นิยามสมรภูมิใหม่ของตลาดรถยนต์สหรัฐฯ และการถดถอยของบิ๊กทรี
ตลาดรถยนต์สหรัฐฯ ในบริบทปัจจุบันหมายถึงสนามแข่งขันที่ผู้ผลิตรถเอเชียถือครองส่วนแบ่งยอดขายรถใหม่มากกว่าครึ่ง ขณะที่ผู้ผลิตอเมริกันดั้งเดิมต้องเผชิญแรงกดดันจากรถจีนบุกตลาด เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างประเทศในระดับสูง วันนี้สมการอำนาจในตลาดรถยนต์สหรัฐฯ กำลังกลับด้าน ค่ายรถยนต์เอเชียกวาดส่วนแบ่งตลาดทะลุ 50% ต่อเนื่องสองไตรมาส ขณะที่กลุ่มบิ๊กทรีดีทรอยต์อย่างเจนเนอรัล มอเตอร์ส Ford และ Stellantis มีส่วนแบ่งรวมเหลือเพียง 36% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ การที่ GM ต้องเห็นส่วนแบ่งตลาดลดจาก 17.4% เหลือ 16.7% ขณะที่โตโยต้าขยับจาก 15.2% เป็น 15.6% พร้อมยอดขาย GM ไตรมาสสามที่ลดลง 5.5% เหลือ 670,974 คัน ในขณะที่โตโยต้าขึ้นเล็กน้อยเป็น 633,223 คัน ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สะท้อนว่าแกนกลางของอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเคลื่อนจากดีทรอยต์ไปสู่เอเชียอย่างชัดเจน
ผู้ผลิตรถเอเชียรุกยึดจิตใจผู้บริโภค และบทเรียนจากยุโรปเรื่องรถจีนบุกตลาด
หัวใจของการพลิกขั้วในตลาดรถยนต์สหรัฐฯ คือความสำเร็จของผู้ผลิตรถเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่จับจังหวะผู้บริโภคได้ตรงจุด ชาร์ลี เชสโบรห์จาก Cox Automotive ระบุว่าแบรนด์เอเชียมีความได้เปรียบชัดเจนในตลาดรถยนต์ไฮบริด เพราะผู้บริโภคนิยมมากขึ้นท่ามกลางราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากมองจาก Ford ส่วนแบ่งตลาดยังรักษาอันดับสามไว้ได้ เพราะยอดขายฮุนได‑เกียเติบโตต่ำกว่าคาด ไม่ใช่เพราะ Ford แข็งแกร่งดังเดิม แต่เพราะคู่แข่งยังไม่เร่งเครื่องสุดกำลัง ขณะเดียวกัน รถจีนบุกตลาดก็เป็นเงามืดที่ทุกค่ายจับตามอง จิม ฟาร์ลีย์ ซีอีโอ Ford เตือนว่าสหรัฐควรคิดให้รอบคอบก่อนเปิดตลาดให้ผู้ผลิตรถยนต์จีน โดยยกยุโรปเป็น “บทเรียนเตือนใจ” หลังรถยนต์จีนรุกชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว จนสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมท้องถิ่น คำเตือนนี้คือสัญญาณว่าหากปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ดีทรอยต์อาจเสียฐานที่มั่นในบ้านตัวเอง
รถจีนบุกตลาดและความทะเยอทะยานส่งออก 12 ล้านคัน สั่นสะเทือนทั้งโลก
