ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกัน

ดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

ค้นพบความสนใจของคุณ ไปด้วยกันดีลจริง รีวิวตรงไปตรงมา และเรื่องราวการช้อปปิ้งจากคนที่มีความสนใจเดียวกับคุณ — ทุกวันบน ZestBuy

สารตกค้างในผักผลไม้นำเข้า เลือกให้ปลอดภัยท่ามกลางความเสี่ยง

สารตกค้างในผักผลไม้นำเข้า เลือกให้ปลอดภัยท่ามกลางความเสี่ยง
ความสนใจ|การเลือกซื้อวัตถุดิบ

สารตกค้างในผักผลไม้นำเข้า คืออะไร และทำไมเราต้องใส่ใจ

สารตกค้างในผัก หมายถึงสารเคมีที่ใช้ในการปลูกหรือเก็บรักษา เช่นสารกำจัดศัตรูพืชหรือสารกันเสีย ที่ยังหลงเหลืออยู่บนผักผลไม้เมื่อมาถึงมือผู้บริโภค หากระดับสูงเกินมาตรฐานอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตั้งแต่ระคายเคือง ระบบประสาทผิดปกติ ไปจนถึงเพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรัง การทำความเข้าใจเรื่องสารตกค้างจึงเป็นหัวใจของความปลอดภัยอาหาร และเป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อผักผลไม้นำเข้าอย่างมีสติ

ประเด็นสารตกค้างในผักผลไม้นำเข้าไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะข้อมูลการนำเข้าจากจีนย้อนหลังตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2569 พบว่ามีปริมาณผักและผลไม้เข้าสู่ระบบนำเข้ารวมตั้งแต่ราว 900 ล้านกิโลกรัมขึ้นไปจนถึงมากกว่า 1,300 ล้านกิโลกรัมต่อปี นี่คือระดับที่สะท้อนว่าห่วงโซ่อุปทานอาหารของเราพึ่งพาสินค้านำเข้าอย่างมาก เมื่อปริมาณใหญ่ ความเสี่ยงย่อมกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น การตรวจสอบอย.จึงไม่ใช่ขั้นตอนเอกสาร แต่คือด่านสำคัญที่ปกป้องสุขภาพของผู้บริโภคทุกคน

ข้อมูลการตรวจสอบอย. พริกแห้งและส้มคือกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวัง

สิ่งที่น่ากังวลในภาพรวมผักผลไม้นำเข้าคือการตรวจพบสารตกค้างสูงในสินค้าบางชนิด โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นของอย.ชี้ชัดว่าพริกแห้งและส้มเป็นสินค้าที่เจอสารตกค้างมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ข้อเท็จจริงนี้ไม่ควรถูกอ่านแค่ว่า “มีความเสี่ยง” แต่ควรถูกตีความว่า ผู้บริโภคต้องใช้ข้อมูลอย่างรอบคอบเมื่อเลือกซื้อพริกแห้งและส้มที่นำเข้า ไม่ควรเชื่อภาพลักษณ์สีสดหรือราคาถูกเพียงอย่างเดียว

การทำงานในระดับด่านนำเข้าไม่ได้เป็นเพียงการสุ่มแบบผิวเผิน ในเดือนมกราคม 2569 อย.ร่วมกับกรมศุลกากรทดลองมาตรการ Border Rejection ที่ด่านศุลกากรเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยคัดเลือกผักผลไม้กลุ่มเสี่ยง เก็บตัวอย่างส่งตรวจห้องปฏิบัติการ และกักสินค้าไว้รอผล จากตัวอย่าง 210 รายการ สามารถผลักดันสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐานออกนอกราชอาณาจักรได้ 74 รายการ หรือมากกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ของที่ตรวจเจอ ตัวเลขนี้เป็นคำเตือนชัดเจนว่า ถ้าไม่มีระบบตรวจสอบเข้มงวด ผักผลไม้นำเข้าที่ปนเปื้อนสารตกค้างอาจหลุดรอดมาถึงครัวเราได้ง่ายกว่าที่คิด

