ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ทำไมธุรกิจดึงข้อมูลกลับ on-premises และระบบไฮบริดจึงตอบโจทย์ยุค AI

ทำไมธุรกิจดึงข้อมูลกลับ on-premises และระบบไฮบริดจึงตอบโจทย์ยุค AI
ความสนใจ|การจัดเก็บข้อมูลและเครือข่าย

ระบบไฮบริด on-premises คืออะไร และทำไมถึงกลับมาแรง

ระบบไฮบริด on-premises คือแนวทางวางโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลที่ผสานระหว่างศูนย์ข้อมูลภายในองค์กรหรืออุปกรณ์ edge กับบริการคลาวด์สาธารณะ เพื่อให้ธุรกิจเลือกได้ว่าจะเก็บ ประมวลผล และปกป้องข้อมูลส่วนใดในสถานที่ของตนเอง และส่งต่อเฉพาะงานหรือข้อมูลที่เหมาะสมขึ้นคลาวด์ ลดความเสี่ยงด้านอธิปไตยข้อมูล เพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน และยังใช้ประโยชน์จากบริการคลาวด์ขั้นสูงอย่าง AI และการวิเคราะห์ข้อมูลได้พร้อมกัน

วันนี้ธุรกิจไม่ได้ถามแล้วว่าจะไปคลาวด์หรือไม่ แต่ถามว่าจะกลับมาวางฐานข้อมูลอะไรไว้ใกล้ตัวมากขึ้นต่างหาก แบบสำรวจล่าสุดชี้ว่า 60% ขององค์กรหันจากแนวคิด Cloud First มาสู่ Hybrid Cloud แทน แปลว่าคลาวด์ไม่ได้ล้มเหลว แต่โมเดลที่พึ่งคลาวด์อย่างเดียวไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงและกติกาใหม่ โดยเฉพาะเมื่อ AI infrastructure hybrid เริ่มกลายเป็นหัวใจของการแข่งขัน และข้อมูลอ่อนไหวอย่างลูกค้า การเงิน หรือสาธารณสุข ไม่อาจปล่อยให้ไหลไปอยู่ที่ใดก็ได้แบบไร้ขอบเขตอีกต่อไป

ทำไมธุรกิจดึงข้อมูลกลับ on-premises และระบบไฮบริดจึงตอบโจทย์ยุค AI

อธิปไตยข้อมูล กฎหมาย และต้นทุน ทำไมต้องดึงข้อมูลกลับมาคุมในประเทศ

แรงผลักสำคัญที่สุดของกระแสนี้คือการควบคุมข้อมูลในประเทศ ธุรกิจจำนวนมากเริ่มมองว่าความเสี่ยงจากการปล่อยข้อมูลสำคัญไว้บนโครงสร้างที่ตัวเองแตะต้องไม่ได้ เริ่มสูงกว่าความสะดวกของการใช้คลาวด์ล้วน กติกาด้านอธิปไตยข้อมูลบังคับให้บางอุตสาหกรรมต้องเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในขอบเขตที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เช่น ภาครัฐ การเงิน สาธารณสุข การผลิต และพลังงาน ที่ต้องเก็บข้อมูลไว้ภายในตามข้อกำหนดด้าน sovereignty

ในมุมของความเชื่อมั่นต่อเครื่องมือภายนอก ปรากฏว่ามีถึง 47.1% ที่ยังไม่เห็นชัดว่าผู้ให้บริการ AI ภายนอกจัดการข้อมูลที่ส่งไปอย่างไร นี่คือสัญญาณว่าธุรกิจไม่อยากเสี่ยงให้โมเดลภายนอกใช้ข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลภายในอย่างไร้การควบคุม ขณะเดียวกันห่วงโซ่อุปทานด้านฮาร์ดแวร์ก็ตึงตัว ราคา NAND Flash ดีดขึ้นถึง 300% และฮาร์ดดิสก์อาจส่งของล่าช้าได้ถึง 52 สัปดาห์ ทำให้การวางโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลต้องคิดแบบไฮบริดมากขึ้น เลือกจ่ายในส่วนที่สำคัญและคุมได้ แทนที่จะเทงบทั้งหมดให้คลาวด์หรือฮาร์ดแวร์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว

Azure Local SQL Server และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลภายในสำหรับงาน AI

การที่ Microsoft ประกาศให้ SQL Server on Azure Local เข้าสู่สถานะ Generally Available ทั้งแบบเชื่อมต่อและไม่เชื่อมต่อคลาวด์ เปิดเกมส์ใหม่ให้ระบบไฮบริด on-premises ใช้งานได้จริงในงานฐานข้อมูลระดับ Mission Critical องค์กรสามารถรันฐานข้อมูลสำคัญบนโครงสร้างแบบ Azure ภายในศูนย์ข้อมูลหรือสาขา edge ของตนเอง แล้วค่อยเชื่อมต่อกับคลาวด์เท่าที่จำเป็น เหมาะกับหน่วยงานที่ต้องรักษาอธิปไตยข้อมูล หรือมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ขาดๆ หายๆ

