื้อที่ชัดเจน บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด มหาชน เจ้าของแบรนด์ “แม็คยีนส์” ประกาศว่าปีบัญชี 2567 มีรายได้กว่า 4,054 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทุบสถิติด้วยการทำนิวไฮในรอบ 7 ปี มีกำไรสุทธิ 713 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70 ล้านบาท หรือ 10.8% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 17.3% และรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้สูงถึง 64.2% นี่ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขสวย แต่สะท้อนว่าการจับตลาดยีนส์ที่ครอบคลุมทุกเจเนอเรชัน ทั้งทรงขากระบอกเล็ก ทรงสลิม ทรงคาร์โก้ ไปจนทรงขากว้าง ผสานกับไอเทมมินิมอลอย่างเสื้อเชิ้ตเดนิมแขนสั้นและแขนยาว ทำให้แบรนด์มีฐานสมาชิกกว่า 1.9 ล้านคน โดย Active Members เกิน 50% และมีสัดส่วนลูกค้า Gen Y Gen Z และ Gen X สูง โดยกลุ่มมิลเลนเนียลเติบโตเร็วที่สุด บริษัทตั้งเป้าปีบัญชี 2568 ให้เติบโตแบบ Double digit พร้อมเดินหน้าคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารค่าใช้จ่าย และลงทุนรีโนเวตช้อปสู่แฟลกชิปสโตร์ รวมถึงพัฒนาระบบหลังบ้าน จุดแข็งของแม็คกรุ๊ปคือการใช้เครือข่ายจุดจำหน่ายหลายร้อยแห่งผสานกับช่องทางออนไลน์ เพื่อให้แม็คยีนส์ยังเป็นแบรนด์ยอดนิยมในตลาดยีนส์ แม้ผู้บริโภคจะมีตัวเลือกแบรนด์แฟชั่นจากต่างประเทศมากขึ้นก็ตาม

ผลประกอบการแบรนด์แฟชั่นหรู ฟื้นตัวไม่เท่ากัน ใครกำลังนำเกม

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

Related Products

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!