จากอำเภอเล็กๆ ใกล้ฮานอย สู่เส้นทางอีคอมเมิร์ซข้ามแดน

ในอำเภอเล็กๆ ห่างจากใจกลางกรุงฮานอยราว 20 กิโลเมตร พื้นที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไม้ คือบ้านเกิดของ เหงียน ลาน หญิงสาวชาวเวียดนามวัย 24 ปี ที่วันนี้ไม่ได้เป็นแค่ลูกหลานครอบครัวนักธุรกิจ แต่กลายเป็นตัวอย่างรุ่นใหม่ที่ใช้ อีคอมเมิร์ซข้ามแดน เป็นบันไดสร้างอนาคตของตัวเอง
ปัจจุบันเหงียนกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนของมหาวิทยาลัยเทียนจินในจีน เส้นทางของเธอไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เริ่มจากครอบครัวที่หายใจเข้าออกเป็นธุรกิจ
โตมากับครอบครัวสายธุรกิจ จุดสตาร์ตจากของมือสอง
เหงียนเติบโตในครอบครัวที่คุ้นเคยกับการค้าขาย พี่ชายเปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ ส่วนพี่สาวก็เป็นผู้ประกอบการไฟแรงเต็มตัว ทำให้เธอซึมซับวิธีคิดแบบนักธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนมัธยมปลาย
ยังไม่ทันจบโรงเรียน เหงียนก็เริ่มลงมือจริง เธอเริ่มจากการขาย ของมือสองให้เพื่อนร่วมชั้น ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลยอดนิยมอย่าง เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และติ๊กต็อก จากงานเสริมเล็กๆ กลายเป็นคอนเทนต์ที่มีคนสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอกลายเป็น ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 4,000 คน
ตอนแรกสินค้าในร้านของเหงียน เป็นสินค้าเวียดนามแทบทั้งหมด เธอใช้แพลตฟอร์มที่คุ้นเคย ใช้ภาษาเวียดนามที่ถนัด และใช้ความเป็นกันเองสร้างความไว้วางใจในหมู่เพื่อนนักเรียนและวัยรุ่น
จุดเปลี่ยน: จากขายของในประเทศ สู่โลกอีคอมเมิร์ซข้ามแดน
จุดหักเหสำคัญมาถึงเมื่อเหงียนเริ่มรู้จักโลกของ อีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ในช่วงที่เธอเริ่มเรียนภาษาจีนพอดี โลกออนไลน์ไม่ได้มีแค่การขายสินค้าในประเทศอีกต่อไป แต่เปิดโอกาสให้เธอเชื่อม สินค้าจีน เข้ากับ ตลาดเวียดนาม ได้โดยตรง
เหงียนสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่า สินค้าจีนกำลังได้รับความนิยมในเวียดนาม ทั้งในแง่ความหลากหลาย ราคา และเทรนด์ เธอจึงเริ่มขยับจากการขายแค่สินค้าในประเทศ มาสู่การเป็นตัวกลางเชื่อมตลาดสองฝั่ง
การพัฒนาทักษะภาษาจีนกลายเป็นอาวุธสำคัญ เธอไม่เพียงแค่สื่อสารกับซัพพลายเออร์ได้ดีขึ้น แต่ยังเข้าใจรายละเอียดสินค้า เงื่อนไข และความต้องการของลูกค้าได้ละเอียดกว่าเดิม
ระบบจีนช่วยดันธุรกิจให้โต: จาก 300 เป็น 5,000 หยวนต่อเดือน
ธุรกิจของเหงียนไม่ได้โตเพราะความขยันอย่างเดียว แต่ยังได้แรงหนุนจาก ระบบชำระเงินและโลจิสติกส์ข้ามแดนของจีน–เวียดนาม ที่พัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ
เธอเลือกสั่งสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนอย่าง
แพลตฟอร์มเถาเป่า (Taobao)
