ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

Gucci Primavera เมื่อแคมเปญหรูรวมซูเปอร์สตาร์และเคต มอสเล่าเรื่องรักยุคใหม่

Gucci Primavera เมื่อแคมเปญหรูรวมซูเปอร์สตาร์และเคต มอสเล่าเรื่องรักยุคใหม่
ความสนใจ|วงการแฟชั่น

Gucci Primavera คืออะไร และทำไมถึงสำคัญต่อโลกแบรนด์หรู

Gucci Primavera campaign คือแคมเปญโฆษณาคอลเล็กชั่นแฟชั่นระดับลักเซอรีที่เล่าเรื่องการถือกำเนิดใหม่ของความรักและความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ ผ่านภาพยนตร์สั้นและภาพพอร์ตเทรต โดยใช้กลยุทธ์ celebrity brand ambassador ระดับโลกและการกำกับภาพแบบเรเนสซองส์ร่วมสมัย เพื่อสื่อสารตัวตนยุคใหม่ของแบรนด์ Gucci ในสไตล์ของ Demna ที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของแบรนด์ไว้ พร้อมทดลองรูปแบบการเล่าเรื่องแฟชั่นที่เน้นอารมณ์และวัฒนธรรมร่วมสมัยมากกว่าการโชว์สินค้าเพียงอย่างเดียว

จุดที่ทำให้ Gucci Primavera น่าสนใจคือการเปิดตัวแคมเปญอย่างเป็นทางการในฐานะ “การตื่นรู้ของพลังแห่งความรัก และรุ่งอรุณใหม่” ที่แบรนด์ตั้งใจใช้เป็นหมุดหมายของภาพลักษณ์ยุค Demna แบรนด์หรูไม่พูดถึงเสื้อผ้าเป็นหลัก แต่เลือกพูดถึงความรู้สึกของการเริ่มต้นใหม่ผ่านมนุษย์ การเต้นรำ และสายตาของคนแปลกหน้าที่กำลังเชื่อมต่อกัน นี่คือการย้ายจุดศูนย์กลางจากสินค้า ไปสู่เรื่องเล่าและความสัมพันธ์ของผู้สวมใส่แทน ซึ่งเป็นทิศทางที่แบรนด์หรูหลายรายกำลังเดินตาม แต่ Gucci ทำให้เห็นอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมในแคมเปญนี้

Gucci Primavera เมื่อแคมเปญหรูรวมซูเปอร์สตาร์และเคต มอสเล่าเรื่องรักยุคใหม่

Kate Moss กับการรีเมกมิวสิกวิดีโอและพลังการกลับมาของไอคอน

หัวใจของ Gucci Primavera campaign อยู่ที่ภาพยนตร์สั้นความยาว 4 นาที กำกับโดย Johan Renck ที่หยิบโครงสร้างมิวสิกวิดีโอเพลง Pass This On ของวง The Knife เมื่อ 23 ปีก่อนกลับมาใช้ใหม่ แต่แทนที่จะให้แดร็กอาร์ตทิสต์ใต้ดินอย่าง Rickard Engfors เป็นผู้นำการเต้นเหมือนต้นฉบับ ภาพยนตร์ครั้งนี้เลือกซูเปอร์โมเดลระดับตำนาน Kate Moss ให้มายืนลิปซิงค์บทเพลง Wicked Game ของ Chris Isaak ในเวอร์ชันเสียงบาริโทน การสลับตัวละครนำจากศิลปินใต้ดินในสวีเดนไปสู่โมเดลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก ถูกใช้เป็นคำถามเชิงวัฒนธรรมว่าเมื่อโลกใต้ดินถูกรวมเข้ากับป็อปคัลเจอร์กระแสหลัก คุณค่าต้นทางจะถูกกลืน หรือจะกลายเป็นสะพานเชื่อมคนหมู่มากสู่ความหลากหลาย

