นิยามความเปลี่ยนแปลงใหม่ เมื่อสตรีตแวร์ขยับขึ้นเป็นหัวโต๊ะ
เทรนด์การดึงตัวคนทำสตรีตแวร์และแฟชั่นร่วมสมัยมานั่งตำแหน่งผู้บริหารออกแบบแฟชั่นในแบรนด์หรู คือความเปลี่ยนแปลงแบรนด์แฟชั่นที่สะท้อนการล้มลำดับชนชั้นเก่าในโลกหรู โดยย้ายคนที่มีเครดิตจากวัฒนธรรมถนนขึ้นไปเป็นผู้นำการออกแบบหรู เชื่อมภาพลักษณ์ไฮเอนด์เข้ากับเสียงของคนรุ่นใหม่ และใช้ประสบการณ์ความร่วมมือแบรนด์ฟิชั่นระหว่างดีไซเนอร์ ดนตรี และป็อปคัลเจอร์ เป็นเชื้อเพลิงในการออกแบบและขยายฐานแฟนคลับในระดับโลก การแต่งตั้ง Erin Magee อดีต Chief Creative Officer จาก Supreme ให้เป็น Chief Design Officer คนแรกของ SKIMS แบรนด์ของ Kim Kardashian คือสัญญาณชัดว่าหรูไม่พอ ต้องเข้าใจวัฒนธรรมด้วย SKIMS ประกาศดึง Magee เข้าทีมหลังเธอเพิ่งอำลา Supreme ไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ ทำให้การย้ายค่ายครั้งนี้ดูเหมือนการส่งไม้ต่ออย่างรวดเร็วระหว่างสตรีตแวร์สู่แบรนด์ที่กำลังโตในโลกออนไลน์
SKIMS และการตั้ง Erin Magee สู่ตำแหน่งผู้บริหารออกแบบแฟชั่นตัวจริง
ดีลของ SKIMS กับ Erin Magee ไม่ใช่การเพิ่มชื่อดังในทีมแบบสวยงาม แต่เป็นการวางโครงสร้างผู้นำการออกแบบหรูใหม่แบบชัดเจน SKIMS ตั้ง Magee เป็น Chief Design Officer คนแรกของแบรนด์ ซึ่งแปลว่าบทบาทการออกแบบถูกยกระดับเป็นเสาหลัก สร้างสมดุลกับตำแหน่ง Chief Creative Officer ที่ Kim Kardashian ถืออยู่เอง และใช้ภาพลักษณ์เซเลบเป็นหน้าเป็นตาในระดับโกลบอล ขณะที่ Mageeลงมือกำกับสินค้าจริงในทุกหมวด สิ่งที่น่าสนใจคือ Magee ทำงานกับ Supreme ยาวนานถึง 22 ปี ตั้งแต่ปี 2004 ผ่านทั้งงานออกแบบ การสร้างสินค้าหลากหมวด ไปจนถึงการพัฒนากลยุทธ์คอลแลบอเรชันกับแบรนด์และโปรเจกต์พิเศษต่างๆ ประสบการณ์ระดับนี้ทำให้ SKIMS ได้ผู้บริหารออกแบบแฟชั่นที่เข้าใจทั้งสตรีตแวร์และการสร้างธุรกิจสินค้าเชื่อมกับวัฒนธรรมร่วมสมัย ไม่ใช่แค่คนที่ทำลุคสวยบนรันเวย์เท่านั้น
จากชุดกระชับสัดส่วนสู่ไลฟ์สไตล์หรู การขยายจักรวาล SKIMS
การตั้ง Chief Design Officer ของ SKIMS เกิดขึ้นในจังหวะที่แบรนด์กำลังเปลี่ยนสถานะจากสินค้าเฉพาะทางไปสู่ไลฟ์สไตล์เต็มรูปแบบ SKIMS เริ่มจากชุดกระชับสัดส่วนและชุดชั้นใน แต่ตอนนี้กำลังขยายไปสู่เสื้อผ้าออกกำลังกาย ชุดว่ายน้ำ เสื้อผ้าผู้ชายและสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมทั้งการรุกตลาดนานาชาติอย่างจริงจัง การมีผู้นำการออกแบบที่มองภาพรวมทุกหมวดสินค้าเป็นเรื่องจำเป็น ไม่เช่นนั้นแบรนด์จะหลุดโทนและเสียเอกลักษณ์ระหว่างการเติบโต Magee ในฐานะผู้ก่อตั้ง MadeMe แบรนด์สตรีตแวร์สำหรับผู้หญิง มีภูมิหลังด้านการออกแบบที่ยึดมุมมองของผู้หญิงและวัฒนธรรมวัยรุ่นเป็นหลัก เมื่อคนแบบนี้มาจับเสื้อผ้าแนวกระชับสัดส่วนและไลฟ์สไตล์หรูของ SKIMS ผลลัพธ์ที่น่าคาดหวังคือสินค้าใหม่ที่ไม่เพียงสวยตามมาตรฐานหรู แต่ยังพูดภาษาแฟชั่นที่คนใส่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของ
