จากสัญญาณมือถือสู่เข็มทิศใหม่ของการท่องเที่ยว
การใช้ข้อมูลนักท่องเที่ยวจากสัญญาณมือถือคือการนำข้อมูลการเคลื่อนที่ของผู้คนแบบไม่ระบุตัวตนมาวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางจริง เพื่อมองเห็นเส้นทาง สถานที่ และรูปแบบการใช้เวลาของนักเดินทางอย่างละเอียด แล้วแปลงข้อมูลเหล่านี้เป็นกลยุทธ์ท่องเที่ยวไทยที่เจาะจงมากขึ้น ทั้งในระดับเมือง เส้นทาง และชุมชน เพื่อให้การโปรโมตและการลงทุนด้านการท่องเที่ยวตอบกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงแทนการคาดเดาเพียงจากยอดผู้เข้าเมืองหรือจำนวนผู้เข้าพักโรงแรม
จุดเปลี่ยนสำคัญคือภูมิทัศน์การท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 3.05% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน การพึ่งแต่กลยุทธ์เน้นปริมาณจึงยิ่งเสี่ยง การตั้งคำถามใหม่ว่า “เรารู้รูปแบบการเดินทางในวันนี้จริงหรือไม่” นำไปสู่การพัฒนาแคมเปญท่องเที่ยวดิจิทัลที่ใช้ข้อมูลการเดินทางเชิงลึกเป็นฐาน ซึ่งไม่เพียงช่วยแก้โจทย์การตลาด แต่ยังเปิดทางสู่แนวคิดการท่องเที่ยวที่กระจายโอกาสไปยังพื้นที่รากเหง้าและชุมชนเล็กๆ ที่แทบไม่เคยอยู่บนโปสเตอร์โปรโมตมาก่อน

“Routes to Roots”: กรณีศึกษาที่บอกว่าแค่มีข้อมูลไม่พอ
แคมเปญ “Routes to Roots” แสดงให้เห็นชัดว่า การใช้ข้อมูลนักท่องเที่ยวอย่างมีความหมายต้องเริ่มจากโจทย์ ไม่ใช่จากดาต้า โครงการนี้นำ Mobility Data หรือข้อมูลการเคลื่อนที่ผ่านเครือข่ายโทรคมนาคมมาวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางจริง แล้วผสานกับงานวิจัยและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายและเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่จับต้องได้ ผลงานจบไม่ใช่กราฟสวยในห้องประชุม แต่เป็นทริปและแคมเปญท่องเที่ยวดิจิทัลที่ชวนคนออกเดินทางไปหาวัฒนธรรมรากเหง้าในพื้นที่ต่างๆ โดยมีเส้นทางอิงจากการเดินทางที่เกิดขึ้นจริงแทนการเดาจากแผนที่
ความโดดเด่นของแนวทางนี้สะท้อนผ่านรางวัล Creative Data Award จากเวที Creative Excellence Awards 2026 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ Nex Hall สยามพารากอน คำกล่าวของผู้บริหารโครงการย้ำให้เห็นว่าโจทย์ไม่ใช่ “ทำให้มีข้อมูลมากขึ้น” แต่คือ “ใช้ข้อมูลเพื่อมองการท่องเที่ยวในมุมใหม่ จากขอบเขตจังหวัดไปสู่ระบบการเดินทางจริงและความเชื่อมโยงระหว่างเมือง” เป็นคำเตือนตรงไปตรงมาว่า ถ้าเรายังออกแบบกลยุทธ์ท่องเที่ยวไทยบนเส้นแบ่งจังหวัดแบบเดิม เรากำลังสวนทางกับวิธีที่นักท่องเที่ยวเดินทางอยู่ทุกวัน

จากเครือข่ายโทรคมนาคมสู่เครื่องมือวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทาง
อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเคยถูกมองว่าเป็นเพียงโครงข่ายที่เชื่อมต่อผู้คนด้วยเสียงและอินเทอร์เน็ต แต่ในยุคข้อมูลเคลื่อนที่กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่พร้อมเปลี่ยนบทบาทของเครือข่ายเป็นแหล่ง Insight การเดินทางของผู้คน เมื่อข้อมูลถูกเก็บแบบไม่ระบุตัวตนและนำไปใช้ร่วมกับงานวิจัยอย่างรับผิดชอบ มันกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวของการเดินทางจริง ตั้งแต่เส้นทางหลักไปจนถึงทางรองที่ไม่เคยถูกสำรวจอย่างเป็นระบบมาก่อน นี่คือฐานที่ทำให้การออกแบบกลยุทธ์ท่องเที่ยวไทยหลุดจากการพึ่งสถิติจำนวนผู้เยือนแบบหยาบๆ แล้วหันมามองพฤติกรรมละเอียดระดับทริป
