ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

รถยนต์เชื่อมต่อกำลังขายตำแหน่งและพฤติกรรมการขับขี่ให้ Big Tech

รถยนต์เชื่อมต่อกำลังขายตำแหน่งและพฤติกรรมการขับขี่ให้ Big Tech
ความสนใจ|อเมริกา-แคนาดา

ข้อมูลรถยนต์เชื่อมต่อคืออะไร และทำไมมันถึงเป็นภัยเงียบต่อความเป็นส่วนตัว

ข้อมูลรถยนต์เชื่อมต่อ คือชุดข้อมูลที่รถยุคใหม่และแอปคู่รถเก็บจากการใช้งานจริงของผู้ขับขี่ ทั้งตำแหน่งพิกัดแบบเรียลไทม์ พฤติกรรมการเหยียบคันเร่ง การเบรก เลขตัวถังรถยนต์ รวมถึงข้อมูลติดต่ออย่างอีเมลหรือชื่อเจ้าของ แล้วส่งต่อผ่านอินเทอร์เน็ตและระบบโทรคมนาคมไปยังผู้ให้บริการภายนอกโดยอัตโนมัติ เพื่อใช้วิเคราะห์ สร้างโปรไฟล์ และเชื่อมโยงกับข้อมูลจากแพลตฟอร์มอื่นเพื่อสร้างภาพรวมชีวิตดิจิทัลของเจ้าของรถอย่างละเอียด โดยที่เจ้าของรถส่วนใหญ่แทบไม่เข้าใจเลยว่าการเชื่อมต่อเหล่านี้แลกมาด้วยความเป็นส่วนตัวผู้ขับขี่ที่กำลังถูกกัดกร่อนลงทีละน้อย

หัวใจของปัญหาไม่ใช่แค่การเก็บข้อมูล แต่คือการเก็บแบบเงียบ ๆ และใช้ประโยชน์ในทางที่ผู้ขับขี่ไม่คาดคิด รถยนต์ยุคใหม่ที่มาพร้อมระบบการเชื่อมต่ออาจมอบความสะดวกสบายขั้นสุด แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำหน้าที่เก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานส่งต่อไปยังบริษัทภายนอกโดยที่คุณอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อน เมื่อรถหนึ่งคันสามารถสตรีมข้อมูลออกไปตลอดเวลา รถจึงไม่ต่างจากสมาร์ทโฟนบนล้อที่เปิดไมโครโฟนข้อมูลไว้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่มีหน้าจอเตือนให้คุณเห็นว่ากำลังถูกติดตามอยู่

รถยนต์เชื่อมต่อกำลังขายตำแหน่งและพฤติกรรมการขับขี่ให้ Big Tech

งานวิจัยชี้ชัด รถใหม่และแอปคู่รถกำลังส่งต่อ VIN และตำแหน่งให้ Big Tech

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northeastern ทดสอบรถยนต์ 21 รุ่นจาก 19 แบรนด์ และแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน 30 ตัวที่ใช้งานคู่กับตัวรถ ผลคือรถ 19 คันมีการส่งข้อมูลกลับไปยังบุคคลที่สามผ่านระบบ Wi Fi และพบว่าแอปบนมือถือคือจุดที่มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนตัวมากที่สุด นี่ไม่ใช่กรณีผิดปกติของยี่ห้อเดียว แต่ครอบคลุมทั้งแบรนด์ดั้งเดิมและค่ายรถไฟฟ้าหน้าใหม่ ตั้งแต่ Cadillac Lyriq Chevrolet Blazer Lucid Air ไปจนถึง Tesla Model 3 และ Cybertruck ที่มีการส่งข้อมูลออกไปยังบริษัทภายนอกในวงกว้าง

จากการทดสอบแอปพลิเคชัน 30 ตัว พบว่า 28 ตัวมีการส่งข้อมูลไปยังบริษัทด้านการโฆษณาและการวิเคราะห์ข้อมูล และประมาณ 1 ใน 4 ส่งข้อมูลที่ระบุตัวตนบุคคลได้ เช่น ชื่อเจ้าของรถ เลขตัวถังรถยนต์หรือการรั่วไหลข้อมูล VIN และพิกัดตำแหน่งที่อยู่แบบแม่นยำ ทีมวิจัยระบุถึงแอปในเครือ GM อย่าง myCadillac myChevrolet myBuick และ myGMC ว่ามีการจับคู่เลขตัวถังเข้ากับที่อยู่อีเมลหรือข้อมูลพิกัดตำแหน่งอย่างตรงไปตรงมา นี่คือการผูกตัวตนทางดิจิทัลเข้ากับวัตถุทางกายภาพคือรถของคุณอย่างแนบแน่น

Big Tech ติดตามตำแหน่งเพื่อโฆษณาและโปรไฟล์คุณมากกว่าที่คุณคิด

เมื่อข้อมูลรถยนต์เชื่อมต่อถูกส่งออกไป ปลายทางไม่ได้หยุดที่ค่ายรถยนต์ รายชื่อบริษัทที่รับข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มโฆษณาอย่าง Amazon Google Meta Microsoft Pinterest Snap และ Yahoo กลุ่ม Big Tech ติดตามตำแหน่งของคุณจากรถได้ละเอียดไม่แพ้การติดตามจากมือถือ พวกเขาใช้ข้อมูลตำแหน่งและการรั่วไหลข้อมูล VIN ผูกกับบัญชีอีเมล แพลตฟอร์มโซเชียล และพฤติกรรมออนไลน์อื่น เพื่อสร้างโปรไฟล์ที่บอกได้ทั้งว่าใครขับรถคันนี้ ใช้ชีวิตในย่านไหน เข้าร้านอาหารหรือห้างใดเป็นประจำ และเดินทางระยะไกลบ่อยแค่ไหน