Rico Nasty กับบทบาท Gucci Girl ความร่วมมือแบรนด์ฟิชั่นกับเสียงจากดนตรี
ในอีกฟากหนึ่งของโลกแฟชั่น การที่ Rico Nasty แรปเปอร์และศิลปินอเมริกันขึ้นแท่น Gucci Girl ผ่านแคมเปญ Primavera คือภาพสะท้อนอีกแบบของการให้พื้นที่วัฒนธรรมถนนและดนตรีในแบรนด์หรู เธอร่วมถ่ายแบบเคียงข้าง Kate Moss และ Shawn Mendes ในแคมเปญที่พูดถึงการเกิดใหม่และพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของความรัก นี่ไม่ใช่แค่การใช้คนดังหน้าใหม่ แต่คือการยอมรับว่ารสนิยมและสไตล์ที่เกิดจากยุคอินเทอร์เน็ตมีน้ำหนักในโลกหรูพอๆ กับแคตตาล็อกเก่า สิ่งสำคัญคือ Gucci ยอมให้ Rico ใช้ทีมกลามประจำของตัวเองในการสร้างลุคสำหรับแคมเปญ เธอเล่าว่าการที่แบรนด์ไว้ใจทีมของเธอทำให้รู้สึกสบายใจและเป็นเกียรติอย่างมาก นี่คือความร่วมมือแบรนด์ฟิชั่นรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้ดึงคนดังมาเป็นหุ่น แต่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินใช้ภาษาสไตล์ของตัวเอง เข้าใกล้แนวคิดเดียวกับการดึงดีไซเนอร์สตรีตแวร์เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่
Rico ยังเล่าถึงแผนต่อจากนี้ว่าจะเริ่มถ่ายทำซีซันใหม่ของซีรีส์ Margo’s Got Money Troubles หลังจบทัวร์ พร้อมทำเพลงใหม่ต่อและหวังว่าจะได้ทำงานแฟชั่นมากขึ้น การที่ศิลปินหนึ่งคนสามารถวิ่งไปมาระหว่างดนตรี ซีรีส์ และงานแฟชั่นแบบนี้ บอกเราว่าโครงสร้างอำนาจและความคิดสร้างสรรค์ในโลกหรูไม่ได้กระจุกอยู่ในห้องประชุมดีไซเนอร์อีกต่อไป แต่กระจายไปยังคนทำคอนเทนต์หลากแขนงซึ่งมีแฟนคลับติดตามบนโลกออนไลน์

อนาคตของผู้นำการออกแบบหรู เมื่อเครดิตสำคัญกว่าตราประทับ
ทั้งกรณี SKIMS ดึง Erin Magee มานั่งตำแหน่ง Chief Design Officer และกรณี Gucci ให้ Rico Nasty เข้าสู่บทบาท Gucci Girl ในแคมเปญหลัก สะท้อนภาพกว้างว่าระบบผู้นำการออกแบบหรูและวิธีเล่าเรื่องแบรนด์กำลังเปลี่ยนแกนกลางจากความเก่าแก่ ไปสู่เครดิตทางวัฒนธรรมที่พิสูจน์แล้วในโลกจริง แบรนด์หรูต้องการคนที่เข้าใจการสร้างกระแส การออกแบบที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และการคอลลาบอเรชันข้ามวงการอย่างแนบเนียน ในบริบทนี้ ผู้บริหารออกแบบแฟชั่นยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่ดีไซเนอร์ที่ขึ้นชื่อด้านเทคนิค แต่เป็นนักวัฒนธรรมที่ทำงานกับดนตรี อินเทอร์เน็ต และแฟนคลับทั่วโลก การแต่งตั้งคนจากสตรีตแวร์และการให้ศิลปินร่วมกำหนดภาพลักษณ์แบรนด์คือการยอมรับว่าพลังของวัฒนธรรมร่วมสมัยกำลังเขียนกติกาใหม่ให้แฟชั่นหรู อนาคตของความเปลี่ยนแปลงแบรนด์แฟชั่นจึงขึ้นกับว่าใครกล้ายกเก้าอี้หัวโต๊ะให้กับเสียงจากถนนก่อนกัน






