EREV vs Hi4-T และ Hi4 คืออะไร ทำไมสายลุยต้องสนใจ
ระบบขยายระยะทางหรือรถ EREV ขยายระยะคือระบบขับเคลื่อนที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักและมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ป้อนพลังงานให้แบตเตอรี่เพื่อเพิ่มระยะทางเดินทาง โดยผู้ขับสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนในระยะหนึ่งแล้วต่อด้วยโหมดผสมไฟฟ้าและน้ำมันเพื่อให้วิ่งไกลขึ้น ลดความกังวลเรื่องสถานีชาร์จและยังคงแรงบิดสูงเหมาะกับการบรรทุกและออฟโรด สำหรับฝั่ง GWM Hi4-T เทคโนโลยี และ Hi4 นั้นจะเน้นปลั๊กอินไฮบริดที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งหน้าและหลัง ผสานเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ชูจุดเด่นเรื่องสมรรถนะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ และโหมดไฟฟ้าล้วนระยะไกลในสไตล์ SUV ไฮบริด 4 ล้อและกระบะปลั๊กอิน 1000 กม. ที่ตอบโจทย์คนใช้งานจริงมากกว่าตัวเลขบนโบรชัวร์
| Spec | A: POER Hi4-T | B: HAVAL H7 Hi4 |
|---|---|---|
| ความยาวตัวรถ | 5,416 มม. | 4,912 มม. |
| ความกว้างตัวรถ | 1,947 มม. | 1,950 มม. |
| ความสูงตัวรถ | 1,884 มม. | 1,905 มม. |
| ฐานล้อ | 3,230 มม. | 2,850 มม. |
| ความสูงใต้ท้องรถ | 220 มม. | 221 มม. |

GWM POER Hi4-T กระบะปลั๊กอิน 1000 กม. ที่ออกแบบมาให้ใช้จริง
GWM POER Hi4-T คือคำตอบของคนที่อยากได้กระบะปลั๊กอิน 1000 กม. ที่ขับเคลื่อนสี่ล้อและยังใช้งานได้ดุเดือดบนเส้นทางจริง ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด Hi4-T ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร รหัส E20NA ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังรวมมากถึง 422 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร พร้อมอัตราประหยัด 41.66 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่ากระบะสไตล์ลุยไม่จำเป็นต้องกินน้ำมันเสมอไป แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน LFP ความจุ 33.1 kWh ทำให้วิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ 115 กิโลเมตร และเมื่อชาร์จหนึ่งครั้งรวมกับน้ำมันหนึ่งถังสามารถเดินทางได้ถึง 1,037 กิโลเมตรในมาตรฐาน NEDC ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ Intelligent electronically controlled four-wheel drive สองสปีดพร้อม MLOCK รองรับโหมด Normal Eco Sport 4L และ 4H สามารถลากจูงได้ 3,500 กิโลกรัมและลุยน้ำสูงสุด 800 มิลลิเมตร ทำให้ POER Hi4-T เป็นรถปลั๊กอินที่ไม่กลัวงานหนัก

GWM HAVAL H7 Hi4 SUV ไฮบริด 4 ล้อที่เน้นครอบครัวและทางไกล
ถ้ากระบะ Hi4-T คือรถทำงาน HAVAL H7 Hi4 ก็เป็น SUV ไฮบริด 4 ล้อสายครอบครัวที่ยังอยากลุย ระบบปลั๊กอินไฮบริด Hi4 ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร รหัส GW4B15M คู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าหน้าและหลัง ให้กำลังรวม 435 แรงม้าและแรงบิด 670 นิวตันเมตร พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 4.9 วินาที การมีขับเคลื่อน 4 ล้อ intelligent AWD ทำให้การขับบนทางลื่นหรือทางดินมั่นใจขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งเฟืองท้ายหนักแบบกระบะ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน NMC ความจุ 33.7 kWh ทำให้วิ่งโหมดอีวีล้วนได้ 137 กิโลเมตร และระยะทางรวมทั้งระบบถึง 844 กิโลเมตรในมาตรฐาน WLTC เมื่อมองมิติจะเห็นว่าตัวรถยาว 4,912 มิลลิเมตร กว้าง 1,950 มิลลิเมตร สูง 1,905 มิลลิเมตร และฐานล้อ 2,850 มิลลิเมตร พร้อมความสูงใต้ท้อง 221 มิลลิเมตร เป็นขนาดที่บาลานซ์ระหว่างความโปร่งโล่งของ 7 ที่นั่งกับความคล่องตัวในเมือง ซึ่งต่างจาก POER ที่ยาว 5,416 มิลลิเมตรและฐานล้อ 3,230 มิลลิเมตรที่ออกแบบมาเน้นการบรรทุกและเสถียรภาพบนทางตรง

