เมื่อโรคจิตเภทและไบโพลาร์ไม่ใช่โลกคนละใบในระดับพันธุกรรม
รากพันธุกรรมร่วมของโรคจิตเภทและไบโพลาร์คือแนวคิดว่าความเสี่ยงทางพันธุกรรมของโรคทั้งสองไม่ได้แยกจากกันเด็ดขาด แต่มีสัญญาณทางจีโนมจำนวนมากที่ซ้อนทับและสัมพันธ์กัน ทำให้โรคจิตเวชที่เคยถูกจัดเป็นภาวะคนละกลุ่มในเชิงอาการ อาจมีโครงสร้างทางชีววิทยาและเคมีสมองร่วมกันระดับลึก ซึ่งสะท้อนว่าระบบการจำแนกโรคแบบเดิมอาจไม่สอดคล้องกับความจริงทางพันธุกรรมของสมองมนุษย์
หัวใจของข่าวนี้คือ งานวิจัยขนาดยักษ์ที่วิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมของผู้คนมากกว่า 1 ล้านคน พบว่าหลายโรคจิตเวช โดยเฉพาะโรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้ว มีปัจจัยพันธุกรรมร่วมกันอย่างชัดเจน ผลนี้สวนทางกับวิธีที่ระบบแพทย์ใช้แยกโรคสองกลุ่มนี้ออกจากกันบนพื้นฐานของอาการ เช่น ประสาทหลอน ภาพหลอน เทียบกับการแกว่งของอารมณ์ขึ้นสุดลงสุด มุมมองแบบใหม่ชี้ว่าการยึดแต่อาการอาจทำให้เรามองไม่เห็นกลไกชีวภาพร่วมที่ควรถูกโจมตีด้วยการรักษาแบบเดียวกันบางส่วน และนี่คือจุดที่แนวคิดเรื่อง โรคจิตเภทและไบโพลาร์ อาจต้องถูกจัดวางใหม่ในแผนที่สมองยุคพันธุกรรม

งานวิจัยระดับล้านคน บอกอะไรเกี่ยวกับพันธุกรรมโรคจิตเวช
เบื้องหลังข้อสรุปที่สั่นคลอนวงการจิตเวชนี้คือการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับแนวหน้าเมื่อปี 2025 และถูกรวมไว้ในฉบับปี 2026 ซึ่งสำรวจภูมิทัศน์ทางพันธุกรรมของโรคจิตเวช 14 ชนิดอย่างเป็นระบบ งานวิจัยนำโดย Grotzinger และคณะ รวบรวมข้อมูลจากผู้ป่วยโรคจิตเวชรวมราว 1.05 ล้านคน เทียบกับกลุ่มควบคุมสุขภาพจิตปกติ และใช้เทคนิควิเคราะห์จีโนมหลายแบบเพื่อค้นหาทั้งสัญญาณร่วมและสัญญาณจำเพาะของแต่ละโรค
ผลการวิเคราะห์ด้วยวิธี genomic structural equation modelling เผยให้เห็นว่า ความเสี่ยงทางพันธุกรรมไม่ได้กระจายแบบสุ่ม แต่จับกลุ่มได้เป็นปัจจัยหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรคย้ำคิดย้ำทำและความผิดปกติการกินบางชนิด กลุ่ม Schizophrenia–Bipolar กลุ่มความผิดปกติพัฒนาการ เช่น ออทิสติกและ ADHD กลุ่มโรคซึมเศร้า PTSD และโรควิตกกังวล และกลุ่มความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด เช่น แอลกอฮอล์ นิโคติน กัญชา และโอปิออยด์ การจัดกลุ่มแบบนี้ต่างจากคู่มือวินิจฉัยโรคจิตเวชที่คนทำงานคลินิกใช้มานาน ซึ่งเน้นจำแนกจากอาการมากกว่าจากพันธุกรรม
ปัจจัย SB ทำไมโรคจิตเภทและไบโพลาร์จึงทับซ้อนกันสูง
หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของงานนี้คือการค้นพบปัจจัยทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Schizophrenia–Bipolar หรือ SB factor ซึ่งรวมโรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้วไว้ในกลุ่มเดียวกัน นักวิจัยพบหลักฐานการทับซ้อนทางพันธุกรรมในระดับสูงระหว่างสองโรคนี้ และพบบริเวณของจีโนมจำนวนมากที่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมร่วมกันเมื่อเทียบกับคู่โรคอื่น กล่าวง่ายๆ คือ พันธุกรรมโรคจิตเภทและไบโพลาร์ ซ้อนทับกันหนาแน่น ไม่ใช่แค่แตะกันบางส่วน
