ตลาดสินค้าหรู ลดลง: ภาวะถดถอยที่เริ่มจากจีนแต่ลามทั้งโลก
ตลาดสินค้าหรู ลดลง หมายถึงภาวะที่ยอดขายและมูลค่าตลาดของแบรนด์แฟชั่นลักชัวรี่และสินค้าพรีเมียมชั้นนำหดตัวลงต่อเนื่อง ทั้งจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรง ราคาสินค้าที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในตลาดหลัก ส่งผลให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมต้องเลื่อนออกไปและนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อศักยภาพการเติบโตในระยะกลางและยาว สิ่งที่เกิดขึ้นกับยุโรปวันนี้ไม่ใช่แค่รอยสะดุดเล็กๆ แต่เป็นการทรุดตัวเชิงโครงสร้างของทั้งกลุ่มแฟชั่นลักชัวรี่ เมื่อบริษัทสินค้าหรู 10 อันดับแรกในดัชนีสำคัญสูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันราว 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี 2026 และกลุ่มยักษ์ใหญ่ LVMH Hermès Kering และ Richemont มีมูลค่าตลาดรวมลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากระดับปี 2024 ภาพนี้บอกชัดว่าตลาดยุโรป หดตัว ไม่ใช่เพราะดีมานด์ในภูมิภาคเดียว แต่เพราะเครื่องยนต์สำคัญอย่างตลาดจีน ซบเซา จนทำให้ความหวังการฟื้นตัวหลังภาวะซบเซาราวสามถึงสี่ปีถูกท้าทายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยอดขาย LVMH Q3 สะดุด: เมื่อแฟชั่นลักชัวรี่ ครึ่งตัวของกำไรกลายเป็นจุดอ่อน
หัวใจของวิกฤตครั้งนี้คือผลประกอบการไตรมาส 3 ของ LVMH ที่เปิดแผลให้ทั้งอุตสาหกรรมเห็นพร้อมกัน ยอดขายกลุ่มแฟชั่นและเครื่องหนังที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัท ลดลง 5% แบบการเติบโตเชิงออร์แกนิกเมื่อเทียบกับปีก่อน และรุนแรงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียงราว 1.8% กลุ่มนี้คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมและประมาณสามในสี่ของกำไรทั้งหมดของ LVMH ดังนั้นการหดตัวจึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นการสั่นคลอนแกนกลางของโมเดลธุรกิจแฟชั่นลักชัวรี่ ครึ่งตัวที่เคยทำเงินมหาศาล รายได้รวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเพียง 1% แบบ Organic Growth แตะระดับราว 18,500 ล้านยูโรในไตรมาสเดียวกัน ซึ่งต่ำกว่าความคาดหวังที่เคยหวังให้การฟื้นตัวเดินหน้าอย่างมั่นคง ขณะที่รายได้จากธุรกิจแฟชั่นและเครื่องหนังลดลงเหลือประมาณ 8.25 พันล้านยูโร ภาพรวมนี้สะท้อนว่าแม้กลุ่มนาฬิกาและเครื่องประดับ น้ำหอม และเครื่องสำอางยังเติบโตได้ แต่แกนแฟชั่นกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่ฉุดทั้งอุตสาหกรรมให้ชะงัก

ตลาดจีน ซบเซา: จากเครื่องยนต์หลักสู่ตัวถ่วงการฟื้นตัวสินค้าหรู
ถ้าต้องชี้นิ้วหาตัวการหลักของการทรุดตัวในรอบนี้ แทบทุกฝ่ายมองไปที่ตลาดจีนโดยไม่ลังเล จีนเคยเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดสินค้าหรูระดับโลก แต่วันนี้กลับกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง เมื่อยอดขาย LVMH ในจีนแผ่นดินใหญ่ลดลงในระดับเลขสองหลักในไตรมาส 3 และการใช้จ่ายของผู้ซื้อชาวจีนในต่างประเทศก็ลดลงตามไปด้วย ยอดขายในภูมิภาคเอเชียที่ไม่รวมญี่ปุ่นหดตัว 5% กลายเป็นภูมิภาคเดียวที่รายได้ลดลงเมื่อเทียบรายปี