50 ปีการทูตกับยุทธศาสตร์ใหม่ของท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม
ท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม คือความร่วมมือการท่องเที่ยวระหว่างสองตลาดระยะใกล้ที่เชื่อมกันด้วยสายการบิน วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ร่วม และกำลังถูกยกระดับผ่านงานแสดงสินค้า การทำตลาดเชิงรุก และกิจกรรมเฉลิมฉลองทางการทูต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเวียดนามกลุ่มใหม่และเพิ่มการเดินทางกลับซ้ำในเส้นทางเดิม การเข้าร่วมงาน ITE HCMC 2026 ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม ณ Saigon Exhibition and Convention Center เป็นมากกว่าการออกบูธของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่คือการประกาศใช้เวทีระหว่างประเทศแห่งนี้เป็นเครื่องมือหลักในกลยุทธ์การตลาดการท่องเที่ยวปี 2026–2027 การตั้งเป้าชัดว่าจะเข้าถึงนักท่องเที่ยวเวียดนามกลุ่มใหม่ ทั้งคนเดินทางเพื่อเป็นรางวัล นักท่องเที่ยวงานอีเวนต์ และสายไลฟ์สไตล์ แสดงว่าไทยไม่ได้รอให้นักท่องเที่ยวกลับมาเองอีกต่อไป หากแต่เดินเข้าไปหาเขาถึงบ้าน ด้วยข้อเสนอประสบการณ์แบบใหม่ และภาพลักษณ์ “New Thailand” ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ
จากบูธไทยถึงกิจกรรมเวียดนามไนต์: เมื่อการตลาดพบการทูต
การท่องเที่ยวไทยเลือกจะไม่แยก “งานโปรโมชั่น” ออกจาก “การเมืองระหว่างประเทศ” แต่ใช้เวทีเดียวกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด งาน Gala Vietnam Night ที่จัด ณ Gem Center ในกรุงโฮจิมินห์ จึงมีความหมายมากกว่าเป็นเพียงงานเลี้ยงกลางคืน เพราะนี่คือเวทีเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม และเป็นสัญญาณชัดว่าทั้งสองประเทศเห็นบทบาทการท่องเที่ยวเป็นสะพานเชื่อมคน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม สิ่งที่น่าสนใจคือ ททท. เข้าไปยืนในเวทีนี้ในฐานะตัวแทนภาคการท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่หน่วยงานรัฐ เมื่อผู้นำระดับสูงจากหลายประเทศอาเซียนมารวมตัวกัน ความร่วมมือการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นวาระระดับภูมิภาคทันที “การเข้าร่วมงาน ITE HCMC 2026 ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างเครือข่ายและเชื่อมโยงความร่วมมือในระดับภูมิภาค” คือข้อความที่สะท้อนมุมมองว่าการตลาดท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องของตำแหน่งทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือทางการทูตเชิงนุ่มนวลที่จับต้องได้

บูธไทยใน ITE HCMC 2026: เป้าหมายใหม่ นักท่องเที่ยวเวียดนามรุ่นใหม่