แรงสั่นสะเทือนที่ดีทรอยต์รู้สึกได้ไม่ใช่แค่จากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ แต่คือคลื่นใหม่จากรถจีนบุกตลาดทั่วโลก ความกังวลในสหรัฐเกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมรถยนต์จีน โดยมีการคาดว่าจีนจะส่งออกรถยนต์ราว 12 ล้านคันในปีนี้ เพิ่มจากราว 3 ล้านคันในปี 2022 ข้อมูลของ GlobalData ยังประเมินว่าส่วนแบ่งรถแบรนด์จีนในตลาดโลกจะเพิ่มจาก 15% ในปี 2021 เป็น 24% ในปี 2026 นี่ไม่ใช่การขยายตัวธรรมดา แต่คือยุทธศาสตร์การยึดหัวหาดระดับโลก ในตลาดรถยนต์สหรัฐฯ ความเสี่ยงยิ่งชัดเมื่อมีการเตือนว่าผู้ผลิตจีนอย่าง BYD Geely และ SAIC อาจสร้างยอดขายสูงถึง 1.7 ล้านคัน หรือราว 11% ของตลาดภายในปี 2038 หากกำแพงภาษีมากกว่า 100% ถูกผ่อนคลาย หรือการจำกัดซอฟต์แวร์อ่อนแรง รถจีนอาจทะลุเข้าสู่สหรัฐได้ในเวลาไม่นาน แม้ปัจจุบันกำแพงภาษีและข้อจำกัดยังขวางอยู่ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่านี่เป็นเพียงเรื่องของเวลา ดีทรอยต์จึงกำลังยืนอยู่บนเส้นบางระหว่างการปกป้องตลาดกับการเสี่ยงให้โครงสร้างอุตสาหกรรมเดิมพังทลาย
ห่วงโซ่อุปทานเปราะบาง: ชิ้นส่วนปลอมจากจีนและบาดแผลใหม่ของ Ford
ในขณะที่ Ford เตือนเรื่องรถจีนบุกตลาด ปัญหาที่ทำให้บริษัทเสียหน้าอย่างหนักกลับเกิดในห่วงโซ่อุปทานของตัวเอง เมื่อมีการพบว่าชิ้นส่วนและอะไหล่ปลอมจากบริษัทในจีนแทรกซึมเข้าไปในสายการผลิตรถใหม่ ส่งผลให้ต้องเรียกคืนรถกระบะ Ford Ranger รุ่นปี 2026 มากถึง 11,405 คันในตลาดสหรัฐ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดในร้านซ่อมอิสระ แต่เกิดในห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่โดยตรง ซึ่งสะท้อนว่าการควบคุมคุณภาพยังมีช่องโหว่ใหญ่ จากเอกสารที่ส่งให้หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐ ระบุว่าแผงวงจรแสดงผลกลางที่ผลิตโดยบริษัทในเมืองซูโจว มีตัวเก็บประจุที่เชื่อว่าเป็นชิ้นส่วนปลอม เมื่อเกิดรอยแตกอาจทำให้ฟิวส์ขาดและหน้าจอดับเป็นสีดำ ทำให้ภาพจากกล้องมองหลังไม่ปรากฏ ลดทัศนวิสัยและเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ Ford ต้องเร่งตรวจสอบย้อนกลับทั้งข้อมูลการผลิต หมายเลขซีเรียล และชุดประกอบจอแสดงผล ระหว่างวันที่ 20 สิงหาคมถึง 10 กันยายน โดยทีมวิศวกรรมและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อควบคุมขอบเขตความเสียหาย แต่ที่อันตรายกว่าคือปัจจุบันชิ้นส่วนสำหรับซ่อมยังไม่พร้อม และบริษัทยังไม่มีวิธีแก้ไขที่สมบูรณ์สำหรับรถที่ได้รับผลกระทบ