BAIC BJ40 Extended Range Obsidian Edition ระบบ EREV สำหรับออฟโรดสายเข้ม
ฝั่งรถ EREV ขยายระยะ BAIC BJ40 Extended Range Obsidian Edition แสดงให้เห็นอีกแนวคิดหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าในรถออฟโรด 4 ล้อ รถรุ่นนี้ใช้ระบบ Range Extended หรือ EREV ที่มีกำลัง 391 กิโลวัตต์หรือ 524 แรงม้า แรงบิด 655 นิวตันเมตร ทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 4.9 วินาที แบตเตอรี่ขนาด 41.7 กิโลวัตต์ชั่วโมงรองรับการเดินทางด้วยไฟฟ้าล้วน 201 กิโลเมตร และเมื่อใช้น้ำมันร่วมด้วยสามารถวิ่งไกลถึง 1,249 กิโลเมตรด้วยอัตราสิ้นเปลือง 1.17 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร ความแตกต่างของ BJ40 คือการใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Non-load Bearing และมี 3 Differential Lock เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่ยากลำบากบนเส้นทางออฟโรด ลุค Obsidian Edition เน้นสีดำด้านทั้งตัวรถ แผงกันกระแทก และล้อ พร้อมคาลิเปอร์เบรกสีแดงเพิ่มความเด่น เมื่อเทียบกับ SUV ไฮบริด 4 ล้อสายครอบครัวอย่าง HAVAL H7 Hi4 หรือกระบะปลั๊กอิน 1000 กม. อย่าง POER Hi4-T BJ40 Extended Range จึงยืนฝั่งสายลุยจัดเต็มชัดเจนกว่า

เลือกแนวทางไหนดี ระหว่าง Hi4-T Hi4 และรถ EREV ขยายระยะ
เมื่อดูภาพรวม เทคโนโลยีไฮบริดใหม่ของ GWM สำหรับรถยนต์ลุยอเนกประสงค์ทั้ง Hi4-T ใน POER และ Hi4 ใน HAVAL H7 คือการพยายามผูกโลกของมอเตอร์ไฟฟ้ากับสมรรถนะขับเคลื่อน 4 ล้อแบบที่คนใช้งานกระบะและ SUV ต้องการจริงจัง เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตรใน POER และ 1.5 ลิตรใน H7 ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มกำลังรวมและความประหยัดมากขึ้น ส่วนฝั่งระบบ EREV สำหรับออฟโรดของ BJ40 Extended Range เน้นการให้ไฟฟ้าเป็นพระเอกแล้วใช้เครื่องยนต์เป็นผู้สนับสนุนเพื่อยืดระยะทางและเติมความมั่นใจเมื่อต้องเดินทางไกลนอกเมือง มุมมองหนึ่งที่น่าสนใจคือ Hi4-T และ Hi4 ยังให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับรถสันดาปเดิม ขับง่าย เติมน้ำมันแล้วไปต่อ เหมาะกับคนที่ยังลังเลเรื่องสถานีชาร์จ ในขณะที่รถ EREV ขยายระยะอย่าง BJ40 เหมาะกับคนที่พร้อมจะใช้โหมดไฟฟ้าล้วนบ่อยๆ แต่ไม่อยากยอมแพ้เรื่องระยะทาง หากเข้าใจจุดยืนของแต่ละระบบ ก็จะเห็นว่าทั้งสามแนวคิดไม่ได้แข่งกันโดยตรง แต่เปิดทางเลือกใหม่ให้คนใช้รถลุยเลือกตัวตนที่ตรงกับการใช้งานมากที่สุด