จากการทดสอบพบว่า 28 จาก 30 แอปส่งข้อมูลไปยังบริษัทด้านการโฆษณาและการวิเคราะห์ข้อมูล แม้ค่ายรถบางแห่งจะอ้างว่าสัญญาห้ามไม่ให้บริษัทเหล่านี้จำหน่ายข้อมูลต่อ แต่นักวิจัยชี้ว่าตรวจสอบในทางปฏิบัติได้แทบเป็นไปไม่ได้ นั่นหมายความว่าข้อมูลการเดินทางของคุณอาจไหลต่อไปยังผู้รวบรวมข้อมูลและนายหน้าเวลาโดยที่คุณไม่มีทางรู้ว่าถูกเก็บไว้นานแค่ไหน หรือถูกใช้ประกอบการตัดสินใจด้านเครดิต ประกัน หรือข้อเสนอราคาในอนาคตอย่างไร

ผู้ขับขี่กำลังยอมสละความเป็นส่วนตัวแบบไม่รู้ตัวผ่านการกดยอมรับเงื่อนไข

สิ่งที่น่าหงุดหงิดคือการเก็บข้อมูลเหล่านี้เกิดขึ้นโดยแทบไม่มีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาในคู่มือรถหรือหน้าจอตั้งค่า รถยนต์ยุคใหม่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานส่งต่อไปยังบริษัทภายนอกโดยที่คุณอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อน ช่องโหว่เกิดจากพฤติกรรมของผู้ใช้เองที่กดยอมรับ Terms and Conditions อย่างรวดเร็วโดยไม่อ่านรายละเอียด ทำให้เกิดความยินยอมทางเทคนิคที่เปิดทางให้การเก็บข้อมูลเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างถูกกฎหมาย แต่คำว่า “ถูกกฎหมาย” ไม่ได้แปลว่าถูกต้องในมุมความเป็นส่วนตัวผู้ขับขี่

Sarah Elizabeth Gillespie ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยสรุปไว้น่าคิดว่า “ดูเหมือนจะไม่มีทางที่ลูกค้าจะสามารถซื้อรถยนต์รุ่นใหม่ โดยที่ไม่ถูกติดตามข้อมูลการใช้งานได้เลย” นี่คือประโยคที่สะท้อนความจริงอันขมว่าเราเข้าใกล้โลกที่การเคลื่อนไหวทุกเมตรถูกบันทึกไว้แล้ว ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยจำกัดมากว่าเก็บข้อมูลอะไร ส่งให้ใคร และเก็บไว้นานเท่าใด แม้จะมีข้อความนโยบายความเป็นส่วนตัวซ่อนอยู่ลึกในเมนู แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ นั่นเท่ากับไม่มีการแจ้งเตือนในชีวิตจริง

จะไม่ให้รถขายชีวิตคุณต่อไป ต้องเริ่มป้องกันความเป็นส่วนตัวตั้งแต่วันนี้

เมื่อรู้แล้วว่ารถคุณอาจกำลังส่งข้อมูลไปยัง Big Tech การนิ่งเฉยคือการยอมให้โปรไฟล์ดิจิทัลของคุณถูกขายต่ออย่างต่อเนื่อง แม้เราจะเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมไม่ได้ในทันที แต่เราสามารถลดรอยเท้าดิจิทัลจากรถได้ เริ่มจากมองทุกฟีเจอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยสายตาของคนระวังข้อมูล แทนที่จะตื่นเต้นกับความสะดวกเพียงอย่างเดียว ถามตัวเองทุกครั้งว่า “ข้อมูลอะไรต้องแลกเพื่อฟีเจอร์นี้” ความเป็นส่วนตัวผู้ขับขี่ไม่ใช่ของแถม แต่คือสิทธิที่คุณต้องปกป้องอย่างตั้งใจ

สิ่งสำคัญคือหยุดพฤติกรรมกดยอมรับเงื่อนไขแบบไม่อ่าน เพราะนั่นคือการเซ็นสัญญายอมให้ติดตามชีวิตบนถนนโดยตรง การตรวจสอบหน้าตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในแอปคู่รถและในระบบของรถอย่างละเอียด แม้ดูยุ่งยาก แต่คือการยืนยันอำนาจบนข้อมูลของตัวเอง ปัจจุบันผลวิจัยชี้แล้วว่ารถยนต์รุ่นใหม่แทบทุกคันถูกออกแบบมาให้ติดตามข้อมูลการใช้งาน ทางออกจึงไม่ใช่การหวังว่าใครจะหยุดเก็บข้อมูลให้เรา แต่คือการรู้เท่าทันและจำกัดสิ่งที่รถสามารถรู้เกี่ยวกับเราให้ได้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ในทุกวัน

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!