คำกล่าวหนึ่งที่ควรถูกหยิบไปอ้างบ่อยๆ คือ “บทบาทของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างเครือข่ายที่ดีที่สุดให้ลูกค้า แต่ยังรวมถึงการนำศักยภาพของ Mobility Data มาต่อยอดเพื่อประโยชน์สาธารณะ” มุมมองนี้ผลักให้ผู้ให้บริการเครือข่ายกลายเป็นผู้เล่นข้อมูลเชิงนโยบาย เปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ นักวิจัย ภาครัฐ ภาคสร้างสรรค์ และชุมชนทำงานร่วมกัน บนฐานข้อมูลการเดินทางจริงแทนการตัดสินใจจากความรู้สึก หรือเสียงดังของเมืองยอดฮิตเพียงไม่กี่แห่ง
Evidence-based Tourism: เมื่อดาต้ากลายเป็นแผนที่ศักยภาพ
การวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินทางบน Mobility Data กว่า 500 ล้านทริปทำให้ทีมวิจัยค้นพบคลัสเตอร์ท่องเที่ยวศักยภาพถึง 21 คลัสเตอร์ และต่อยอดสู่ 6 คลัสเตอร์นำร่องที่นำข้อมูลมาผสานกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และทรัพยากรพื้นที่ นี่ไม่ใช่การแบ่งโซนแบบหยาบ แต่คือการเห็นเส้นทางและความเชื่อมโยงระหว่างเมืองตามการเดินทางจริง แล้วแปลเป็นข้อเสนอเพื่อการพัฒนาและกลยุทธ์ท่องเที่ยวไทยที่มีหลักฐานรองรับ (Evidence-based Tourism Development) ผลลัพธ์คือแนวทางที่ช่วยกระจายนักท่องเที่ยว การลงทุน และรายได้ไปยังเมืองและชุมชนได้ทั่วถึงมากขึ้น แทนการกระจุกอยู่ในปลายทางดังไม่กี่แห่ง
ที่สำคัญ ข้อมูลที่ใช้ในโครงการครอบคลุมประมาณ 25 ล้านบัญชีต่อเดือนสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศ และกว่า 80,000 บัญชีต่อเดือนสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลอดระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่สิงหาคม 2566 ถึงกรกฎาคม 2567 ขนาดข้อมูลระดับนี้ทำให้ข้อเสนอด้านคลัสเตอร์และเส้นทางมีน้ำหนักมากกว่าแค่อินไซท์จากแบบสอบถาม หรือผลรีวิวออนไลน์ที่มักสะท้อนเสียงของคนกลุ่มเล็ก การวิเคราะห์โดยใช้ฐานการเดินทางจริงจึงเป็นก้าวสำคัญสู่การออกแบบแคมเปญท่องเที่ยวดิจิทัลที่ไม่หลงไปตามกระแส แต่ยืนอยู่บนการสังเกตพฤติกรรมรายวันของผู้คนอย่างเป็นระบบ
บทสรุป: กลยุทธ์ท่องเที่ยวยุคใหม่เริ่มที่ “เข้าใจการเดินทางจริง”
เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ขณะที่ความคาดหวังด้านความคุ้มค่าของทุกทริปสูงขึ้น การตอบสนองด้วยการโหมโปรโมตมากขึ้นแต่ไม่เปลี่ยนวิธีคิดคือทางตัน เหตุผลที่แนวทางแบบ “Routes to Roots” น่าสนใจไม่ใช่เพราะได้รางวัล แต่เพราะมันชี้ให้เห็นว่า การออกแบบกลยุทธ์ท่องเที่ยวไทยต้องเริ่มจากการเข้าใจเส้นทางจริงของผู้คน ผ่านการใช้ข้อมูลนักท่องเที่ยวแบบไม่ระบุตัวตนอย่างรับผิดชอบ แล้วผสานกับความรู้ด้านพื้นที่และวัฒนธรรม เพื่อสร้างภาพรวมการเดินทางที่มีชีวิต
มองไปข้างหน้า หากผู้กำหนดนโยบายและผู้ทำแคมเปญท่องเที่ยวดิจิทัลในทุกระดับยอมให้ข้อมูลการเดินทางจริงเข้ามาเป็นแกนกลาง การโปรโมตปลายทางจะเปลี่ยนจากการเชิญชวนคนไปเยือนเมืองยอดฮิต เป็นการออกแบบเส้นทางที่ช่วยเชื่อมคนเข้ากับรากเหง้า วัฒนธรรม และชุมชนอย่างทั่วถึง เมื่อนั้นคำถาม “ทำอย่างไรให้คนมาเที่ยวมากขึ้น” จะถูกแทนด้วยคำถามที่สำคัญกว่า “ทำอย่างไรให้ทุกการเดินทางมีคุณค่ามากขึ้นต่อทั้งนักเดินทางและพื้นที่ที่เขาไปเยือน” ซึ่งเป็นทิศทางการท่องเที่ยวที่ใช้ข้อมูลเป็นฐาน แต่ให้คนและชุมชนเป็นเป้าหมายสุดท้าย