ฉากคนแปลกหน้าที่ค่อยๆ ตื่นตัว จับคู่ และออกสเต็ปเต้นรำบนฟลอร์ในขณะที่ Kate Moss ถือไมโครโฟนอยู่กลางห้อง คือวิธีเล่าเรื่องความรักในฐานะพลังค่อยๆ แพร่กระจาย ไม่ใช่ความรักคู่เดียวแบบโรแมนติกดั้งเดิม ภาพยนตร์แสดงให้เห็นว่าเมื่อเสียงบาริโทนของ Wicked Game ลอยผ่านห้อง ผู้คนที่แรกเริ่มเฉยชาเริ่มละลายกำแพงของตนเอง และกล้าที่จะเข้าใกล้กันมากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ Kate Moss comeback ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการกลับมาในฐานะโมเดล แต่เป็นการกลับมาในฐานะตัวละครที่ถือไมโครโฟนชักชวนคนทั้งห้องให้เชื่อในความเป็นไปได้ใหม่ของความรัก

กลยุทธ์รวมซูเปอร์สตาร์ทั่วโลก สู่พล็อตเรื่องเดียวกันของความรัก

Gucci Primavera ไม่ใช่แค่การดึงไอคอนเพียงคนเดียว แต่คือการ “รวบรวม 10 บุคคลทรงอิทธิพลจากดนตรี ภาพยนตร์ แฟชั่น และกีฬา” มาอยู่ในแคมเปญเดียวกัน แบรนด์ใช้ Global Brand Ambassadors อย่าง Xiao Zhan, Jin และ NINGNING เป็นแกนหลัก ก่อนจะต่อยอดด้วยเซเลบริตี้อย่าง Tom Brady, Alex Consani, EsDeeKid, Lee Young Ae, Shawn Mendes, Rico Nasty และ Tarzzan โครงสร้างนี้คือ luxury campaign strategy ที่ชัดเจน แบรนด์ไม่ได้มองคนดังเป็นเพียงพรีเซนเตอร์แยกประเทศ แต่จัดวางพวกเขาเป็นตัวละครที่อยู่ในจักรวาลเรื่องเล่าร่วมกัน ทำให้แฟนเพลง แฟนซีรีส์ แฟนกีฬา และแฟชั่นนิสต้าแต่ละกลุ่มมีทางเข้าแบรนด์ผ่านคนที่ตนผูกพัน

การใช้ multi-channel celebrity strategy แบบนี้คือการลงทุนในความหลากหลายของฐานแฟนคลับมากกว่าการหวังพึ่งซูเปอร์สตาร์เพียงคนเดียว แบรนด์จับคู่ไอคอนรุ่นใหญ่ระดับโลกกับคลื่นคนดังรุ่นใหม่และอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อให้การสื่อสารขยายไปทุกช่วงวัยและทุกแพลตฟอร์มในเวลาเดียวกัน ตามคำบรรยายในแคมเปญ กลุ่มคนทั้ง 10 คน “ต่างสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนที่หลากหลาย ภายใต้วิสัยทัศน์ของ Demna” นี่คือประโยคที่สะท้อนว่าคนดังแต่ละคนไม่ได้ถูกเลือกเพราะจำนวนผู้ติดตามเท่านั้น แต่เพราะพวกเขาสามารถเป็นภาษาร่วมสมัยที่เล่าเรื่อง Gucci ยุคใหม่ได้ในแบบของตนเอง

ภาพพอร์ตเทรตสไตล์เรเนสซองส์ กับการคืนชีวิตให้ตัวตนแบรนด์

หากภาพยนตร์สั้นคือหัวใจด้านอารมณ์ ภาพพอร์ตเทรตของ Michal Chelbin คือหัวใจด้านตัวตนภาพลักษณ์ แคมเปญ Gucci Primavera ใช้ช่างภาพรายนี้ลั่นชัตเตอร์ในรูปแบบภาพพอร์เทรตที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณยุคเรเนสซองส์สมัยใหม่ เขานำองค์ประกอบ ท่าทาง และความยิ่งใหญ่จากภาพวาดศิลปะยุคเรเนสซองส์มาปรับใช้กับ 10 บุคคลชั้นนำจากหลากหลายวงการ ผลลัพธ์คือภาพที่ทั้งสงบและเข้มข้น ซึ่งส่งทั้งออร่าแบบจิตรกรรมคลาสสิกและความเป็นคนร่วมสมัยไปพร้อมกัน ทำให้แฟน Gucci มองเห็นสายสัมพันธ์ระหว่าง heritage ของแบรนด์กับโลกวัฒนธรรมปัจจุบันผ่านร่างกายของคนดังที่พวกเขารู้จัก