ผลกระทบต่อผู้ใช้ปลายทางชัดเจนมาก เจ้าของ Ford Ranger รุ่นที่เกี่ยวข้องอาจเจอปัญหาหน้าจอ SYNC 4 ขนาด 10.1 นิ้วดับลงกลางทาง ขัดขวางการแสดงภาพจากกล้องมองหลัง เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลังภาพอาจไม่ขึ้น ทำให้ผู้ขับเห็นไม่ชัดและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ Ford ประเมินว่าประมาณ 47% ของรถที่ถูกเรียกคืนนั้นมีข้อบกพร่องจริง และพบการเคลมประกัน 15 รายการในอเมริกาเหนือที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ แม้ยังไม่มีรายงานอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ บริษัทจึงเตรียมส่งจดหมายแจ้งเตือนเบื้องต้นไปยังเจ้าของรถระหว่างวันที่ 5 ถึง 9 ตุลาคม เพื่อเตือนความเสี่ยงด้านความปลอดภัย และจะส่งจดหมายชุดใหม่เมื่อมีวิธีซ่อมและจัดหาชิ้นส่วนได้แล้ว เหตุการณ์นี้คือคำเตือนว่าเมื่อห่วงโซ่อุปทานพึ่งผู้ผลิตต่างชาติอย่างลึกซึ้ง ความล้มเหลวของชิ้นส่วนชิ้นเล็กๆ อาจกลายเป็นวิกฤตเชิงความเชื่อมั่นระดับชาติ

ดีทรอยต์จะเอาตัวรอดอย่างไร เมื่อเอเชียและรถจีนบุกตลาดพร้อมกัน
หากจะบอกว่าบิ๊กทรีดีทรอยต์กำลังเผชิญ “วิกฤตตัวตน” ก็ไม่เกินจริงนัก ส่วนแบ่งตลาดรวมเหลือเพียง 36% ในขณะที่ผู้ผลิตรถเอเชียควบคุมตลาดมากกว่า 50% ของรถใหม่ในสหรัฐ ขณะเดียวกันสหรัฐยังตามหลังจีนในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยส่วนแบ่ง EV ในสหรัฐอยู่เพียงราว 6% เทียบกับจีนที่ 34% ซึ่งเป็นช่องว่างด้านเทคโนโลยีที่พูดได้เต็มปากว่าอันตราย สิ่งที่น่าสนใจคือ Ford เองก็เลือกเดินเกมสองหน้า หนึ่งคือเตือนรัฐบาลไม่ให้เปิดทางรถจีนเข้าตลาดสหรัฐ อีกด้านกลับร่วมมือกับบริษัทจีนอย่างผู้ผลิตแบตเตอรี่เพื่อผลิตแบตเตอรี่ต้นทุนต่ำในรัฐมิชิแกน และทำข้อตกลงกับค่ายจีนเพื่อพัฒนารถไฟฟ้าสำหรับตลาดยุโรป โดยอธิบายว่าความร่วมมือเช่นนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและเติมเต็มเทคโนโลยีที่ตนยังขาด แปลเป็นภาษาง่ายๆ คือดีทรอยต์ไม่มีทางเลือกมากนัก ต้องพึ่งเทคโนโลยีเอเชียเพื่อให้ทันเกม EV ซอฟต์แวร์ และ AI ขณะเดียวกันก็พยายามกันรถจีนออกจากสนามบ้านตัวเอง บทสรุปคือ หากนโยบายการค้าในอนาคตเลือกปกป้องตลาดแบบสุดโต่ง ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายต้นทุนด้านนวัตกรรมและการแข่งขัน แต่หากเปิดตลาดโดยไม่มียุทธศาสตร์ อุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกันอาจเดินซ้ำรอยยุโรปที่ปล่อยให้รถจีนบุกตลาดจนเสียพื้นที่อย่างรวดเร็ว ทางรอดเดียวของดีทรอยต์คือยอมรับความจริงว่าศูนย์กลางนวัตกรรมยานยนต์กำลังย้ายไปเอเชีย แล้วเร่งปรับตัวทั้งโครงสร้างธุรกิจ ห่วงโซ่อุปทาน และทิศทางเทคโนโลยี ก่อนที่คำว่า “ประวัติการณ์” จะเปลี่ยนจากสถิติส่วนแบ่งตลาด เป็นคำอำลาบิ๊กทรีในฐานะผู้นำอุตสาหกรรม