จุดน่าสนใจคือรูปแบบการเชื่อมต่อที่ยืดหยุ่น Azure Local แบบ Connected ให้รัน SQL Server บน Azure Local แต่บริหารจัดการผ่าน Azure Arc จากคลาวด์ ขณะที่ Azure Local Disconnected Operations หรือ ALDO เปิดทางให้ระบบทำงานต่อได้แม้การเชื่อมต่อภายนอกถูกจำกัดหรือไม่มีเลย นี่คือโมเดลที่ตอบโจทย์ AI infrastructure hybrid อย่างแท้จริง เพราะองค์กรสามารถรัน AI model ใกล้ฐานข้อมูลผ่าน Foundry Local on Azure Local เพื่อทำ inference กับข้อมูลอ่อนไหวโดยไม่ต้องย้ายออกไปนอกศูนย์ข้อมูล แม้ฟีเจอร์นี้ยังอยู่ในสถานะ preview แต่ทิศทางชัดมากว่าโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลในอนาคตต้องรองรับ AI ใกล้แหล่งข้อมูลเป็นหลัก

Synology กับบทบาทฐานข้อมูลสำหรับ AI ที่คุมได้จากในองค์กร

อีกฝั่งหนึ่ง ผู้เล่นด้าน NAS และโซลูชันสำรองข้อมูลอย่าง Synology กำลังใช้โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลของตนเป็นฐานให้ AI-ready Infrastructure ที่ยังคุมข้อมูลได้ในองค์กร โดยชี้ชัดว่าหัวใจของ AI คือข้อมูลที่ต้องพร้อม ทั้งในมิติแพลตฟอร์มที่หลากหลาย ข้อมูลไร้โครงสร้าง นโยบายอธิปไตยข้อมูล และการสำรองเพื่อรับมือภัยคุกคาม ปัจจุบันบริษัทได้รับความไว้วางใจให้ปกป้องข้อมูลกว่า 400 EB สะท้อนความเชี่ยวชาญด้านนี้อย่างต่อเนื่อง

สำรวจล่าสุดพบว่า 86% ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นว่า AI-ready Infrastructure มีความสำคัญต่อ Workflow และ Productivity แต่ธุรกิจจำนวนมากยังไม่พร้อมรับมือความเสี่ยงใหม่ มีเพียง 9.5% ที่มั่นใจมากว่าองค์กรพร้อมรับภัยคุกคามจาก AI ขณะที่ 38.5% ระบุว่ายังไม่พร้อม แม้ 92% ใช้เครื่องมือปกป้องข้อมูลแล้ว แต่มีแค่ 21.4% ที่มั่นใจอย่างมากว่าจะกู้คืนจาก Ransomware ได้รวดเร็วโดยข้อมูลสำรองยังปลอดภัย ตรงนี้ Synology ตอบด้วยแนวทางสำรองแบบ 3-2-1-1-0 การทำ Immutable และ Air-gapped Backup บน ActiveProtect Appliance รวมถึงเตรียมใช้ AI/ML ตรวจจับความผิดปกติของ Backup และมี Sandbox ทดสอบก่อนกู้คืน เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับไฮบริดพร้อมทั้งด้าน AI และความมั่นคงปลอดภัยไปพร้อมกัน

ยุทธศาสตร์สำหรับองค์กรขนาดกลาง: ผสม on-premises กับคลาวด์อย่างไรให้สมดุล

องค์กรขนาดกลางมักติดอยู่ระหว่างสองแรงกดดัน คือ ต้องการประสิทธิภาพและคุณสมบัติของคลาวด์ แต่ก็ต้องรักษาความปลอดภัย กฎกำกับ และต้นทุนที่ควบคุมได้ ตัวเลขจากแบบสำรวจสะท้อนว่าองค์กรเห็นความเร่งด่วนของโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล แต่ก็หนีวิกฤตต้นทุนไม่ได้ ทางออกจึงไม่ใช่การเทงบทั้งหมดไปที่คลาวด์หรือซื้อฮาร์ดแวร์เต็มศูนย์ข้อมูล แต่เป็นการออกแบบ AI infrastructure hybrid ที่รู้ว่าข้อมูลแบบไหนต้องอยู่ในองค์กร และงานแบบไหนควรไปอยู่บนคลาวด์

แนวทางหนึ่งคือเก็บข้อมูลสำคัญและโหลดงานฐานข้อมูลหลักไว้บน Azure Local SQL Server หรือ NAS ที่รองรับการเชื่อมต่อไฮบริด แล้วใช้คลาวด์สำหรับการขยายกำลังประมวลผลตามฤดูกาลและบริการ AI ขั้นสูง เมื่อรวมกับเทคนิคอย่าง Storage Tiering และ RDMA เพื่อเพิ่มความเร็วให้กับงาน AI และการติดตั้ง GPU เพื่อทำ Local AI บนโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลภายในเอง องค์กรก็จะได้สมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการควบคุมข้อมูลในประเทศ สุดท้ายผู้ชนะในยุค AI ไม่ใช่คนที่ใช้คลาวด์มากที่สุด แต่คือคนที่จัดวางข้อมูลได้ฉลาดที่สุด ว่าอะไรอยู่บนคลาวด์ อะไรต้องอยู่ในองค์กร และอะไรควรรันใกล้ข้อมูลให้มากที่สุด

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!