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ภาพพอร์ตเทรตเหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “แนะนำคนดัง” แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือนภาพไอคอนทางวัฒนธรรมใบใหม่ของแบรนด์ การให้ Jin, NINGNING, Xiao Zhan และเหล่าเซเลบริตี้อย่าง Shawn Mendes, Tom Brady, Alex Consani, Lee Young Ae, Tarzzan, EsDeeKid และ Rico Nasty ปรากฏในกรอบภาพแบบเดียวกัน คือการบอกว่า Gucci กำลังสร้างโบสถ์ทางสุนทรียภาพใบใหม่ที่ทุกคนมีสิทธิ์เข้าไปยืนในฐานะตัวแทนยุคสมัย นี่คือการใช้ภาพนิ่งเป็นเครื่องมือเชื่อม heritage และ pop culture อย่างชัดเจน ภายใต้การกำกับภาพรวมของ Demna ที่ยังรักษาเอกลักษณ์แบรนด์ไว้

Primavera ในฐานะแบบเรียนใหม่ของการเล่าเรื่องแบรนด์หรู

เมื่อมองภาพรวม Gucci Primavera campaign กลายเป็นต้นแบบที่แบรนด์หรูอื่นควรศึกษามากกว่าการมองเป็นแค่แคมเปญสวยงาม แบรนด์ใช้โครงเรื่องความรักและการถือกำเนิดใหม่เป็นแกนเล่าเรื่อง แล้วผูกทุกองค์ประกอบตั้งแต่ Kate Moss comeback ภาพยนตร์สั้น 4 นาทีที่รีเมกจากงานเก่า 23 ปีก่อน ไปจนถึงภาพพอร์ตเทรตสไตล์เรเนสซองส์และบรรดา celebrity brand ambassador ทั่วโลก ให้หมุนอยู่รอบความรู้สึกเดียวกันของมนุษย์ นี่คือตัวอย่างว่าลักเซอรีในปัจจุบันไม่ได้ตั้งอยู่บนความห่างไกลอีกต่อไป แต่ตั้งอยู่บนการเล่าเรื่องที่ทำให้คนดูรู้สึกว่า “ตัวเองอาจเป็นคนหนึ่งบนฟลอร์เต้นรำนั้นได้”

ในยุคที่ผู้บริโภคไม่สนใจคอลเล็กชั่นใหม่หากไม่มีเรื่องเล่า Gucci Primavera แสดงให้เห็นว่า luxury campaign strategy ที่มีพลังต้องกล้าสร้างจักรวาลทางอารมณ์ ไม่ใช่แค่ภาพแคตตาล็อกสวยงาม การรวมซูเปอร์สตาร์และอินฟลูเอนเซอร์หลายเจเนอเรชันเข้าด้วยกันคือวิธีทำให้แบรนด์อยู่ในบทสนทนาหลากหลายวงการในเวลาเดียวกัน ขณะที่การใช้ผู้กำกับและช่างภาพที่มีผลงานเดิมฝังในวัฒนธรรมป็อป ช่วยให้แคมเปญมีน้ำหนักเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าคำโปรยการตลาด เมื่อดู Primavera จบ เราไม่ได้ถูกชวนให้ซื้อเสื้อผ้าทันที แต่ถูกชวนให้ตั้งคำถามว่า “เรื่องรักและการถือกำเนิดใหม่ของเราเองคืออะไร” ซึ่งนั่นต่างหากคือชัยชนะของการเล่าเรื่องแบรนด์หรูยุคนี้

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!