ข้อมูลภัยพิบัติรวมศูนย์คืออะไร และทำไมต้องเร่งใน 60 วัน
ข้อมูลภัยพิบัติรวมศูนย์ คือการนำข้อมูลดิจิทัลเกี่ยวกับภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินจากหลายหน่วยงานมาจัดวางให้อยู่ในโครงสร้างเดียวกัน เชื่อมโยงกันได้แบบอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบวิเคราะห์และผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วน ใช้อ้างอิงร่วมกัน ตั้งแต่ช่วงเตือนภัย ประเมินสถานการณ์ การช่วยเหลือ ไปจนถึงการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ โดยไม่ต้องเสียเวลารวบรวมข้อมูลแยกส่วนจากหลายแหล่งซ้ำซ้อน สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ BDI กำลังเชื่อมโยง 118 ชุดข้อมูลดิจิทัลด้านการจัดการภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินเข้าสู่ระบบกลาง ภายใต้กรอบเวลาเพียง 60 วัน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 ที่เพิ่งมีผลใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษา การเร่งรัดครั้งนี้ไม่ใช่แค่ทำตามระเบียบ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของระบบข้อมูลภาครัฐ จากต่างคนต่างเก็บ สู่การทำงานด้วยชุดข้อมูลเดียวที่ทุกฝ่ายเชื่อถือร่วมกัน

จากระเบียบแบ่งปันข้อมูลสู่ National Data Backbone สมองกลางข้อมูลภาครัฐ
หัวใจของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือการสร้างระบบข้อมูลภาครัฐให้ทำงานเหมือนสมองเดียวกัน ไม่ใช่เกาะข้อมูลแยกส่วน ระเบียบการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569 วางกติกากลางให้หน่วยงานที่จัดทำหรือครอบครองชุดข้อมูลตามภาคผนวก ต้องเชื่อมโยงระบบสารสนเทศและส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบกลางภายใน 60 วัน พร้อมเปิดทางให้หน่วยงานที่ยังไม่พร้อมประสานกับ BDI ภายใน 15 วันเพื่อวางแผนเตรียมความพร้อม การดำเนินงานนี้ถูกออกแบบให้ปูทางสู่ National Data Backbone หรือโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลระดับประเทศ ที่ทำให้ข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานต่างๆ เชื่อมโยงและนำกลับมาใช้ร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง การเชื่อม 118 ชุดข้อมูลด้านภัยพิบัติถูกย้ำชัดว่าเป็นหนึ่งใน Use Case แรกๆ ที่จะทำให้ National Data Backbone “จับต้องได้” ไม่ใช่แค่แนวคิดเชิงนโยบายบนกระดาษ

D2 แพลตฟอร์มเชื่อมข้อมูล และก้าวแรกของ AI วิเคราะห์ฉุกเฉิน
การมีระเบียบอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเทคโนโลยีรองรับ BDI จึงพัฒนาแพลตฟอร์ม D2 หรือ Data Integration and Intelligence เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเชื่อมและใช้ข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยไม่ต้องย้ายข้อมูลทั้งหมดมารวมที่เดียว แต่เชื่อมตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมรองรับการประมวลผลและวิเคราะห์ภายใต้หลักเกณฑ์ด้านการกำกับดูแลและความมั่นคงปลอดภัย จุดสำคัญคือ เมื่อข้อมูลภัยพิบัติจากหลายมิติ เช่น สภาพอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำ พื้นที่เสี่ยง โครงสร้างพื้นฐาน เส้นทางคมนาคม ระบบสื่อสาร และข้อมูลกลุ่มเปราะบาง ถูกจัดรูปแบบให้เชื่อมถึงกัน ระบบ AI วิเคราะห์ฉุกเฉินและเครื่องมือ Big Data จะเริ่มทำงานได้เต็มศักยภาพ ตั้งแต่การพยากรณ์และแจ้งเตือน การวิเคราะห์สถานการณ์ การบริหารจัดการความช่วยเหลือ ไปจนถึงการประเมินความเสียหายและการฟื้นฟู นี่คือการเตรียมสมองดิจิทัลให้พร้อมก่อนภัยจะมา ไม่ใช่ตามแก้เมื่อสายเกินไป

ทำไมการรวม 118 ชุดข้อมูลภัยพิบัติจึงเปลี่ยนเกมตัดสินใจของรัฐ
หากมองแบบเดิม เวลามีภัยพิบัติ ผู้เกี่ยวข้องต้องโทรถาม ขอไฟล์ หรือรอรายงานจากหลายหน่วยงาน ข้อมูลไม่ตรงเวลา ไม่อยู่ในรูปแบบเดียวกัน ทำให้การตัดสินใจล่าช้าและเสี่ยงผิดพลาด การกำหนดให้ข้อมูล 118 ชุดด้านภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉินถูกเชื่อมเป็นระบบเดียว จึงคือการเปลี่ยนจากการทำงานแบบ “มองผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ” ไปสู่ “มองผ่านจอภาพรวมทั้งประเทศ” ในระดับข้อมูล ข้อมูลที่ถูกบูรณาการจะช่วยการประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการบริหารความช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็วและลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ประโยคที่ควรจดคือ คำอธิบายจากผู้อำนวยการ BDI ที่ระบุว่า การมีทั้งกติกากลางและโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่พร้อม จะช่วยเปลี่ยนข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายหน่วยงานให้สามารถนำมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมข้อมูลภัยพิบัติรวมศูนย์จึงไม่ใช่แค่โปรเจกต์ไอที แต่คือการยกเครื่องการตัดสินใจภาครัฐ