แรงกดดันต่อผู้บริโภคจีนมาจากหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว วิกฤตตลาดอสังหาริมทรัพย์ ความอ่อนแอของตลาดหุ้น และการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากต่างประเทศที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของกลุ่มมั่งคั่งให้ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เมื่อรวมกับกระแสต่อต้านแบรนด์บางรายและการหันไปเลือกแบรนด์ท้องถิ่นราคาย่อมเยา ทำให้ตลาดสินค้าหรู ลดลง ไม่ใช่แค่ชั่วคราว แต่กลายเป็นแรงกดดันต่อเนื่องหลายไตรมาส

เมื่อความหวังฟื้นตัวเลื่อนออกไป: ตลาดยุโรป หดตัวและเส้นเวลาการฟื้นตัวที่ยืดเยื้อ
ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายเชื่อว่าตลาดสินค้าหรูที่ซบเซามาเกือบสี่ปีเริ่มผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ผลประกอบการล่าสุดของ LVMH กลับทำให้ความหวังนั้นสั่นคลอนอย่างหนัก ตลาดยุโรปอยู่ในภาวะหยุดนิ่ง ขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเคยเป็นแรงหนุนหลักก็เริ่มชะลอการเติบโตลงเหลือระดับเลขหลักเดียวกลางๆ และมีสัญญาณการใช้จ่ายสินค้าหรูผ่านบัตรเครดิตที่ลดลงต่อเนื่อง เมื่อเครื่องยนต์จีนยังไม่กลับมาเต็มกำลัง และเครื่องยนต์สหรัฐเริ่มอ่อนแรง แนวโน้มการฟื้นตัวทั่วโลกจึงต้องถูกเลื่อนออกไปอีกระยะ ผู้บริหาร LVMH ยอมรับว่าบรรยากาศข่าวเศรษฐกิจและความรู้สึกของผู้บริโภคจีนทำให้การฟื้นตัวต้องใช้เวลานานขึ้น แต่ยืนยันว่าจะไม่หยุดลงทุนในตลาดนี้ พร้อมเดินหน้าปรับปรุงการดำเนินงานภายในเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมใหม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อหุ้นของ LVMH ร่วงลงมากกว่า 40% ตั้งแต่ต้นปี และมูลค่าตลาดของกลุ่มยักษ์ใหญ่ยุโรปหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าอุตสาหกรรมสินค้าหรูมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์จะกลับมาสู่เส้นทางเติบโตได้เร็วแค่ไหน
บทสรุป: ยุคใหม่ของแฟชั่นลักชัวรี่เมื่อความหรูไม่ใช่คำตอบเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ LVMH Hermès Kering และ Richemont ไม่ใช่แค่รอบธุรกิจขาลง แต่เป็นสัญญาณว่ารูปแบบการเติบโตที่พึ่งพาเครื่องยนต์เดียวอย่างตลาดจีนกำลังหมดพลัง ตลาดสินค้าหรู ลดลง เพราะผู้บริโภคชนชั้นกลางทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามกับราคาที่ปรับขึ้นต่อเนื่องหลังวิกฤตโรคระบาด ขณะที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในตะวันออกกลาง และแรงกดดันค่าครองชีพทำให้การซื้อสินค้าราคาแพงถูกเลื่อนออกไปก่อน ในระยะสั้น อุตสาหกรรมสินค้าหรูจำเป็นต้องยอมรับว่าการฟื้นตัวจะไม่กลับมาในเส้นตรง แต่เป็นเส้นทางยืดเยื้อที่ต้องอาศัยการปรับตัวทั้งด้านราคา การออกแบบ และการสื่อสารคุณค่าของแบรนด์ให้สอดคล้องกับความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภค หากกลุ่มแฟชั่นลักชัวรี่ ครึ่งตัวของกำไรยังยึดติดกับสูตรเดิมที่เน้นการขึ้นราคาและพึ่งพาตลาดเดียว การทรุดตัวครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ภาวะชั่วคราว แต่กลายเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างที่บังคับให้ทั้งอุตสาหกรรมต้องนิยามความหรูเสียใหม่






