แต่งองค์ทรงอำนาจ เมื่อคอสตูมหนังบุกโลกแฟชั่น
นิทรรศการคอสตูม The Hunger Games costumes คือการจัดแสดงเครื่องแต่งกายจากแฟรนไชส์ภาพยนตร์ The Hunger Games ที่หยิบชุดและรูปลักษณ์ของตัวละครมาเล่าเรื่องอำนาจ ชนชั้น และการต่อสู้ ผ่านแฟชั่นระดับโอต์กูตูร์ในบริบทงาน Paris Fashion Week exhibition เชื่อมโลกภาพยนตร์กับโลกแฟชั่นให้กลายเป็นพื้นที่ถกเถียงทางสังคมและวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็นแค่การโชว์เสื้อผ้าเพื่อความสวยงาม สิ่งที่ทำให้การบุก Paris Fashion Week ครั้งนี้โดดเด่นคือค่ายไลออนส์เกตเลือกใช้วิชวลจาก The Hunger Games ตั้งนิทรรศการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Elegance is Authority: The Story, Style and Power of Panem” เพื่อขับเคลื่อนแฟชั่นในโลกภาพยนตร์ผ่านเสื้อผ้า รูปลักษณ์ และขนบการแต่งกายอันทรงพลัง การตัดสินใจนี้ไม่ใช่แค่กลยุทธ์โปรโมตหนังใหม่ แต่เป็นคำประกาศว่าคอสตูมภาพยนตร์มีศักดิ์เทียบเท่างานดีไซน์บนรันเวย์
Rodin Museum showcase สวนประติมากรรมที่กลายเป็นสนามแฟชั่นการเมือง
การเลือกสวนของพิพิธภัณฑ์โรแด็งเป็นพื้นที่จัดงาน Rodin Museum showcase ในวันที่ 6 ตุลาคม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พื้นที่ประติมากรรมกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยงานศิลป์ว่าด้วยสรีระมนุษย์ถูกพลิกให้กลายเป็นฉากหลังของร่างกายแต่งองค์ทรงอำนาจจากพาเน็ม ผลคือบรรยากาศที่ทั้งงดงามและน่าหวาดระแวง เหมือนเรากำลังเดินอยู่ในสวนสาธารณะที่เป็นฉากอาชญากรรมทางการเมือง นิทรรศการเปิดตัวด้วยงานรับรองสุดเอ็กซ์คลูซีฟก่อน และเปิดให้แฟนๆ และประชาชนทั่วไปเข้าชมความยิ่งใหญ่ตระการตาในวันที่ 7 ตุลาคมเพียงวันเดียวเท่านั้น ความจำกัดเวลานี้ทำให้งานดูใกล้เคียงกับตัวเกมล่าชีวิตเอง คือโอกาสสั้นๆ ที่ใครอยากเป็นส่วนหนึ่งต้องรีบคว้า นี่คือการออกแบบประสบการณ์ที่ตั้งใจให้การดูคอสตูมกลายเป็นพิธีกรรม มากกว่าจะเป็นแค่การเดินดูชุดบนหุ่นโชว์

ตัวละครบนร่างกาย ดรูซิลลา เอฟฟี และบรรณาการที่แต่งตัวเพื่อเอาตัวรอด
หัวใจของงานนี้คือการใช้คอสตูมเป็นภาษาเล่าเรื่องตัวตนและโครงสร้างอำนาจในพาเน็ม The Hunger Games costumes ที่ถูกขนมานั้นครอบคลุมทั้งชุดจากภาคก่อนหน้าและชุดจริงจากภาคใหม่ซึ่งเกี่ยวข้องกับเกมล่าชีวิตครั้งที่ 50 ไล่ตั้งแต่แฟชั่นสุดอลังของดรูซิลลา ซิกเคิล ผู้คุมบรรณาการเขต 12 กับผมบ็อบสีแดงสด ใบหน้าติดหมุดเป๊ก และทูนิกคอดเอวกิ่วที่ทำให้รูปร่างเหมือนผึ้ง