แพลตฟอร์มพินตัวตัว (Pinduoduo)
จากนั้นจึงนำสินค้ามาขายต่อให้ลูกค้าในเวียดนามผ่านช่องทางอย่างเฟซบุ๊ก โดยอาศัยระบบชำระเงินข้ามพรมแดนของ อาลีเพย์ (Alipay) และเครือข่ายโลจิสติกส์จีน–เวียดนามที่รวดเร็วและค่อนข้างเสถียร
เมื่อทักษะภาษาจีนของเหงียนดีขึ้น การคุยกับซัพพลายเออร์ ตอบลูกค้า และจัดการดีลต่างๆ ก็ลื่นไหลขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ รายได้ต่อเดือนของเธอขยับจากราว 300 หยวน เป็นระดับ 4,000-5,000 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยราว 18,000-23,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขรายได้สวย ๆ คือการทำงานที่หนักมาก เธอรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่
ตอบลูกค้าและดูแลบริการหลังการขาย
ประสานงานและจัดการโลจิสติกส์
ออกแบบโลโก้แบรนด์
ทำการ์ดขอบคุณเพื่อสร้างความประทับใจ
เธอเป็นทั้งแม่ค้า ฝ่ายออกแบบ ฝ่ายการตลาด และฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ในคนเดียว
จับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา เจาะตลาดด้วยความใส่ใจ
เหงียนเลือกโฟกัสที่กลุ่มลูกค้า นักเรียนและนักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์สูง สนใจเทรนด์ใหม่ และชอบความคุ้มค่า
เธอคัดเลือกสินค้าอย่างตั้งใจให้ตรงกับรสนิยมของคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ ฟังก์ชัน หรือราคา และยังเพิ่มความประทับใจด้วยการมอบ ของขวัญชิ้นเล็กๆ ให้กับลูกค้าที่มียอดซื้อถึงเกณฑ์ที่กำหนด
ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย ค่อยๆ สร้างความเชื่อมั่น ทำให้เหงียนเริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงคนทำอีคอมเมิร์ซในเวียดนาม และกลายเป็นตัวอย่างของแม่ค้ารุ่นใหม่ที่เข้าใจทั้งลูกค้าและแพลตฟอร์มออนไลน์
เมื่อการแข่งขันดุเดือด ตัดสินใจบินตรงมาจีน
เมื่อเวลาผ่านไป คนเวียดนามจำนวนมากเริ่มหันมา เรียนภาษาจีนและขายสินค้าจีนบนติ๊กต็อก กันมากขึ้น สนามที่เคยโล่งเริ่มแน่นไปด้วยคู่แข่ง การแข่งขันจึงยิ่งดุเดือด
เหงียนมองออกว่าถ้าจะอยู่ในเกมนี้แบบระยะยาว เธอต้องมีมากกว่าความขยันและความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์ม เธอจึงตัดสินใจ เดินทางมาเรียนต่อที่จีน เพื่อปูรากฐานให้แข็งแรงขึ้นทั้งในด้าน
ทักษะภาษา
ความเข้าใจวัฒนธรรม
การเรียนรู้ระบบอีคอมเมิร์ซจากต้นทาง
สำหรับเธอ อีคอมเมิร์ซข้ามแดนไม่ใช่แค่การหิ้วของมาขาย แต่คือธุรกิจที่ต้องอาศัย ความเข้าใจลึกซึ้งทั้งสินค้า ผู้คน และระบบหลังบ้าน
เปิดโลกที่เทียนจิน: จีนคือห้องทดลองอีคอมเมิร์ซของจริง
ปี 2023 เหงียนเริ่มเรียนวิชาภาษาจีนสำหรับอีคอมเมิร์ซข้ามแดนที่มหาวิทยาลัยเทียนจิน สิ่งที่ทำให้เธอประทับใจไม่ใช่แค่ห้องเรียน แต่คือ ระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซของจีนทั้งระบบ
