ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

เมื่อราคาหุ้น Nike ร่วง 78% แบรนด์ระดับโลกเปิดหน้าเปราะบาง

เมื่อราคาหุ้น Nike ร่วง 78% แบรนด์ระดับโลกเปิดหน้าเปราะบาง
ความสนใจ|วงการแฟชั่น

วิกฤตแบรนด์ยักษ์ใหญ่: ราคาหุ้นร่วงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข

วิกฤตแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของ Nike คือเหตุการณ์ที่ราคาหุ้น Nike ร่วงลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องหลายปี จนมูลค่าบริษัทหายไปจำนวนมาก และสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบผลิตภัณฑ์ซ้ำ การตลาดไม่เข้าถึงเป้าหมาย และการปรับตัวต่อผู้บริโภคยุคใหม่ที่ช้ากว่าคู่แข่ง สามารถทำให้แบรนด์ระดับโลกที่เคยเป็นผู้นำ กลายเป็นบริษัทที่นักลงทุนตั้งคำถามเรื่องอนาคตได้อย่างชัดเจน สิ่งที่ทำให้กรณี Nike น่าคิดไม่ใช่แค่การที่ราคาหุ้นดิ่งหนัก แต่คือการที่แบรนด์ที่เคยเป็น “สัญลักษณ์แห่งนวัตกรรมและวัฒนธรรมกีฬา” กลับติดกับดักความสำเร็จของตัวเอง จากจุดสูงสุดราคาหุ้นเคยทำไว้ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ก่อนจะลดลงแล้วราว 78% และทำให้มูลค่าตลาดหายไปประมาณ 6.58 ล้านล้านบาท ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นการดิ่งลงครั้งใหญ่ที่สุดที่ Nike เคยเจอในฐานะบริษัทมหาชน นี่จึงไม่ใช่เพียงวิกฤตการเงิน แต่เป็นสัญญาณว่าจิตวิญญาณแบรนด์กำลังสั่นคลอนอย่างแท้จริง

จาก Nike Direct สู่ยุทธศาสตร์แบรนด์ล้มเหลว

หากมองต้นตอของการที่ราคาหุ้น Nike ร่วง เราต้องย้อนกลับไปที่การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ผลประกอบการไตรมาสใดไตรมาสหนึ่ง การผลักดันโมเดลขายตรง Nike Direct อย่างหนักในยุคซีอีโอ จอห์น โดนาโฮ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 ถูกมองว่าเป็นการเร่งปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่กลับกลายเป็นการทิ้งพื้นที่สำคัญให้คู่แข่งเข้าไปยึดบนชั้นวางสินค้าปลีก เมื่อ Nike ลดความสำคัญของช่องทางค้าส่ง ก่อนที่ระบบดิจิทัลของตัวเองจะพร้อม ผู้เล่นรายอื่นก็ใช้โอกาสนี้แทรกตัวเข้าไปใกล้ผู้บริโภคกว่าเดิม ยุทธศาสตร์แบรนด์ล้มเหลวในที่นี้ไม่ใช่แนวคิดขายตรงที่ผิดโดยตัวมันเอง แต่คือจังหวะและการจัดลำดับความสำคัญที่ผิด ทำให้แบรนด์สูญเสียการมองเห็นในชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก ขณะที่ภาพลักษณ์ “ผู้นำนวัตกรรม” เริ่มถูกแทนที่ด้วยแบรนด์ที่ดูเชื่องช้าและห่างไกลผู้บริโภคยุคใหม่ตัดสินใจซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่หลากหลายมากขึ้น หลังโดนาโฮออกจากตำแหน่ง เอลเลียต ฮิลล์ ซึ่งเป็นผู้บริหารเก่าของ Nike จึงถูกดึงกลับมานั่งเก้าอี้ซีอีโอ พร้อมแผนพลิกฟื้นชื่อ “Win Now” เพื่อหยุดยอดขายที่ตกต่อเนื่อง รักษาส่วนแบ่งตลาด และพาแบรนด์กลับไปโฟกัสกับกีฬาจริงอย่างบาสเกตบอลและการวิ่ง แต่ในสายตานักลงทุน แผนนี้ยังไม่แสดงผลให้เห็นได้ชัด และความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา

เมื่อรองเท้ารุ่นคลาสสิกไม่ขลังอีกต่อไป

จุดที่สะท้อนปัญหาด้านผลิตภัณฑ์ได้ชัดที่สุดคือการพึ่งพารองเท้ารุ่นคลาสสิกมากเกินไป ทั้ง Air Force 1, Dunk และ Air Jordan ต่างเคยเป็นไอคอนที่ทำยอดขายมหาศาล แต่เมื่อ Nike เลือกผลิตซ้ำและป้อนตลาดอย่างต่อเนื่อง ของที่เคยหายากก็กลายเป็นสินค้าที่หาซื้อได้ทั่วไป ต้องพึ่งการลดราคา และในที่สุดทำให้มนต์ขลังของแฟรนไชส์หลักลดลงอย่างหนัก รายงานวิเคราะห์ “The Swoosh Pivot: A Deep Dive into Nike's 2026 Rebuilding” ระบุชัดว่าการผลิตรุ่นคลาสสิกซ้ำๆ เกิดภาวะ Consumer Fatigue หรือความเหนื่อยล้าของผู้บริโภคในช่วงปี 2024-2025 Athletes in Business ยังชี้ว่าการเร่งผลิต Air Force 1, Air Jordan 1 และ Dunk ทำให้เสน่ห์และความน่าสนใจของรองเท้าลดลงจนซีอีโอต้องสั่งลดกำลังการผลิตเพื่อดึงความหายากกลับมา นี่คือการออกแบบที่หยุดนิ่ง เมื่อผู้บริโภคยุคใหม่คาดหวังความแปลกใหม่ สตอรี่ที่สด และความรู้สึกว่าตัวเองได้ “ของพิเศษ” มากกว่าการได้รองเท้าแบบเดิมในสีใหม่ การที่ Nike ไม่เร่งสร้างรุ่นใหม่หรือแนวคิดใหม่ให้ทัน จึงทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ตัดสินใจมองหาแบรนด์อื่นที่ตอบโจทย์ความอยากลองของใหม่มากกว่า