ในพื้นที่งาน ITE HCMC 2026 ที่คาดว่าจะมีผู้แทนจากต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 600 หน่วยงาน และมีการนัดหมายเจรจาธุรกิจมากกว่า 26,000 นัดหมาย ไทยเลือกใช้บูธของตนเป็นสนามทดลองแนวคิด “ลูกค้าใหม่ ประสบการณ์ใหม่ พันธมิตรใหม่ ภาพลักษณ์ใหม่” โดยจับกลุ่ม Gen Z และนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลของเวียดนามเป็นเป้าหมายหลัก กิจกรรมเชิงประสบการณ์อย่างการให้ผู้เข้าชมออกแบบพวงกุญแจจากสัญลักษณ์วัฒนธรรมไทย เรียนภาษาไทยพื้นฐาน และชิมข้าวเหนียวมะม่วง กลายเป็นการรีแบรนด์ประเทศไทยจากจุดหมายปลายทางเก่าแก่ ให้เป็นสนามเล่นของคนรุ่นใหม่เวียดนามที่มองหาประสบการณ์สนุก มีเรื่องเล่า และเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ตนเอง ขณะเดียวกัน ททท. ไม่ปฏิเสธฐานเดิมอย่างกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต แต่ชี้ชัดว่าความท้าทายปัจจุบันคือ “การสร้างแรงจูงใจให้ผู้ที่เคยมาแล้วกลับมาอีก” ผ่านการแนะนำเมืองรองและเส้นทางใหม่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาคเหนือและสนามกอล์ฟ: เสนอภาพปลายทางใหม่ให้ตลาดเวียดนาม
การดึงนักท่องเที่ยวเวียดนามให้เห็นภาพประเทศไทยมากกว่ากรุงเทพฯ หรือทะเล เริ่มชัดขึ้นเมื่อสมาคมกอล์ฟรีสอร์ทภาคเหนือเข้าร่วม ITE HCMC 2026 ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม ณ SECC ในนครโฮจิมินห์ การไปออกบูธครั้งนี้ไม่ใช่แค่การขายสนามกอล์ฟ แต่คือการประกาศว่าภาคเหนือพร้อมจะเป็นจุดหมายปลายทางใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวเวียดนามที่อยากได้ทั้งธรรมชาติ เมืองวัฒนธรรม และกีฬาในทริปเดียว ด้วยการนัดเจรจา B2B ที่กำหนดเวลารายละ 20 นาที สมาคมฯ ใช้โอกาสนี้พบเอเจนซีท่องเที่ยวจากเวียดนามเพื่อประชาสัมพันธ์ Golf Tourism ของภาคเหนือและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ โดยเกาะกับกรอบแนวคิด “เชื่อมโยงธุรกิจ สร้างเครือข่าย เปิดตลาดใหม่” ที่ตรงกับทิศทางการตลาดของททท. ในภาพใหญ่ นี่คือการขยายท่องเที่ยวไทย-เวียดนามออกจากภาพช็อปปิ้งและทะเล ไปสู่ท่องเที่ยวคุณภาพที่ใช้เวลาอยู่นานขึ้นและใช้จ่ายกับกิจกรรมเฉพาะทางมากขึ้น

การแข่งขันเชิงมิตรภาพ: สายการบินเพิ่ม เที่ยวบินมากขึ้น และภาพอนาคตร่วม
การผลักดันท่องเที่ยวไทย-เวียดนามจะไปไม่ถึงไหน หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทิศทางใหม่ของสายการบินคือหลักฐานว่าเกมนี้กำลังเร่งเครื่อง คาดว่าจะมีสายการบินให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างสองประเทศถึง 8 สายการบินภายในปี 2026 จาก 5 สายการบินในปี 2025 และมีเที่ยวบินตรงรวมประมาณ 14,437 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 7% หรือมากกว่า 1,200 เที่ยวบินต่อเดือน นี่คือ “คำพูดเชิงตัวเลข” ที่ยืนยันว่าทั้งสองตลาดกำลังเตรียมตัวรับการเดินทางที่หนาแน่นขึ้น เมื่อเส้นทางใหม่อย่างโฮจิมินห์–เชียงใหม่ หรือดานัง–อุดรธานี เชียงใหม่ ภูเก็ต ถูกวางแผนกลับมาเปิดและเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวเวียดนามจึงมีทางเลือกเดินทางไปเมืองรองมากกว่าที่เคย ในภาพรวม นี่ไม่ใช่การแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยว แต่เป็นการแข่งขันเชิงมิตรภาพเพื่อยกระดับความร่วมมือการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน ผ่านจำนวนผู้เดินทางที่มากขึ้น เส้นทางบินที่หลากหลาย และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ลึกขึ้นกว่าการเป็น “นักท่องเที่ยวขาประจำ” แบบเดิม