เธอค้นพบว่าแพลตฟอร์มของจีนไม่ได้เป็นแค่เว็บขายของ แต่กลายเป็นระบบที่ สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีทั้ง
สินค้าที่หลากหลายและแข่งขันกันสูง
ระบบโลจิสติกส์ที่รวดเร็วและเชื่อถือได้
ประสบการณ์ชอปปิงที่ออกแบบมาดีตั้งแต่หน้าแอปจนถึงหน้าบ้านลูกค้า
ทั้งหมดนี้ทำให้เธอมองเห็นภาพชัดขึ้นว่า ถ้าดึงสิ่งที่จีนทำได้ดีไปปรับใช้กับตลาดเวียดนาม จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้อีกมหาศาล
เมื่อพ่อค้าอี้อูเริ่มใช้ AI เปลี่ยนเกมการตลาด
ไม่นานมานี้ เหงียนมีโอกาสได้เห็นภาพสดๆ จากสนามค้าขายจริง ที่เมืองการค้าระหว่างประเทศอี้อูในจีน ที่ซึ่งผู้ค้าจำนวนมากเริ่มนำ โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง DeepSeek มาใช้ในงานการตลาด
สิ่งที่ทำให้เธอทึ่งคือ เพียงแค่ผู้ค้าบรรยายความต้องการหน้ากล้อง AI ก็สามารถสร้าง สคริปต์หลายภาษา สำหรับวิดีโอโปรโมตสินค้าได้ทันที
จากงานที่เดิมต้องใช้เวลาเขียนสคริปต์ วางโครงเรื่อง ถ่ายทำ และปรับแก้หลายรอบ AI กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ การสร้างคอนเทนต์การตลาดข้ามแดนเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด
มุมมองของเหงียน: AI + อีคอมเมิร์ซข้ามแดน = ตัวเร่งการค้าโลก
เหงียนมองว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้มาแย่งงานนักขาย แต่มาเป็นตัวช่วยลดอุปสรรคในโลกการค้าข้ามพรมแดนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจเล็กและผู้ประกอบการหน้าใหม่
ในมุมของเธอ AI จะช่วย
ลดกำแพงด้านภาษาและคอนเทนต์
เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน
ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กมีโอกาสเข้าถึง ตลาดต่างประเทศ ได้ง่ายขึ้น
การผสมผสานระหว่าง AI และอีคอมเมิร์ซข้ามแดน จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันการค้าโลกให้เติบโตไปอีกขั้น
เป้าหมายระยะยาว: เชื่อมจีน–เวียดนามด้วยสินค้าและคอนเทนต์
สำหรับอนาคต เหงียนไม่ได้คิดเพียงแค่ขายสินค้าให้ได้มากขึ้น แต่เธอตั้งใจจะปักหลักทำงานในวงการอีคอมเมิร์ซข้ามแดนอย่างจริงจัง
เป้าหมายของเธอคือ
ทำความเข้าใจ ความต้องการของตลาดเวียดนาม ให้ลึกยิ่งขึ้น
โปรโมต สินค้าจีนคุณภาพสูง ให้เป็นที่รู้จักในเวียดนามมากขึ้น
นำ สินค้าเวียดนาม เข้าไปสู่สายตาผู้บริโภคชาวจีนให้ได้มากกว่าเดิม
ควบคู่กันนั้น เธอยังตั้งใจใช้เทคโนโลยี AI มาช่วย
เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตวิดีโอสั้น
สร้างคอนเทนต์อีคอมเมิร์ซให้ น่าสนใจและตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
ในโลกที่ตลาดมือสอง แพลตฟอร์มออนไลน์ และอีคอมเมิร์ซข้ามแดนกำลังเติบโต คนอย่างเหงียน ลาน ก็คือภาพแทนของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ภาษาต่างประเทศ แพลตฟอร์มดิจิทัล และเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือ ต่อยอดเส้นทางชีวิตของตัวเองได้อย่างเฉียบคม

