เมื่อสารคดีอีลอน มัสก์ กลายเป็นคำเตือนเรื่องอิทธิพลมหาเศรษฐี
อีลอน มัสก์ สารคดี เรื่องใหม่ของผู้กำกับ Alex Gibney คือภาพยนตร์เชิงสืบสวนที่ใช้ชีวิตและอำนาจของมหาเศรษฐีเทคโนโลยีรายหนึ่งเป็นกรณีศึกษา เพื่อสำรวจว่าความมีอำนาจของเทคโนโลยี เมื่อรวมกับอิทธิพลมหาเศรษฐีและข้อมูลภาครัฐ สามารถเปลี่ยนสมดุลของประชาธิปไตยและการเลือกตั้งได้อย่างไร โดยตั้งคำถามถึงกลไกตรวจสอบและความรับผิดชอบในยุคที่ปุ่มบนแพลตฟอร์มออนไลน์อาจทรงอิทธิพลกว่าคูหาเลือกตั้ง
Gibney เคยเล่าเรื่อง Enron ลัทธิ Scientology และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพ แต่เขาเปรียบเทียบเองว่าขอบเขตอำนาจของมัสก์ในสารคดี Musk นั้นกว้างกว่าใครที่เขาเคยทำงานด้วย สารคดีความยาวเกือบสี่ชั่วโมงนี้ไม่ใช่แค่เล่าชีวประวัติผู้ประกอบการ แต่คือลองชำแหละโครงสร้างอำนาจใหม่ที่ผูกเทคโนโลยี ยานอวกาศ รถไฟฟ้า แพลตฟอร์มโซเชียล และความสัมพันธ์กับรัฐบาลเข้าด้วยกัน จุดสำคัญคือผู้กำกับไม่ได้ถามว่าเราชอบหรือเกลียดมัสก์ แต่ถามว่าเราจะยอมให้ใครคนเดียวมีอำนาจขนาดนี้ได้อย่างไร

อิทธิพลมหาเศรษฐีกับข้อมูลรัฐ: จาก DOGE ถึงความเสี่ยง AI และการเลือกตั้ง
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในสารคดีคือช่วงที่มัสก์เข้าไปมีบทบาทในโครงการ Department of Government Efficiency หรือ DOGE ซึ่งมีเป้าหมายบนหน้ากระดาษคือทำให้ระบบราชการคล่องตัวขึ้นผ่านเทคโนโลยีและการลดบุคลากร แต่ในมุมมองของ Gibney สิ่งที่เกิดขึ้นกลับคือความไม่มั่นคงที่เพิ่มขึ้น และโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลพลเมืองมหาศาลโดยทีมเล็กๆ ใกล้ชิดมหาเศรษฐี
ในงานแถลงข่าวที่เทศกาลภาพยนตร์เวนิส Gibney อธิบายว่าในช่วง DOGE นั้นทีมที่เรียกว่า DOGE boys ได้สถานะคล้าย super admin ในหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงและเก็บสำรองข้อมูลของประชาชนสหรัฐในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาตั้งคำถามว่า การย้ายข้อมูลชุดใหญ่นั้นไปยังองค์กรที่มัสก์ควบคุมเป็นเรื่องง่ายราวกับย้ายไฟล์ในโฟลเดอร์หนึ่งไปอีกโฟลเดอร์หนึ่งหรือไม่ และเตือนว่าหากข้อมูลนี้ถูกใช้ร่วมกับ AI เพื่อมีผลต่อ AI และการเลือกตั้ง มันจะกลายเป็น Cambridge Analytica เวอร์ชันรุนแรงกว่าเดิม
ผู้สร้างสรรค์หรือผู้ทำลายประชาธิปไตย ความสองด้านของอีลอน มัสก์
สารคดี Musk ไม่ได้วาดภาพมัสก์เป็นปีศาจด้านเดียว ฝั่งหนึ่งเขาถูกเล่าในฐานะผู้ประกอบการที่ผลักดันนวัตกรรม ทั้งรถไฟฟ้า การสำรวจอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่หลายคนใช้ในชีวิตประจำวัน นี่คือภาพของนักประดิษฐ์ผู้กล้าเสี่ยงที่ทำให้ความมีอำนาจของเทคโนโลยีดูน่าตื่นเต้นและสร้างแรงบันดาลใจ
