จากท่องเที่ยวพักผ่อน สู่ยุคท่องเที่ยวการแพทย์และเวลเนสมูลค่าสูง
ท่องเที่ยวการแพทย์และท่องเที่ยวเวลเนสคือการเดินทางที่ผสานการรักษาโรค การดูแลเชิงป้องกัน และการฟื้นฟูสุขภาพทางกายใจเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยวคุณภาพสูง โดยนักเดินทางมองหาศูนย์สุขภาพ โรงพยาบาล และบริการสปาหรูหราซึ่งให้ทั้งความปลอดภัยทางการแพทย์และการพักผ่อนลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่สถานที่สวยงาม จึงเป็นรูปแบบท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับอายุขัย การมีช่วงชีวิตที่แข็งแรง และการใช้เวลาเดินทางอย่างมีความหมายมากขึ้น. จุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ คือการที่รัฐบาลและเอกชนไม่มองการท่องเที่ยวแบบแยกส่วนอีกต่อไป แต่เริ่มสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโรงพยาบาล ศูนย์สุขภาพ ที่อยู่อาศัยลองเจวิตี รีเทล และสปาหรูหราเข้าไว้ในปลายทางเดียวกัน แนวโน้มนี้ยิ่งชัดหลังวิกฤตโควิด เมื่อผู้คนรับรู้ว่าอายุยืนอย่างเดียวไม่พอ หากช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) ยังสั้นกว่าช่วงอายุขัยเกือบสิบปี จนการเดินทางเพื่อดูแลสุขภาพเป็น “ความจำเป็นใหม่” ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย.

เวลเนสเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่: ตัวเลขที่บอกว่าโฟกัสสุขภาพคือการโฟกัสรายได้
หากมองเพียงตัวเลข นักวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจคงไม่กล้าละเลยท่องเที่ยวเวลเนสและท่องเที่ยวการแพทย์อีกต่อไป เพราะในช่วงปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเวลเนสของประเทศหนึ่งขยายตัวถึง 10.1% ขณะที่ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโตสูงถึง 36.4% อสังหาริมทรัพย์ด้านเวลเนสโต 22.9% และธุรกิจสปาเพิ่มขึ้น 18% ดันให้ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 7 ของโลกด้านการเติบโตของเศรษฐกิจเวลเนส. นี่คือโอกาสในการขยับจากปลายทางท่องเที่ยวราคาถูกไปสู่ปลายทางสุขภาพมูลค่าสูง. ในทางการแพทย์ ท่องเที่ยวการแพทย์ถูกย้ำชัดว่าเป็น “ธุรกิจท็อปทำเงิน” เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีช่วงหนึ่งลดลงราว 3.19% แต่เที่ยวบินที่เข้าเพื่อรักษาโรคกับโรงพยาบาลเอกชนระดับนานาชาติกลับเพิ่มขึ้นถึง 18.35% และกลุ่ม Quality Wellness Tourism ใช้จ่ายสูงกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปถึง 35% พร้อมค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อการผ่าตัดกระดูกสันหลังระดับครึ่งล้านบาทต่อคน. ตัวเลขเหล่านี้บอกตรงๆ ว่า การแข่งขันเรื่องจำนวนคนมาเยือนไม่สำคัญเท่าคุณภาพและมูลค่าการใช้จ่าย.