ไปจนถึงเครื่องประดับผมแบล็กเบิร์ดที่โยงไปถึงลูซี เกรย์ แบร์ด สตรีสายแฟชั่นจาก The Ballad of Songbirds and Snakes เอฟฟี ทรินเก็ต เวอร์ชันวัยสาวที่รับบทโดยแอลล์ แฟนนิง กลายเป็นอีกจุดสนใจ จี้ผีเสื้อโอเวอร์ไซซ์ เครื่องประดับผมรูปดวงดาว และขนตาหนาเป็นช่อ สื่อถึงความพิลึกพิลั่นและความหลงใหลในการเล่นใหญ่ของชนชั้นแคปิตอลได้อย่างเฉียบคม ขณะที่ชุดบรรณาการถูกอัปเกรดจากเสื้อแขนยาวกางเกงเรียบง่ายในนิยาย ให้มีเสื้อคลุมยาวสีขาวพลิ้วไหวเพิ่มเข้ามา แม้จะเป็นชุดที่เสี่ยงต่อสารพัดปัญหาได้อย่างง่ายดาย แต่กลับตอกย้ำว่าชีวิตคนบนเวทีนี้ถูกออกแบบให้เป็นความบันเทิงก่อนจะเป็นมนุษย์
เมื่อลานประลองกลายเป็นรันเวย์ และแฟชั่นกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อ
นิทรรศการนี้ไม่เพียงเอาชุดมาวาง แต่ดึงภาพของลานประลองคอร์นูโคเปียและควอเตอร์เควลครั้งที่ 2 เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่า ภาพมุมสูงในโทนสีสดใสและแปลงดอกไม้จัดเรียงประณีตให้บรรยากาศที่สมจริงเทียบชั้นภาพยนตร์ Midsommar ราวฉากหนังสยองตอนกลางวัน นี่คือการใช้ความสวยงามกลบความโหดร้าย เป็นกระจกสะท้อนโลกแฟชั่นที่หลงใหลความตระการตาไม่ต่างจากแคปิตอล สิ่งสำคัญคือ การจัดแสดงนี้ประกาศชัดว่าคอสตูมคือเครื่องมือทางการเมือง ชุดของบรรณาการและแคปิตอลบ่งบอกตัวตน พลังการต่อสู้ ความทะเยอทะยาน และอำนาจที่ซ่อนอยู่ทั้งสองฝั่ง ข้อความที่ควรจดจำจากงานนี้คือ “เมื่อแฟชั่นขึ้นเวทีเดียวกับการเมือง ทุกชิ้นผ้าจึงกลายเป็นคำพูดที่มองเห็นได้”
Sunrise on the Reaping และภาพใหญ่ของ film fashion crossover
ท้ายที่สุด นิทรรศการนี้คือหมากสำคัญทางการตลาด ก่อนมุ่งหน้าฟาดศึก The Hunger Games: Sunrise on the Reaping รุ่งอรุณเกมล่าเกม เข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 19 พฤศจิกายนในทั้งระบบปกติและทุกระบบพิเศษ แต่การโปรโมตครั้งนี้ทำมากกว่าปล่อยโปสเตอร์หรือเทรลเลอร์ มันยกระดับ film fashion crossover ให้เห็นเป็นรูปธรรม ว่าภาพยนตร์สามารถเข้าไปมีบทบาทในวงการโอต์กูตูร์อย่างเต็มตัว การที่ไลออนส์เกตสร้างปรากฏการณ์สะเทือนวงการแฟชั่นด้วยการเนรมิตวิชวล The Hunger Games ใจกลางปารีส คือการส่งสัญญาณว่าคอสตูมภาพยนตร์จะยิ่งมีน้ำหนักในโลกดีไซน์ต่อไป สำหรับแฟนหนัง นักออกแบบ และคนทำคอนเทนต์ นี่คือกรณีศึกษาว่าแฟรนไชส์หนึ่งสามารถขยายตัวตนออกจากจอภาพยนตร์ไปยึดครองงานแฟชั่นระดับโลกได้อย่างไร และทำให้การแต่งตัวกลายเป็นการตั้งคำถามต่ออำนาจทุกครั้งที่เราเลือกชุดใส่






