ZestBuy

AIS ใช้ AI เฝ้าระวังโครงข่าย 24 ชั่วโมง รับมือภัยพิบัติ

โปรไฟล์ WikWik07-20

AIS ใช้ AI เฝ้าระวังโครงข่าย 24 ชั่วโมง รับมือภัยพิบัติ

เมื่อเกิดน้ำท่วม พายุ หรือเหตุฉุกเฉิน หนึ่งในสิ่งสำคัญที่ประชาชนคาดหวังคือสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตยังสามารถใช้งานได้ เพราะการติดต่อสื่อสารมีบทบาทโดยตรงต่อการแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือ และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล่าสุด AIS ใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบและเฝ้าระวังระบบเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อการให้บริการ

AIS ยังร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. และสำนักงาน กสทช. ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจสอบความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม รวมถึงวางแนวทางยกระดับโครงข่ายให้สามารถรองรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

AIS ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงข่ายในพื้นที่เสี่ยง

อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก น้ำท่วม และสภาพอากาศแปรปรวน การตรวจสอบสถานีฐานและระบบสื่อสารในพื้นที่จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุจริง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มุ่งตรวจสอบเพียงว่าสถานีฐานยังทำงานได้หรือไม่ แต่ยังครอบคลุมถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อข้อมูล อุปกรณ์สำรอง และแนวทางปฏิบัติเมื่อเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้ ยังมีการร่วมสังเกตการณ์การฝึกบริหารวิกฤตด้านสาธารณภัยระดับชาติ เพื่อทดสอบการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการสื่อสาร การแจ้งเตือน และการตอบสนองต่อเหตุการณ์

ใช้ AI ตรวจสอบความผิดปกติตลอด 24 ชั่วโมง

หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือระบบ AI สำหรับตรวจสอบ วิเคราะห์ และแจ้งเตือนความผิดปกติของเครือข่าย ผ่านระบบ Network Monitoring และ Command Center ที่ทำงานอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบดังกล่าวช่วยติดตามสถานะของโครงข่ายในหลายพื้นที่พร้อมกัน หากพบสัญญาณผิดปกติ เช่น อุปกรณ์หยุดทำงาน การเชื่อมต่อขัดข้อง หรือคุณภาพสัญญาณลดลง ระบบจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและส่งต่อข้อมูลให้ทีมงานสามารถตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น

เมื่อเทียบกับการพึ่งพาการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว การใช้ระบบอัตโนมัติช่วยลดระยะเวลาในการค้นหาต้นเหตุ และเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานเป็นวงกว้าง

เชื่อมต่อข้อมูล Early Warning เพื่อประเมินสถานการณ์

นอกจากการตรวจสอบระบบเครือข่ายโดยตรงแล้ว ระบบยังเชื่อมต่อกับข้อมูล Early Warning ในแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

ข้อมูลเหล่านี้อาจช่วยให้ผู้ดูแลเครือข่ายมองเห็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่น แนวโน้มฝนตกหนัก ระดับน้ำเพิ่มสูง หรือสภาพอากาศที่อาจส่งผลต่อระบบไฟฟ้าและสถานีฐาน

เมื่อมีข้อมูลล่วงหน้า ทีมงานสามารถเตรียมอุปกรณ์ บุคลากร และระบบสำรองไปยังพื้นที่เสี่ยงได้ก่อนเกิดเหตุ ช่วยลดเวลาการตอบสนองและเพิ่มความต่อเนื่องในการให้บริการ

เสริมสถานีฐานให้พร้อมรับมือน้ำท่วม

ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากน้ำท่วม AIS เตรียมแนวทางปรับปรุงโครงสร้างสถานีฐาน โดยเฉพาะการเพิ่มระดับความสูงของอุปกรณ์สำคัญ เพื่อช่วยลดโอกาสที่ระบบจะได้รับความเสียหายเมื่อน้ำเพิ่มสูงขึ้น

การยกระดับอุปกรณ์อาจครอบคลุมทั้งส่วนควบคุม ระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุปกรณ์เชื่อมต่อที่จำเป็นต่อการทำงานของสถานีฐาน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันเพียงจุดเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะภัยพิบัติสามารถส่งผลกระทบได้ทั้งระบบ ตั้งแต่ไฟฟ้าดับ เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาด ไปจนถึงสายสื่อสารภาคพื้นดินได้รับความเสียหาย จึงต้องมีแผนสำรองหลายชั้นควบคู่กัน

เตรียมสถานีฐานเคลื่อนที่และไฟฟ้าสำรอง

อีกหนึ่งแนวทางคือการเตรียมสถานีฐานเคลื่อนที่สำหรับเข้าพื้นที่ที่โครงข่ายเดิมไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ

สถานีฐานประเภทนี้สามารถนำไปติดตั้งชั่วคราวเพื่อเพิ่มสัญญาณหรือทดแทนสถานีที่ได้รับความเสียหาย เหมาะสำหรับพื้นที่ศูนย์อพยพ จุดบัญชาการ หรือบริเวณที่มีความต้องการใช้งานโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน

