สัญญาณเตือนโรคหัวใจคืออะไร และเหตุใดจึงต้องรู้ให้ทัน
สัญญาณเตือนโรคหัวใจ คือกลุ่มอาการผิดปกติของร่างกายที่บ่งชี้ว่าหัวใจหรือหลอดเลือดหัวใจกำลังทำงานผิดปกติ ตั้งแต่แน่นหน้าอก ใจสั่น วูบ หมดสติ ไปจนถึงอ่อนแรงครึ่งซีกจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นชั่วคราวแล้วทุเลา ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่พักผ่อนน้อยหรือเครียด ทั้งที่จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่พร้อมลุกลามสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ทุกเมื่อ หากไม่สังเกตและรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์เสียแต่เนิ่นๆ
เรามักได้ยินข่าวคนดูแข็งแรงแล้ววูบลงกะทันหัน ทั้งที่ก่อนหน้าใช้ชีวิตปกติ นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรู้ทันสัญญาณเตือนโรคหัวใจจึงสำคัญ เพราะอาการหมดสติคือภาวะที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และหากมีหัวใจหยุดเต้นร่วมด้วยก็อาจกลายเป็นการเสียชีวิตเฉียบพลันหากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันเวลา การมองข้ามอาการเล็กน้อยวันนี้ อาจแลกกับโอกาสสุดท้ายของชีวิตในวันพรุ่งนี้

อาการวูบหมดสติที่อันตรายกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่พักผ่อนไม่พอ
หลายคนติดนิสัยโทษว่าอาการวูบมาจากการพักผ่อนน้อยเสมอ ทั้งที่ในทางแพทย์พบว่าอาการหมดสติสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโรคหัวใจและหลอดเลือด สมอง และความผิดปกติของร่างกายหลายระบบ การคิดว่าแค่พักให้พอแล้วจะดีขึ้น คือความเสี่ยงที่ทำให้หลายชีวิตพลาดโอกาสรักษาโรคร้ายตั้งแต่เริ่มต้น
อาการวูบที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ วูบจนหมดสติหรือมีอาการชักร่วมด้วย วูบแล้วหน้าเบี้ยวพูดไม่ชัดซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับหลอดเลือดสมอง วูบพร้อมหัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น เต้นเร็วหรือเต้นไม่สม่ำเสมอ รวมถึงผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัวที่เกิดอาการวูบทุกกรณีควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น การล้มจากอาการวูบอาจทำให้ศีรษะกระแทก กระดูกหัก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ จึงไม่ควรมองว่าอาการวูบเป็นเรื่องเล็กหรือเป็นเพียงสัญญาณของความเหนื่อยล้า

จากแน่นหน้าอกถึงไหลตาย เมื่อหัวใจเตือนครั้งสุดท้าย
หัวใจไม่ได้หยุดเต้นแบบไม่มีสัญญาณเตือน แต่เราต่างหากที่มองไม่เห็น สาเหตุสำคัญของอาการวูบและการเสียชีวิตเฉียบพลันมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง และโรคไหลตายซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ขณะเดียวกัน โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ภาวะชัก น้ำตาลในเลือดต่ำ ความดันตกจากการเปลี่ยนท่าเร็วเกินไป หรือฮีทสโตรก ก็เป็นตัวการที่ทำให้หมดสติได้เช่นกัน
อาการเตือนที่ไม่ควรนิ่งเฉย ได้แก่ แน่นหน้าอกเหมือนมีของหนักทับเจ็บร้าวไปไหล่หรือแขนซึ่งสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกที่บ่งชี้โรคหลอดเลือดสมอง เวียนศีรษะมาก ขณะลุกยืน เหงื่อแตก ตัวเย็น มือสั่นจากน้ำตาลต่ำ ตลอดจนประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันตั้งแต่อายุน้อยกว่า 50 ปี ประโยคที่ควรท่องให้ขึ้นใจคือ หากมีแน่นหน้าอกแบบผิดปกติให้โทร 1669 ทันทีและเตรียมพร้อมทำ CPR เพราะทุกนาทีกำลังตัดสินชีวิต

หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันกับบทบาทของคนรอบข้างใน 4 นาทีแรก
เมื่อหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน คนไข้มักหมดสติไม่หายใจหรือหายใจเฮือก การรอรถพยาบาลโดยไม่ทำอะไรคือการปล่อยให้สมองค่อยๆ ขาดเลือด การช่วยเหลือเบื้องต้นด้วยการกดหน้าอกและใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติคือตัวแปรสำคัญที่เพิ่มโอกาสรอด นายแพทย์เขตต์ระบุชัดว่า การกดหน้าอกอย่างถูกวิธีต่อเนื่องจนทีมกู้ชีพมาถึงช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองก่อนเซลล์สมองจะตาย
- ประเมินสถานการณ์ เขย่าหรือแตะไหล่แรงๆ สองข้าง ดูการตอบสนองและการหายใจ หากไม่ตอบสนองและไม่หายใจหรือหายใจเฮือกให้เริ่มช่วยเหลือทันที
- โทรสายด่วน 1669 แจ้งว่าพบผู้หมดสติไม่หายใจ ระบุสถานที่ชัดเจน และเปิดลำโพงรับคำแนะนำ
- ขอความช่วยเหลือจากคนใกล้เคียงให้นำเครื่อง AED มาให้เร็วที่สุด
- ทำการกดหน้าอก วางส้นมือซ้อนกันตรงกึ่งกลางหน้าอก กดลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตรด้วยความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที กดต่อเนื่องไม่หยุดจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึงและใช้เครื่อง AED ตามคำสั่งของเครื่อง
การป้องกันโรคหัวใจก่อนเกิดวิกฤตคือการให้ความสำคัญกับสัญญาณเล็กๆ ทุกวัน
การป้องกันโรคหัวใจไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของคนมีอายุ แนวทางง่ายแต่ทรงพลังคือการตรวจสุขภาพประจำปี เน้นตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจระดับไขมัน น้ำตาล และความดัน ควบคู่กับการสังเกตสัญญาณเตือนโรคหัวใจ เช่น เหนื่อยง่ายขึ้น แน่นหน้าอก วูบ หรือใจสั่น หากเริ่มมีอาการเหล่านี้ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากพักผ่อนน้อย แต่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด
ด้านพฤติกรรม ควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัวสูง อาหารหวานจัดเค็มจัด ออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน งดสูบบุหรี่ และเรียนรู้ทักษะ CPR พร้อมการใช้เครื่อง AED เพื่อช่วยคนใกล้ตัวยามฉุกเฉิน การให้คุณค่ากับสัญญาณเตือนเล็กๆ ของร่างกายวันนี้ เท่ากับให้โอกาสหัวใจได้เต้นต่อไปอีกนานในวันข้างหน้า