ผลสะเทือนต่อจีนและคำถามใหญ่เรื่องความเกี่ยวข้อง

อีกสนามที่ทำให้เห็นชัดว่า Nike กำลังเสียวัฒนธรรมและความเกี่ยวข้องคือจีน แม้ตลาดชุดกีฬาในจีนจะเติบโตแรงถึง 51% ในช่วง 5 ปีจากกระแสใส่ใจสุขภาพ แต่ยอดขายของ Nike ในจีนกลับหดตัวลงต่อเนื่อง 8 ไตรมาส และธุรกิจโดยรวมลดลงราว 30% ตั้งแต่ปี 2564 รายได้ทั้งปีของตลาดจีนลดลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดเมื่อมีการนำแถลงการณ์เก่าของ Nike ที่แสดงความกังวลเรื่องแรงงานในซินเจียงกลับมาเผยแพร่อีกครั้งในเดือนมีนาคม 2564 จนเกิดกระแสเรียกร้องให้บอยคอตในหมู่ผู้บริโภคจีนบางส่วน ขณะเดียวกันแบรนด์ท้องถิ่นใช้จังหวะนี้สร้างภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรมของตัวเองให้แข็งแรงขึ้น นักวิจัยผู้บริโภคบางรายถึงกับอธิบายว่า Nike แทบกลายเป็นแบรนด์ที่ “ไม่เกี่ยวข้อง” กับคนหนุ่มสาวแล้ว เพราะพวกเขานึกไม่ออกว่าสิ่งใหม่ล่าสุดที่ Nike ทำในตลาดคืออะไร ขณะที่คู่แข่งบางราย กลับถูกเล่าเรื่องนวัตกรรมได้ทันที สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ผลกระทบที่จับต้องได้คือ Nike เริ่มปรับโครงสร้างช่องทางการขายในจีน โดยตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 บริษัทมีแผนตัดร้านค้าออนไลน์ของบุคคลที่สามออกมากกว่า 1,000 ราย แล้วรวมการขายไว้บนแอป เว็บไซต์ และหน้าร้านทางการของตัวเองในแพลตฟอร์มใหญ่ๆ เท่านั้น ผู้บริโภคยุคใหม่ตัดสินใจซื้อผ่านช่องทางดิจิทัลที่หลากหลาย การบีบช่องทางลงและพยายามควบคุมประสบการณ์ทั้งหมดเอง จึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง

ราคาหุ้น Nike ร่วงคือสัญญาณเตือนทุกแบรนด์มรดก

เมื่อราคาหุ้น Nike ร่วงอย่างหนักต่อเนื่องจนแตะจุดต่ำสุดในรอบกว่า 10 ปี และถูกพูดถึงในมุมความเป็นไปได้ที่จะหลุดจากดัชนีขนาดใหญ่ อย่างการร่วงลงมากกว่า 78% จากจุดสูงสุดในปี 2021 เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะบริษัทหนึ่ง แต่เป็นกรณีศึกษาเข้มข้นสำหรับทุกแบรนด์ที่มีประวัติยาวนาน รายได้รวมของ Nike ในปีบัญชีล่าสุดแม้จะยังทรงตัวใกล้เคียงเดิม แต่กำไรสุทธิก็หายไปเกือบครึ่ง กระแสเงินสดอิสระลดลงกว่าครึ่งเช่นกัน และเงินปันผลที่จ่ายออกมาก็สูงกว่าเงินสดที่เกิดใหม่ในปีนั้น นี่คือภาพของธุรกิจที่ยังขายได้ แต่เปลี่ยนยอดขายให้กลายเป็นผลตอบแทนที่น่าดึงดูดนักลงทุนไม่ได้ บทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์มรดกคือ การยึดติดกับความสำเร็จเดิมและไม่ยอมเสี่ยงกับผลิตภัณฑ์ใหม่อาจปลอดภัยในระยะสั้น แต่ในระยะยาวมันทำลายทั้งภาพจำด้านนวัตกรรมและโอกาสการเชื่อมต่อกับผู้บริโภคยุคใหม่ที่กล้าลองสิ่งใหม่ตลอดเวลา วิกฤตแบรนด์ยักษ์ใหญ่ครั้งนี้จึงเหมือนเสียงเตือนชัดว่า แบรนด์ที่หยุดเปลี่ยนแปลง จะถูกตลาดลงโทษเร็วกว่าที่คิด และการตลาดไม่เข้าถึงเป้าหมายในโลกที่ผู้บริโภคเลือกเองทุกวินาที คือความเสี่ยงร้ายแรงที่ไม่มีใครควรมองข้าม

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม บทความนี้สร้างขึ้นด้วย AI จากแหล่งข้อมูลที่เผยแพร่และข้อมูลสินค้า

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!