แต่อีกด้านหนึ่ง Gibney ระบุว่าสารคดีของเขาวาดภาพมัสก์ในฐานะผู้ทำลายประชาธิปไตยและผู้รื้อทิ้งเสรีภาพในการแสดงออก โดยเฉพาะหลังการเข้าซื้อแพลตฟอร์ม Twitter ที่ปัจจุบันคือ X สารคดีชี้ว่ามัสก์ใช้ AI ของแพลตฟอร์มในการปรับการจัดเรียงเนื้อหาให้สอดคล้องกับมุมมองส่วนตัวและการเมืองของเขา หากแพลตฟอร์มที่มีคนใช้จำนวนมากถูกขยับสวิตช์เพื่อเอียงให้เข้าข้างเจ้าของ ผู้กำกับก็ถามตรงๆ ว่าเราจะยังเรียกพื้นที่นั้นว่าเป็น “จตุรัสสาธารณะ” ได้อีกหรือไม่ และใครที่ต้องรับผิดชอบเมื่อการตัดสินใจหนึ่งครั้งส่งผลต่อการรับรู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนับล้าน
AI ในมือไม่กี่คน ทำไมประชาธิปไตยจึงต้องตั้งคำถาม
หนึ่งในลูกเล่นที่ชวนไม่สบายใจของสารคดีคือการใช้ AI สร้างอวตาร CGI ของมัสก์ พร้อมจับคู่เสียงจากคลังการสัมภาษณ์และคลิปออนไลน์จริง Gibney บอกว่าการใช้เทคโนโลยีแบบนี้เป็นความตั้งใจเชิงเสียดสี เขาเห็นว่าอันตรายของ AI ไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยีโดยตรง แต่อยู่ที่มนุษย์ไม่กี่คนที่ควบคุมมันโดยแทบไม่ต้องตอบคำถามใคร
เมื่อ AI และการเลือกตั้ง เริ่มเชื่อมกันผ่านข้อมูลและแพลตฟอร์มที่มหาเศรษฐีถือกุญแจ การตรวจสอบอิทธิพลมหาเศรษฐีจึงไม่ใช่ประเด็นอิจฉาคนรวย แต่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างว่าเราจะป้องกันไม่ให้การตัดสินใจของคนไม่กี่คนทำให้เสียงส่วนรวมกลายเป็นของประดับ หากข้อมูลภาครัฐสามารถกลายเป็นกระสุนดิจิทัล และอัลกอริทึมสามารถเลื่อนโพสต์หนึ่งให้เด่นกว่าอีกโพสต์ การกำหนดชะตาการเมืองอาจไม่ได้เกิดในคูหา แต่เกิดหลังจอเซิร์ฟเวอร์
ทางออกในยุคมหาเศรษฐีครองแพลตฟอร์ม เราต้องการกลไกตรวจสอบแบบใหม่
สิ่งที่สารคดีอีลอน มัสก์ สารคดี นี้ทำได้ชัดคือการทำให้เราเลิกมองมหาเศรษฐีเทคโนโลยีเป็น “ฮีโร่เดี่ยว” และเริ่มมองพวกเขาเป็นผู้เล่นการเมืองที่ถือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญไว้ในมือ ทั้งดาวเทียม แพลตฟอร์มสื่อสังคม ไปจนถึงการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐในบางช่วงเวลา คำถามเรื่องความรับผิดชอบและกลไกคานอำนาจจึงต้องเข้มข้นกว่าที่เคย
ในยุคที่ความมีอำนาจของเทคโนโลยีพัวพันกับอิทธิพลมหาเศรษฐี การฝากความหวังไว้กับความตั้งใจดีของบุคคลเดียวเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป เราจำเป็นต้องคิดถึงกติกาใหม่ เช่น ความโปร่งใสของการใช้ข้อมูลรัฐ ขอบเขตการใช้ AI ในแพลตฟอร์มสาธารณะ และบทบาทของสื่อในการตรวจสอบผู้มีอำนาจดิจิทัล ท้ายสุด สารคดีของ Gibney อาจไม่ให้คำตอบสำเร็จรูป แต่เป็นสัญญาณเตือนดังๆ ว่าหากเราไม่ออกแบบการกำกับดูแลตั้งแต่วันนี้ วันหนึ่งการเลือกตั้งอาจกลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ยืนยันการตัดสินใจของอัลกอริทึมที่เราไม่เคยเห็นหน้า






