กองทุนกู้ยืมการศึกษาไม่ใช่เรื่องเงิน แต่คือระบบคัดคนออกจากโอกาส
ปัญหากองทุนกู้ยืมการศึกษา หรือกยศ. ล่าช้า คือสถานการณ์ที่กองทุนซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยนักเรียนและนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่สามารถอนุมัติหรือโอนเงินได้ทันตามกำหนด ส่งผลให้ผู้กู้จำนวนมากต้องเรียนไปพร้อมความไม่แน่นอนเรื่องค่าเทอม ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายพื้นฐาน และเสี่ยงถูกสถานศึกษา จำกัดสิทธิในการเรียนหรือการสอบเพราะยังไม่ได้รับเงินกองทุน หัวใจของวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขงบประมาณ แต่คือคำถามว่าเราจะยอมให้ระบบการเงินของรัฐกลายเป็นเครื่องคัดคนออกจากการศึกษา หรือจะใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างให้กองทุนเป็นเกราะคุ้มกันความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจริงๆ
งบกยศ.เพิ่มแต่ยังขาด 7 พันล้าน ตัวเลขที่แปลว่า “เด็กจำนวนหนึ่งไม่มีที่นั่ง”
ฝั่งรัฐบาลชี้แจงว่างบประมาณกองทุนกู้ยืมการศึกษาในปีงบประมาณ 2570 ถูกเพิ่มจาก 5,000 ล้านบาทในปี 2569 เป็น 9,000 ล้านบาท โดยย้ำว่ารัฐมองกองทุนนี้เป็นกองทุนหมุนเวียนที่ต้องบริหารการชำระหนี้ให้มีประสิทธิภาพ คำอธิบายนี้ฟังดูเหมือน “ใส่ใจ” แต่เมื่อวางคู่กับตัวเลขที่ฝ่ายตั้งกระทู้ในสภาระบุว่า กองทุนอาจขาดเงินประมาณ 7,000 ล้านบาทในปีเดียวกัน ก็ชัดเจนว่านี่ไม่ใช่เรื่องบริหารภายในธรรมดา ประโยคที่ควรถูกจำคือ “ตัวเลข 7,000 ล้าน พอเราพูดในสภาอาจมองเป็นมูลค่าทางการเงิน แต่ถ้าไปหารเป็นรายหัว คือหน้าตาของน้องๆ ปี 1 ปี 2 ปี 3 ที่กำลังรอเงิน” นี่คือการเตือนว่าทุกบาทที่ขาดหายคือคนจริงๆ ที่อาจต้องหยุดเรียนกลางคัน ไม่ใช่แค่แถวตัวเลขในเอกสารงบประมาณ
เมื่อกยศ. ล่าช้า นักเรียนหลุดระบบกลายเป็นผลข้างเคียงที่รัฐยอมรับไม่ได้
เสียงสะท้อนจากสภาระบุชัดว่าปัญหากยศ. ล่าช้าเกิดซ้ำทุกปี นักศึกษาจำนวนมากต้องเริ่มเรียนโดยไม่รู้ว่าจะได้เงินกู้หรือไม่ ขณะที่บางมหาวิทยาลัยเอกชนถึงขั้นขู่ว่าอาจไม่ให้สอบหากยังไม่ได้เงินโอนจากกองทุน ปัญหาเช่นนี้ทำให้คำว่า “นักเรียนหลุดระบบ” ไม่ใช่ศัพท์เชิงวิชาการ แต่เป็นชีวิตจริงของคนที่ไม่มีเงินสำรองจ่ายค่าเทอม ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการกำหนดเกณฑ์สาขาที่รัฐส่งเสริมในปี 2569 แม้จะตั้งใจผูกการศึกษากับตลาดแรงงาน แต่หากนำมาใช้ย้อนหลังกับผู้กู้เดิมโดยไม่วางช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็เสี่ยงผลักคนชั้นปีที่ 3–4 ให้หลุดจากระบบโดยไม่จำเป็น สิ่งที่ควรเกิดคือเกณฑ์ใหม่ใช้กับผู้เริ่มกู้รุ่นใหม่ ไม่ใช่เปลี่ยนข้อตกลงกลางทางกับคนที่วางชีวิตตามกติกาเดิมแล้ว
งบประมาณการศึกษาในสภา บอกเราว่าใครคือคนที่รัฐเลือกจะช่วยก่อน
การถกเถียงในสภาไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขกองทุน แต่ลากยาวไปถึงวิธีคิดด้านงบประมาณภาพใหญ่ เมื่อมีการชี้ว่า ในการพิจารณางบปี 2570 คณะกรรมาธิการงบประมาณตัดงบได้ 11,000 ล้านบาท แต่ไม่แปรงบให้กองทุนกู้ยืมการศึกษาแม้แต่บาทเดียว คำถามเชิงการเมืองที่ตามมาคือ ทำไมโครงการอื่นได้รับการเติมงบ แต่กองทุนเพื่อโอกาสของเด็กกลับถูกปล่อยให้ติดลบ ฝ่ายค้านจึงเรียกร้องอย่างชัดถ้อยว่าหากรัฐบาลประเมินแล้วว่ากองทุนจะขาดเงิน ควรเติมงบล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำซาก แน่นอนว่ารัฐบาลยืนยันว่าตนเองให้ความสำคัญกับการศึกษาและเพิ่มงบกยศ. เป็นสองเท่าจากปีก่อน แต่การเพิ่มงบโดยไม่จัดการจุดรั่ว ทั้งการผิดนัดชำระหนี้และความล่าช้าในการอนุมัติ ก็เท่ากับโยนภาระไปที่นักศึกษารุ่นต่อรุ่นอย่างไม่เป็นธรรม
กองทุนหมุนเวียนหรือเกราะคุ้มกันสังคม รัฐต้องเลือกบทบาทให้ชัด
รัฐบาลอธิบายว่ากองทุนกู้ยืมการศึกษาเป็นกองทุนหมุนเวียน ไม่ใช่ถุงเงินที่รัฐจะใส่เพิ่มได้ทุกปี และชี้ว่าในระบบมีผู้กู้ที่ต้องชำระหนี้ 3.6 ล้านคน แต่ชำระจริงเพียง 1 ล้านคน ขณะที่อีก 2.6 ล้านคนผิดนัดชำระทั้งหมด หากสามารถบริหารให้คนกลุ่มนี้กลับมาจ่ายแม้เพียงครึ่งเดียว จะเพิ่มรายได้กองทุนจาก 2.7–2.8 หมื่นล้านบาทต่อปี ไปสู่ระดับ 4–5 หมื่นล้านบาทได้ มุมมองแบบนี้ถูกต้องในเชิงการเงิน แต่ไม่เพียงพอในเชิงสิทธิการศึกษา เพราะหากกองทุนเน้นวินัยทางการเงินโดยไม่ลดความล่าช้า ปรับเกณฑ์ให้เป็นธรรม และกันงบให้พอเพียง ความเสี่ยงคือกองทุนจะกลายเป็นเครื่องมือคัดคนออกมากกว่าช่วยคนเข้า การปฏิรูปที่ควรเกิดคือทำให้กยศ. เป็นทั้งกองทุนหมุนเวียนที่บริหารหนี้ได้ และเป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้นักเรียนหลุดระบบเพียงเพราะความผิดพลาดทางการเมืองและงบประมาณ






