ยอดขายพุ่งแรง แต่โครงสร้างการผลิตยังตามไม่ทันคลื่นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า
รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า คือรถยนต์พลังงานแบตเตอรี่ที่ประกอบสำเร็จในต่างประเทศแล้วนำเข้ามาจำหน่ายในตลาดภายใน โดยใช้โครงสร้างภาษีและมาตรการส่งเสริมเพื่อให้ราคาจับต้องได้ แต่การพึ่งรถลักษณะนี้มากเกินไปอาจทำให้การผลิตรถไทยและระบบซัพพลายเชนในประเทศโตช้ากว่าอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อความมั่นคงด้านอะไหล่ งานซ่อม และโอกาสการลงทุนระยะยาวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ตัวเลขล่าสุดสะท้อนช่องว่างนี้ชัดเจน ยอดขายรถเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้นถึง 25.59% จากปีก่อน ขณะที่การผลิตรถในประเทศเดือนเดียวกันมี 124,646 คัน เพิ่มขึ้นเพียง 10.93% เทียบปีก่อน และเมื่อมองเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ การผลิตรถยนต์นั่ง BEV ในเดือนสิงหาคมมี 13,126 คัน แต่ยอดขายกลับสูงกว่าถึง 19,721 คัน ต่างกัน 6,595 คัน ช่องว่างนี้ไม่ได้แปลว่ารถนำเข้าไม่ดี หากแต่บอกว่าความร้อนแรงของดีมานด์หน้าร้านยังไม่แปรสภาพเป็นกำลังผลิตรถไทยในสัดส่วนที่สมดุล โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ขายได้มากขึ้น แต่คือจะใช้ความคึกคักนี้สร้างฐานการผลิตและงานในประเทศอย่างยั่งยืนอย่างไร
คลื่น BEV ต่างชาติเปลี่ยนขั้วอำนาจตลาด กดดันซัพพลายเออร์และผู้ผลิตเดิม
หัวใจของความเปลี่ยนแปลงตอนนี้คือสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่สูงกว่ารถผลิตในประเทศอย่างชัดเจน แปดเดือนแรกของปี ยอดขายรถยนต์นั่ง BEV สะสมอยู่ที่ 145,132 คัน แต่การผลิตรถไทยมีเพียง 60,578 คัน หรือคิดเป็นแค่ 41.74% ของยอดขาย นั่นหมายความว่าประมาณ 84,554 คัน หรือ 58.26% เป็นรถยนต์นั่งไฟฟ้านำเข้า สถานการณ์นี้กำลังพลิกอำนาจต่อรองในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจากผู้ผลิตเดิมและซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนในประเทศ ไปสู่ผู้จำหน่ายแบรนด์ต่างชาติที่ใช้กำลังผลิตจากฐานอื่น ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือซัพพลายเชนระดับลึกเริ่มถูกบีบ ทั้งโรงงานชิ้นส่วนที่ลงทุนรองรับการผลิตรถไทยมานาน และผู้ผลิตรถที่จ้างงานใช้ชิ้นส่วนในประเทศกำลังเสียเปรียบต่อรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่ได้สิทธิภาษีและโปรโมชันการขาย ทำให้คนซื้อรู้สึกว่ารถนำเข้าถูกและคุ้มกว่า แม้ความจริงแล้วต้นทุนด้านงานผลิตและการจ้างงานจะไหลออกไปนอกประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ อุตสาหกรรมจึงต้องหันมาประเมินยุทธศาสตร์ภาษีและมาตรการส่งเสริมใหม่ เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถไฟฟ้ากลายเป็นการทุบฐานการผลิตที่สร้างมาเป็นสิบปีให้พังลงในเวลาไม่กี่ปี
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสองความเร็ว รถกระบะสะดุดในขณะที่ EV วิ่งนำ
ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยวันนี้จึงเป็นการฟื้นตัวแบบสองความเร็ว ด้านหนึ่ง ยอดผลิตและยอดจำหน่ายในประเทศช่วง 8 เดือนแรกกลับมาขยายตัว ขณะที่ยอดส่งออกชะลอลง รถยนต์นั่งไฟฟ้ากลายเป็นเครื่องยนต์หลักของยอดขายภายในประเทศ เดือนสิงหาคมขายได้ 19,721 คัน เพิ่มขึ้นถึง 113.29% และกินส่วนแบ่งตลาดเกือบหนึ่งในสาม แต่ในอีกด้าน รถกระบะซึ่งเคยเป็นตัวชูโรงกลับอยู่ในภาวะวิกฤติ ยอดขายหดตัวต่อเนื่องหลายปี ลดลงราว 63% ตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่ยอดส่งออกก็ลดลงด้วย นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรสนิยมของผู้บริโภคจากรถกระบะไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นการสะเทือนถึงระบบซัพพลายเชนเพราะรถกระบะมีสัดส่วนชิ้นส่วนผลิตในประเทศสูงมาก บางยี่ห้อใช้ local content มากกว่า 90% เมื่อยอดกระบะตกลงแรง ผลกระทบจึงไม่ใช่แค่ยอดขายของค่ายรถ แต่ลามไปถึงโรงงานชิ้นส่วน ผู้รับเหมาช่วง และแรงงานจำนวนมาก ยิ่งถูกซ้ำด้วยวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่กดดันตลาดส่งออกรถกระบะให้ย่ำแย่ลงไปอีก อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงกำลังยืนอยู่บนจุดตัดระหว่างการโตของ EV กับการเหี่ยวลงของ product champion เดิม
ผู้บริโภคได้ประโยชน์ระยะสั้น แต่ความเสี่ยงระยะยาวซ่อนอยู่ในโครงสร้างราคา
จากมุมมองคนซื้อ รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทำให้ตลาดดูคึกคัก มีตัวเลือกหลากหลายและราคาดูแข่งขัน แต่คำถามสำคัญคือราคาวันนี้ตั้งอยู่บนกติกาที่อาจเปลี่ยนได้เร็วเพียงใด เพราะตัวเลขสัดส่วนการผลิตรถไทยที่แค่ 41.74% ของยอดขาย BEV ถูกใช้เป็นเหตุผลเรียกร้องการปรับโครงสร้างภาษีให้รถที่ลงทุนและใช้ชิ้นส่วนในประเทศได้เปรียบขึ้น เมื่อกติกาภาษีเปลี่ยน ราคาและโปรโมชันที่เคยดึงดูดใจอาจไม่เหมือนเดิม สำหรับคนซื้อ ประเด็นจึงไม่ใช่ต้องเลือกว่ารถไทยหรือรถนำเข้าอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ต้องประเมินให้รอบด้านว่ารถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่ดูคุ้มวันนี้ มีระบบรองรับหลังการขายลึกแค่ไหน เจ้าของรถต้องมองไปถึงปีที่ห้า ว่ามีอะไหล่พร้อม ศูนย์ซ่อมเข้าใจเทคโนโลยี และบริษัทรับผิดชอบชัดเจนหรือไม่ รถนำเข้าอาจดูแลเจ้าของได้ดีหากมีสต็อกอะไหล่และเครือข่ายศูนย์บริการเข้มแข็ง ก่อนตัดสินใจจึงควรลองใส่เงินดาวน์ ค่างวด ดอกเบี้ย ประกัน ค่าไฟหรือเชื้อเพลิง และราคาขายต่อที่คาดหวัง เพื่อเทียบรถผลิตไทย รถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ไฮบริด และรถน้ำมันด้วยกรอบเดียวกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีในอนาคต
ข้อเสนอถึงรัฐและทางเลือกที่สมเหตุสมผลต่อผู้ซื้อในยุคเปลี่ยนผ่าน
เมื่อคลื่นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าขยายตัวเร็วกว่าการผลิตรถไทยและซัพพลายเชนในประเทศ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ มีการเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ลงทุนผลิตรถในประเทศมานานกับผู้ลงทุนรายใหม่ ให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม และยังรักษาบทบาทฐานผลิตทั้งรถสันดาปและรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อส่งออก อีกด้านหนึ่ง มีข้อเสนอให้รัฐกระตุ้นตลาดรถกระบะที่ใช้เชื้อเพลิง B20 และรถยนต์นั่งที่ใช้แก๊สโซฮอล เพื่อเพิ่มยอดขายและรักษาการผลิตซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง ทำให้ซัพพลายเชนผลิตมากขึ้น จ้างงานมากขึ้น รายได้คนไทยจึงเพิ่มขึ้นตาม ในภาพใหญ่ รัฐควรจัดสมดุลระหว่างการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถไฟฟ้า กับการไม่ทำลายฐานการผลิตเดิมที่หล่อเลี้ยงงานและรายได้ โครงสร้างภาษีควรให้รางวัลกับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศและการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ โดยไม่ปิดกั้นการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ส่วนผู้บริโภคควรใช้โอกาสช่วงรอยต่อนี้ให้คุ้ม ด้วยการมองเกินกว่าราคาหน้าป้าย สอบถามแผนอะไหล่ การรับประกัน และความพร้อมของศูนย์บริการ ก่อนตัดสินใจ เพราะท้ายที่สุด รถคันหนึ่งไม่ได้อยู่กับเราแค่วันที่รับรถ แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและค่าใช้จ่ายเราไปอีกหลายปี