รัฐเดินเกม Global High-Value Wellness Hub: นวดไทย เวลเนส และเวทีโลก
เมื่อรัฐบาลเริ่มพูดชัดว่าต้องการ “Global High-Value Wellness Hub” ทิศทางเชิงนโยบายก็เปลี่ยนจากการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวแบบกระจัดกระจายไปสู่การปักหมุดภาพลักษณ์ศูนย์สุขภาพครบวงจร โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกปล่อยหมากสำคัญสองงานใหญ่ในปีเดียวกัน เริ่มจากมหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ ซึ่งตั้งใจวางรากฐานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันนวดไทยและนวัตกรรมสุขภาพพื้นบ้านให้กลายเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูง ภายใต้แนวคิด “NUAD Thai Heritage and Wellness to Global Future” พร้อม 9 โซนสุขภาพที่เชื่อมองค์ความรู้ การออกแบบที่อยู่อาศัย การแพทย์ และเทคโนโลยีลองเจวิตีเข้าด้วยกัน. หมากอีกตัวคือการรับบทเจ้าภาพร่วมในงาน Global Wellness Summit ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเวทีประชุมผู้นำเวลเนสโลก แต่คือการประกาศต่อหน้าผู้ลงทุนและผู้ประกอบการสากลว่าประเทศนี้พร้อมจัดวางมาตรฐานด้าน Medical Wellness และภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยในระดับโลก. การเข้ามาเป็น Co-host แทนที่จะเป็นเจ้าภาพเฉยๆ แปลว่ารัฐไม่อยากเป็นเพียงฉากหลัง แต่ต้องการมีเสียงในกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมเวลเนสโลก.
เอกชนต่อยอด: เมืองสุขภาพ WellEra และโมเดลประสบการณ์แบบภูเก็ต
ฝั่งเอกชนไม่ได้รอรัฐลากไปข้างหน้า แต่กำลังสร้างต้นแบบเศรษฐกิจสุขภาพรูปแบบใหม่ชัดเจน ตัวอย่างสำคัญคือเมกะโปรเจ็กต์ WellEra ที่พัฒนาโดยกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Everyday Wellness Ecosystem for Everyone” เป้าหมายไม่ใช่แค่เปิดศูนย์สุขภาพอีกแห่ง แต่สร้างเมืองสุขภาพต้นแบบที่ทำให้การดูแลสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าการรักษาเมื่อเจ็บป่วย. โครงการนี้จะทยอยเปิดส่วนรีเทล คลินิกเวลเนส และ Urban Wellness Retreat ในปี 2572 ก่อนตามด้วย Branded Residence อย่างเต็มรูปแบบในปี 2573 เพื่อผสานการอยู่อาศัย การแพทย์ และไลฟ์สไตล์ในพื้นที่เดียว. ในมุมท่องเที่ยวเวลเนส ภูเก็ตกำลังถูกปั้นให้เป็นฮับประสบการณ์สุขภาพและความบันเทิงระดับโลก เมื่อแบรนด์สปาหรู Divana จับมือ Simon Cabaret Phuket สร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ผสาน Wellness, Hospitality และ World-Class Entertainment เข้าด้วยกัน ปล่อยมาตรฐานใหม่ของ Luxury Wellness Tourism ด้วยแพลตฟอร์มอย่าง Queen of the Night Card ที่เชื่อมโรงละคร สปาหรูหรา และสามารถต่อยอดเข้าหาโรงแรม รีสอร์ต สายการบิน ร้านอาหาร และบริษัทนำเที่ยวได้ในอนาคต. นี่คือการบอกว่า “สปาหรูหรา” ยุคใหม่ไม่ใช่การนวดดีๆ แต่คือแพ็กเกจประสบการณ์ปลายทาง.

บทสรุป: ใครเข้าใจว่าการท่องเที่ยวสุขภาพคือดีลระยะยาว จะชนะเกมคุณภาพ
เมื่อมองภาพรวมจะเห็นว่า การผลักดันท่องเที่ยวการแพทย์ ท่องเที่ยวเวลเนส และการพัฒนาเมืองสุขภาพไม่ได้เป็นแค่ยุทธศาสตร์ดันตัวเลข GDP ระยะสั้น แต่คือการทำดีลระยะยาวกับทั้งประชาชนและนักเดินทางคุณภาพสูง คนในประเทศได้ประโยชน์จาก Healthspan ที่ยาวขึ้น ช่องว่างระหว่างอายุขัยและช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีถูกตั้งเป็นโจทย์ร่วมให้ทุกฝ่ายช่วยกันลด ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวที่เข้ามารักษาโรคจำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัย กิจกรรม และบริการเสริม ทำให้เงินจากห้องผ่าตัดไหลต่อไปยังสปาหรูหรา ร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์ลองเจวิตี. คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครจะดึงคนมาเที่ยวได้มากกว่า แต่คือใครจะสร้างระบบนิเวศศูนย์สุขภาพที่เชื่อมโรงพยาบาลมาตรฐานโลก นวดไทย เวลเนส เทคโนโลยีลองเจวิตี ที่อยู่อาศัย และประสบการณ์ความบันเทิงได้ครบกว่า ประเทศที่ตอบโจทย์นี้ได้ จะมีโอกาสขึ้นแท่นปลายทางสุขภาพระดับพรีเมียมของเอเชียอย่างแท้จริง และไม่ใช่แค่ปลายทางให้มาเที่ยว แต่เป็นปลายทางให้มาใช้ชีวิต.