เบื้องหลังระบบการตรวจสอบอย. เข้มงวดแค่ไหนถึงจะพอ

เมื่อมีการนำเข้าผักผลไม้รวมมากกว่า 1,200 ล้านกิโลกรัมในปีล่าสุด พร้อมมูลค่าสินค้านำเข้าที่แตะราวสามหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี ระบบกำกับดูแลย่อมต้องเลือกใช้ทรัพยากรอย่างเฉียบคม อย.จึงใช้หลักการ Risk-based Approach เลือกตรวจเข้มเป็นพิเศษในกลุ่มที่มีประวัติความเสี่ยงสูง เช่นบางชนิดสินค้า แหล่งผลิต หรือผู้นำเข้าที่เคยมีปัญหา สินค้ากลุ่มเสี่ยงจะถูกใช้มาตรการ Hold-Test-Release คือกักสินค้าก่อน เก็บตัวอย่างตรวจ และปล่อยเฉพาะล็อตที่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งเป็นการตัดสินบนฐานข้อมูลที่ชัด ไม่ใช่การคาดเดา

กฎหมายที่รองรับการตรวจสอบเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อเพิ่มภาระเอกชน แต่เพื่อยืนยันว่ามาตรฐานความปลอดภัยอาหารไม่ถูกลดทอน ผักผลไม้ที่นำเข้าต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.อาหาร โดยโรงคัดและโรงบรรจุต้องมีมาตรฐานการผลิตตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 386 ควบคุมการใช้สารเคมีให้ปลอดภัยและมีระบบทวนสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ขณะเดียวกัน สารกำจัดศัตรูพืชตกค้างต้องไม่เกินค่าที่กำหนดในประกาศฉบับที่ 460 เรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้างที่เริ่มใช้บังคับในเดือนกรกฎาคม ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนจุดยืนที่ชัดว่า ความปลอดภัยอาหารต้องมาก่อนความสะดวกของห่วงโซ่อุปทาน

ทิศทางต่อไปของการเฝ้าระวัง และบทบาทของผู้บริโภค

คำถามสำคัญคือ ต่อจากนี้ระบบความปลอดภัยอาหารจากผักผลไม้นำเข้าจะเดินหน้าไปอย่างไร แนวทางระยะต่อไปที่ถูกวางไว้มีอย่างน้อยห้าด้าน ได้แก่ การยกระดับการป้องกันที่ด่านนำเข้าโดยใช้มาตรการ Hold-Test-Release กับสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง การเพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการที่ด่านอาหารและยาหลายแห่ง เช่นเชียงของและแหลมฉบังเพื่อให้ตรวจสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างได้รวดเร็วขึ้น การแก้ปัญหาตั้งแต่ประเทศต้นทางผ่านการเชื่อมข้อมูลโรงคัดบรรจุ แหล่งผลิต มาตรฐานการผลิต และการตรวจวิเคราะห์ในประเทศต้นทาง การทบทวนกฎระเบียบเรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้างให้ทันสถานการณ์ และการเฝ้าระวังภายในประเทศควบคู่ไปกับการให้ความรู้ประชาชนในการเลือกซื้อและล้างผักผลไม้อย่างถูกวิธี

อย่างไรก็ตาม ต่อให้ระบบรัฐเข้มแข็งเพียงใด ความปลอดภัยอาหารจะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าผู้บริโภคยังเลือกซื้อแบบไม่สนข้อมูลฉลาก ผู้เขียนเห็นว่าผู้บริโภคควรเริ่มจากการมองหาสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบอย.หรือมีใบรับรองคุณภาพจากแหล่งผลิตที่ชัดเจน ใช้ข้อมูลชนิดสินค้าและแหล่งนำเข้าเป็นตัวกรองเบื้องต้น และควรให้ความสำคัญกับการล้างผักผลไม้ตามคำแนะนำของหน่วยงานด้านสุขภาพ ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับคำว่า “ปลอดสาร” บนป้ายโฆษณาเพียงอย่างเดียว เมื่อห่วงโซ่อุปทานซับซ้อนขึ้น ความรับผิดชอบจึงต้องแบ่งกันทั้งภาครัฐ เอกชน และผู้บริโภค ถ้าทุกฝ่ายยืนบนข้อมูลและมาตรฐานเดียวกัน ความเสี่ยงจากสารตกค้างในผักผลไม้นำเข้าย่อมลดลงอย่างมีความหมาย

ZestBuy ได้รับค่าคอมมิชชั่นเมื่อคุณช้อปผ่านลิงก์ของเรา โดยคุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

You May Also Like

Comments
พูดอะไรบางอย่าง...
ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แบ่งปันความคิดเห็นของคุณ!