นอกจากนี้ ระบบไฟฟ้าสำรองยังมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสถานีฐานอาจได้รับผลกระทบจากไฟฟ้าดับ แม้อุปกรณ์โทรคมนาคมจะไม่ได้เสียหายโดยตรงก็ตาม

การเตรียมแบตเตอรี่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเชื้อเพลิงสำรอง จึงช่วยยืดระยะเวลาการทำงานของโครงข่ายระหว่างรอการแก้ไขระบบไฟฟ้าหลัก

ใช้ดาวเทียมเป็นทางเลือกเมื่อโครงข่ายภาคพื้นดินขัดข้อง

AIS ยังเตรียมระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมจากความร่วมมือกับไทยคม เพื่อใช้เป็นช่องทางสำรองเมื่อระบบภาคพื้นดินได้รับผลกระทบ

การสื่อสารผ่านดาวเทียมมีข้อได้เปรียบในสถานการณ์ที่สายสื่อสารหรือเส้นทางเชื่อมต่อหลักไม่สามารถใช้งานได้ โดยสามารถช่วยสนับสนุนการเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

แม้ระบบดาวเทียมอาจไม่ได้ทดแทนเครือข่ายภาคพื้นดินทั้งหมด แต่สามารถใช้รักษาช่องทางสื่อสารที่จำเป็น โดยเฉพาะระหว่างศูนย์ควบคุม หน่วยงานช่วยเหลือ และพื้นที่เกิดเหตุ

เป้าหมายคือการสื่อสารที่ต่อเนื่องในช่วงวิกฤต

การรักษาสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตในช่วงภัยพิบัติไม่ได้มีความสำคัญเพียงต่อการใช้งานทั่วไป แต่ยังเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง

ผู้ประสบภัยอาจต้องใช้โทรศัพท์เพื่อแจ้งตำแหน่ง ติดต่อครอบครัว หาข้อมูลพื้นที่ปลอดภัย หรือขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐและทีมกู้ภัยก็ต้องอาศัยระบบสื่อสารในการประสานงานภาคสนาม

ดังนั้น การเตรียมพร้อมของโครงข่ายจึงต้องครอบคลุมทั้งการป้องกันก่อนเกิดเหตุ การตรวจจับความผิดปกติระหว่างเกิดเหตุ และการกู้คืนบริการหลังระบบได้รับความเสียหาย

AI ไม่ได้ทำงานอยู่แค่ในสมาร์ตโฟน

หลายคนอาจคุ้นเคยกับ AI ผ่านกล้องถ่ายภาพ ผู้ช่วยอัจฉริยะ หรือฟีเจอร์แนะนำเนื้อหาในสมาร์ตโฟน แต่เทคโนโลยีดังกล่าวยังถูกนำมาใช้กับระบบเบื้องหลังที่ผู้ใช้งานไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรง

ในระบบโทรคมนาคม AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ตรวจจับรูปแบบที่ผิดปกติ คาดการณ์ความเสี่ยง และจัดลำดับความสำคัญของปัญหาให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม AI ยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ ไม่ได้ทำงานแทนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เพราะสถานการณ์ฉุกเฉินแต่ละครั้งมีเงื่อนไขแตกต่างกัน และยังต้องอาศัยการวางแผนภาคสนาม รวมถึงความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและผู้ให้บริการมีความสำคัญ

การรับมือภัยพิบัติไม่สามารถดำเนินการโดยผู้ให้บริการเครือข่ายเพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากต้องอาศัยข้อมูลจากหน่วยงานด้านสาธารณภัย การกำกับดูแลด้านโทรคมนาคม และการสนับสนุนจากองค์กรในพื้นที่

ความร่วมมือระหว่าง AIS ปภ. และสำนักงาน กสทช. จึงช่วยให้การวางแผนมีข้อมูลรอบด้านมากขึ้น ตั้งแต่การระบุพื้นที่เสี่ยง การเตรียมขั้นตอนตอบสนอง ไปจนถึงการฝึกซ้อมก่อนเกิดเหตุจริง

การทดสอบแผนและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยค้นหาจุดที่ต้องปรับปรุงก่อนจะต้องนำระบบไปใช้งานภายใต้สถานการณ์กดดัน

สรุป

แนวทางที่ AIS ใช้ AI เฝ้าระวังโครงข่ายตลอด 24 ชั่วโมง สะท้อนให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์มีบทบาทมากกว่าฟีเจอร์ที่ผู้ใช้พบในสมาร์ตโฟน เพราะยังช่วยตรวจสอบระบบ วิเคราะห์ความผิดปกติ และสนับสนุนการรับมือเหตุฉุกเฉินได้รวดเร็วขึ้น

เมื่อทำงานร่วมกับข้อมูล Early Warning สถานีฐานเคลื่อนที่ ระบบไฟฟ้าสำรอง การปรับโครงสร้างในพื้นที่เสี่ยง และระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ก็ช่วยเพิ่มความพร้อมให้เครือข่ายสามารถทำงานต่อไปได้ในสถานการณ์ที่โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนได้รับผลกระทบ

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนยังสามารถติดต่อสื่อสาร ขอความช่วยเหลือ และเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้ในช่วงเวลาที่สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญมากที่สุด

อ้างอิง https://www.sanook.com/hitech/1626662/

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น