อย่างไรก็ตาม การทับซ้อนนี้ไม่ได้แปลว่าโรคจิตเภทและโรคอารมณ์สองขั้วคือโรคเดียวกัน และไม่ควรถูกตีความผิดว่าใครเป็นโรคหนึ่งแล้วจะมีโอกาส 70 เปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นอีกโรคหนึ่ง งานวิจัยเน้นชัดว่าตัวเลขการทับซ้อนเป็นการเปรียบเทียบสัญญาณความเสี่ยงทางพันธุกรรมในระดับประชากร ไม่ใช่ความน่าจะเป็นของบุคคลแต่ละคน ใจความสำคัญจึงอยู่ที่การยอมรับว่ากลไกชีววิทยาระดับสมองอาจร่วมกันในสองโรค แม้ภาพอาการทางคลินิกจะต่างกันมาก การฝืนแบ่งแยกสองโรคแบบเส้นตรงแข็งๆ จึงดูขัดกับสิ่งที่จีโนมกำลังบอกเรา
คลื่นลูกใหม่ของการวินิจฉัยจากพันธุกรรมสะเทือนไปถึงกลุ่มออทิสติก
หากงาน SB factor เป็นตัวอย่างของการใช้ พันธุกรรมโรคจิตเวช เพื่อจัดกลุ่มโรคจิตเวชใหม่ งานเกี่ยวกับกลุ่มออทิสติกก็ยิ่งตอกย้ำว่าการมองผ่านจีโนมกำลังเปลี่ยนกติกาการดูแลผู้ป่วย งานวิเคราะห์ครั้งใหญ่ที่นำโดยทีมจากศูนย์วิจัยออทิสติกแห่งหนึ่ง พบว่ากลุ่มอาการ Phelan‑McDermid ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับออทิสติก อาจพบได้บ่อยกว่าที่เคยคิดมาก การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Autism Research ประเมินว่าภาวะนี้ส่งผลกระทบราว 1 ใน 7,300 คน หรือคิดเป็นความชุก 13.7 รายต่อประชากร 100,000 คน
จุดที่น่าคิดคือ ช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างจำนวนผู้ป่วยที่มีการวินิจฉัยแล้วกับตัวเลขประมาณการ นักวิจัยชี้ว่าหลายคนที่มีความบกพร่องพัฒนาการและออทิสติกไม่เคยได้รับการตรวจพันธุกรรม หรือได้รับการตรวจที่ไม่ครอบคลุมยีนสำคัญอย่าง SHANK3 ผลคือครอบครัวจำนวนมากอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจำเพาะที่เริ่มมีการพัฒนาการรักษาแบบมุ่งเป้า งานชิ้นนี้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นคำเตือนว่าการเพิกเฉยการตรวจทางพันธุกรรมคือการปล่อยให้ผู้ป่วยจำนวนมากหลุดจากเรดาร์ทั้งด้านการดูแลและการวิจัย
จากจีโนมถึงคลินิก ทำไมคนทั่วไปควรสนใจการศึกษาทางพันธุกรรม
เมื่อวิทยาศาสตร์กำลังแสดงให้เห็นว่าโรคจิตเวชจำนวนมากมีรากพันธุกรรมทับซ้อนกัน เราไม่ควรปล่อยให้ข้อมูลนี้จบแค่ในห้องแล็บ ในกรณี Phelan‑McDermid syndrome นักวิจัยเสนอแนะอย่างชัดว่า “เราแนะนำให้เด็กทุกคนที่มีออทิสติกเข้ารับการตรวจพันธุกรรม เพราะความรู้คือพลัง” การทราบสาเหตุจากพันธุกรรมเปิดประตูสู่การดูแลเฉพาะทาง การเข้าร่วมงานวิจัย การทดลองยาคลินิก เครือข่ายผู้ป่วย และอาจรวมถึงการรักษาที่เปลี่ยนทิศทางของโรคได้
ในมุมของโรคจิตเภทและไบโพลาร์ การค้นพบความเสี่ยงทางพันธุกรรมร่วมขนาดใหญ่บอกเราอย่างชัดว่า การรักษาในอนาคตควรหันมามุ่งที่กลไกสมองร่วม มากกว่าจำกัดตัวเองด้วยกรอบชื่อโรคเดิม การจำแนกโรคด้วยพันธุกรรมไม่ได้หมายถึงการติดป้ายเพิ่ม แต่คือการจัดคนไข้เข้าสู่กลุ่มความเสี่ยงที่ตรงกับชีววิทยาจริง เพื่อออกแบบยาหรือการบำบัดที่แม่นยำขึ้น สำหรับคนทั่วไป นี่คือคำเชิญให้เปลี่ยนมุมมองต่อ โรคจิตเภทและไบโพลาร์ จากภาพโรคที่ไกลตัวและซับซ้อน เป็นภาวะที่เราสามารถเข้าใจได้ผ่านภาษาใหม่ของจีโนม และเรียกร้องให้ระบบสาธารณสุขให้ความสำคัญกับการศึกษาทางพันธุกรรมอย่างจริงจัง






